พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 284 (เล่ม 43)

ชรา. หมู่สัตว์อันตัณหาผู้ทำความดิ้นรนล้อมไว้แล้ว
ย่อมกระเสือกกระสน เหมือนกระต่ายอันนายพราน
ดักได้แล้วฉะนั้น, หมู่สัตว์ผู้ข้องอยู่ในสังโยชน์และ
กิเลสเครื่องข้อง ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ อยู่ช้านาน.
หมู่สัตว์อันตัณหาผู้ทำความดิ้นรนล้อมไว้แล้ว ย่อม
กระเสือกกระสนเหมือนกระต่ายที่นายพรานดักได้แล้ว
ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น ภิกษุหวังธรรมเป็นที่สำรอก
กิเลสแก่ตน พึงบรรเทาตัณหาผู้ทำควานดิ้นรนเสีย."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มูเล เป็นต้น ความว่า เมื่อรากทั้ง ๕
(ของต้นไม้ใด) ซึ่งทอดตรงแน่วไปใน ๔ ทิศ และในภายใต้ ชื่อว่าไม่มี
อันตราย เพราะอันตรายชนิดใดชนิดหนึ่ง บรรดาอันตรายมีการตัด การ
ผ่า และการเจาะเป็นต้น ชื่อว่ามั่นคง เพราะถึงความเป็นของมั่นคง
ต้นไม้ (นั้น) แม้ถูกบุคคลรานแล้ว ณ เบื้องบน ย่อมงอกขึ้นได้อีกทีเดียว
ด้วยอำนาจกิ่งใหญ่น้อย ฉันใด,. ทุกข์นี้ ที่ต่างด้วยทุกข์มีชาติทุกข์เป็นต้น
เมื่ออนุสัยคือความนอนเนื่องแห่งตัณหาอันเป็นไปทางทวาร ๖ อันพระ-
อรหัตมรรคญาณยังไม่ขจัด คือยังตัดไม่ขาดแล้ว ย่อมเกิดร่ำไปในภพนั้นๆ
จนได้ ฉันนั้นนั่นแล.
บทว่า ยสฺส เป็นต้น ความว่า ตัณหาประกอบด้วยกระแส ๓๖
ด้วยสามารถแห่งตัณหาวิจริตเหล่านี้ คือตัณหาวิจริตอิงอายตนะภายใน ๑๘๑
ตัณหาวิจริตอิงอายตนะภายนอก ๑๘๒ ด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่าไหลไปใน
๑. ๒. ดูความพิสดารใน อภิ. วิ. ๓๕/๕๓๐.

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 285 (เล่ม 43)

อารมณ์เป็นที่ชอบใจ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ย่อมไหลไป คือเป็นไป
ในอารมณ์มีรูปเป็นต้น อันเป็นที่ชอบใจ เป็นธรรมชาติกล้า คือมีกำลัง
ย่อมมีแก่บุคคลใด, ความดำริทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นธรรมชาติใหญ่ เพราะ
ความเป็นของใหญ่ โดยอันเกิดขึ้นบ่อย ๆ ไม่อาศัยฌานหรือวิปัสสนา
อาศัยราคะ ย่อมนำบุคคลนั้นผู้ชื่อว่ามีทิฏฐิชั่ว เพราะความเป็นผู้มีญาณ
วิบัติไป.
บาทพระคาถาว่า สวนฺติ สพฺพธี โสตา ความว่า กระแสตัณหา
เหล่านี้ ชื่อว่าย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง เพราะไหลไปในอารมณ์
ทั้งปวงมีรูปเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งทวารมีจักษุทวารเป็นต้น หรือเพราะ
ตัณหาทั้งหมด คือรูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏ-
ฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ไหลไปในภพทั้งปวง.
บทว่า ลตา ความว่า ตัณหาได้ซึ่งว่า ลตา เพราะอรรถวิเคราะห์
ว่า เป็นเหมือนเครือเถา โดยอรรถว่า เป็นเครื่องพัวพัน และโดยอรรถ
ว่า เป็นเครื่องรึงรัดไว้.
สองบทว่า อุพฺภิชฺช ติฏฺฐติ ความว่า ตัณหาดุจเถาวัลย์เกิดขึ้น
โดยทวาร ๖ แล้ว ย่อมตั้งอยู่ในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น.
สองบทว่า ตญฺจ ทิสฺวา ความว่า ก็ท่านเห็นตัณหาดังเครือเถา
นั้น ด้วยอำนาจแห่งที่มันเกิดแล้วว่า " ตัณหานี้ เมื่อจะเกิดย่อมเกิดขึ้น
ในปิยรูปและสาตรูปนี้."
บทว่า ปญฺญาย ความว่า ท่านทั้งหลายจงตัดที่ราก ด้วยมรรค
ปัญญา ดุจบุคคลตัดซึ่งเครือเถาที่เกิดในป่าด้วยมีดฉะนั้น.

285
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 286 (เล่ม 43)

บทว่า สริตานิ คือแผ่ซ่านไป ได้แก่ซึมซาบไป.
บทว่า สิเนหิตานิ จ ความว่า และเปื้อนตัณหาเพียงดังยางเหนียว
ด้วยอำนาจตัณหาเพียงดังยางเหนียว อันเป็นไปในบริขาร มีจีวรเป็นต้น,
อธิบายว่า อันยางเหนียวคือตัณหาฉาบทาแล้ว.
บทว่า โสมนสฺสานิ ความว่า โสมนัสทั้งหลายเห็นปานนั้น ย่อม
มีแก่สัตว์ผู้เป็นไปในอำนาจตัณหา.
สองบทว่า เต สาตสิตา ความว่า บุคคลเหล่านั้น คือผู้เป็นไป
ในอำนาจแห่งตัณหา เป็นผู้อาศัยความสำราญ คืออาศัยความสุขนั่นเอง
จึงเป็นผู้แสวงหาความสุข คือเป็นผู้เสาะหาความสุข.
บทว่า เต เว เป็นต้น ความว่า เหล่านระผู้เห็นปานนี้ย่อมเข้าถึง
ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตายแท้ ฉะนั้นจึงเป็นผู้ชื่อว่า
เข้าถึงชาติและชรา.
บทว่า ปชา เป็นต้น ความว่า สัตว์เหล่านี้เป็นผู้อันตัณหาที่ถึง
ซึ่งอันนับว่า " ตสิณา " (ความดิ้นรน) เพราะทำซึ่งความสะดุ้งแวดล้อม
คือห้อมล้อมแล้ว.
บทว่า พาธิโต ความว่า (สัตว์เหล่านั้น) ย่อมกระเสือกกระสน
คือ หวาดกลัว ดุจกระตายตัวที่นายพรานดักได้ในป่าฉะนั้น.
บทว่า สํโยชนสงฺคตฺตา ความว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้อันสังโยชน์
๑๐ อย่าง และกิเลสเรื่องข้องคือราคะเป็นต้นผูกไว้แล้ว หรือเป็นผู้ติด
แล้วในสังโยชน์เป็นต้นนั้น.

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 287 (เล่ม 43)

บทว่า จิราย ความว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงทุกข์มีชาติเป็นต้น
ร่ำไปสิ้นกาลนาน คือตลอดระยะกาลยืดยาว.
บทว่า ตสฺมา เป็นต้น ความว่า เพราะสัตว์ทั้งหลายผู้อันตัณหา
ซึ่งทำความสะดุ้งล้อมไว้ คือรึงรัดไว้แล้ว, ฉะนั้น เมื่อภิกษุปรารถนา
หวังอยู่ซึ่งธรรมที่สิ้นกำหนัด คือพระนิพพาน อันเป็นที่ไปปราศกิเลสมี
ราคะเป็นต้นเพื่อตน พึงบรรเทา คือพึงขับไล่นำออกทิ้งเสียซึ่งตัณหาผู้
ทำความสะดุ้งนั้น ด้วยพระอรหัตมรรคนั่นเทียว.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น.
นางลูกสุกรแม้นั้นแล จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในราชตระกูล
ในสุวรรณภูมิ, จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในกรุงพาราณสีเหมือนอย่าง
นั้นแหละ, จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในเรือนพ่อค้าม้าที่ท่าสุปปารกะ,
จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในเรือนของนายเรือที่ท่าคาวิระ, จุติจาก
อัตภาพนั้นแล้ว เกิดในเรือนของอิสรชน ในเมืองอนุราธบุรี, จุติจาก
อัตภาพนั้นแล้ว เกิดเป็นธิดาในเรือนของกุฏุมพีชื่อสุมนะ ในเภกกันตคาม
ในทิศทักษิณของเมืองนั้นแล้ว ชื่อสุมนา ตามชื่อ (ของกุฎุมพีนั้น). ต่อมา
บิดาของนาง เมื่อชนทั้งหลายทิ้งบ้านนั้นแล้ว ได้ไปสู่แคว้นทีฆวาปีอยู่ใน
บ้านชื่อมหามุนีคาม. อำมาตย์ของพระเจ้าทุฏฐคามณี นามว่าลกุณฏกอติม-
พระ ไปที่บ้านนั้นด้วยกรณียกิจบางอย่าง เห็นนางแล้ว ทำการมงคล
อย่างใหญ่ พานางไปสู่บ้านมหาปุณณคามแล้ว. ครั้งนั้น พระมหาอตุล-
เถระผู้อยู่ในมหาวิหารชื่อโกฏิบรรพต เที่ยวไปในบ้านนั้น เพื่อบิณฑบาต-

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 288 (เล่ม 43)

ยืนอยู่ที่ประตูเรือนของนาง เห็นนางแล้ว จึงกล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า
" ผู้มีอายุทั้งหลาย ชื่อว่านางลูกสุกร ถึงความเป็นภรรยาของมหาอำมาตย์
ชื่อลกุณฏกอติมพระแล้ว, โอ ! น่าอัศจรรย์จริง." นางฟังคำนั้นแล้วเพิก
ภพในอดีตขึ้นได้ กลับได้ญาณอันเป็นเหตุระลึกชาติ. ในขณะนั้นนั่นเอง
นางมีความสังเวชเกิดขึ้นแล้ว อ้อนวอนสามีบวชในสำนักพระเถรีผู้ประ-
กอบด้วยพละ ๕ ด้วยอิสริยยศอย่างใหญ่ ได้ฟังกถาพรรณนามหาสติปัฏ-
ฐานสูตร ในติสสมหาวิหารแล้ว ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล, ภายหลัง เมื่อ
พระเจ้าทุฏฐคามณีทรงปราบทมิฬได้แล้ว พระสุมนาเถรีไปสู่บ้านเภก-
กันตคาม ซึ่งเป็นที่อยู่ของมารดาบิดานั่นเทียว อยู่ในบ้านนั้น ฟังอาสี-
วิสูปมสูตรในกัลลกมหาวิหาร บรรลุพระอรหัตแล้ว.
ในวันปรินิพพาน นางถูกพวกภิกษุณีซักถามแล้ว ได้เล่าประวัติ
ทั้งหมดนี้อย่างละเอียด๑ แก่ภิกษุณีสงฆ์ แล้วสนทนากับพระมหาติสสเถระ
ผู้กล่าวบทแห่งธรรม ผู้มีปกติอยู่ในมณฑลาราม ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ผู้
ประชุมกันแล้ว กล่าวว่า " ในกาลก่อน ข้าพเจ้าจุติจากกำเนิดมนุษย์แล้ว
เป็นแม่ไก่ ถึงการตัดศีรษะจากสำนักเหยี่ยวในอัตภาพนั้นแล้ว (ไป) เกิด
ในกรุงราชคฤห์ แล้วบวชในสำนักนางปริพาชิกาทั้งหลาย แล้วเกิดใน
ภูมิปฐมฌาน จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในตระกูลเศรษฐี ต่อกาลไม่
นานนัก จุติแล้วไปสู่กำเนิดสุกร จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ไปสู่สุวรรณภูมิ
จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ไปสู่เมืองพาราณสี จุติจากอัตภาพนั้นแล้วไปสู่
ท่าสุปปารกะ จุติจากอัตภาพนั้นแล้วไปสู่ท่าคาวิระ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว
ไปสู่เมืองอนุราธบุรี จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ไปสู่บ้านเภกกันตคาม, ข้าพเจ้า
๑. นิรนฺตรํ แปลว่า หาระหว่างมิได้ ถือความแปลตามนั้น.

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 289 (เล่ม 43)

ได้ถึงอัตภาพ ๑๓ อันสูง ๆ ต่ำ ๆ อย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้ บัดนี้ เกิด
ในอัตภาพอันอุกฤษฏ์แล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายแม้ทั้งหมด จงยังธรรม
เป็นกุศลทั้งหลายให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด." ดังนี้แล้ว ยัง
บริษัท ๔ ให้สังเวชแล้วปรินิพพาน ดังนี้แล.
เรื่องนางลูกสุกร จบ.

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 290 (เล่ม 43)

๓. เรื่องวิพภันตกภิกษุ [๒๔๒]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภวิพภันตก-
ภิกษุ๑รูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โย นิพฺพนฏฺโฐ " เป็นต้น.
เธอสึกออกไปทำโจรกรรมเลี้ยงชีพ
ได้ยินว่า ภิกษุรูปหนึ่งเป็นสัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระ แม้
ยังฌาน ๔ ให้เกิดขึ้นแล้ว เห็นรูปารมณ์อันเป็นวิสภาค (ข้าศึก) ในเรือน
ของนายช่างทองผู้เป็นลุงของตน มีจิตปฏิพัทธ์ในรูปารมณ์นั้น สึกแล้ว.
ต่อมา เพราะความเป็นผู้เกียจคร้าน พวกมนุษย์จึงไล่เขาผู้ไม่
ปรารถนาจะทำการงาน ออกเสียจากเรือน. เขาเที่ยวเลี้ยงชีพอยู่ด้วยโจร-
กรรม เพราะการคลุกคลีด้วยมิตรชั่ว.
ต่อมาในวันหนึ่ง พวกราชบุรุษจับเขาได้แล้ว มัดแขนไพล่หลัง
ผูกอย่างมั่นคง เฆี่ยนด้วยหวายทุก ๆ ทาง ๔ แพร่ง แล้วนำไปสู่ตะแลง-
แกง.
พระเถระ เข้าไปเพื่อเที่ยวบิณฑบาต เห็นเขาถูกพวกราชบุรุษนำ
ไปโดยประตูด้านทักษิณ จึงขอให้พวกราชบุรุษผ่อนเครื่องจองจำให้หย่อน
แล้ว พูดว่า " เธอจงระลึกถึงกัมมัฏฐานที่เธอเคยสั่งสมแล้วในก่อนอีก."
เขาได้ความเกิดขึ้นแห่งสติเพราะโอวาทนั้นแล้ว ได้ยังจตุตถฌานให้เกิด
ขึ้นอีก.
ลำดับนั้น พวกราชบุรุษนำเขาไปสู่ตะแลงแกง ให้เขานอนหงาย
บนหลาว ด้วยคิดว่า " พวกเราจักฆ่าเสีย." เขาไม่กลัว ไม่สะดุ้ง.
๑. ภิกษุผู้หมุนไปผิด (สึก).

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 291 (เล่ม 43)

พวกมนุษย์ประหลาดใจเพราะเห็นเขาไม่กลัว
ลำดับนั้น มนุษย์ทั้งหลายผู้ยืนอยู่ในทิศาภาคนั้น ๆ แม้เงือดเงื้อ
เครื่องประหารทั้งหลายมีดาบ หอก และโตมร๑เป็นต้นแก่เขา เห็นเขา
มิได้สะดุ้งเลย ต่างพูดว่า " ผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านจงดูบุรุษคนนี้เถิด,
เขาไม่หวั่นไหว ไม่สะทกสะท้านในท่ามกลางแห่งบุรุษผู้มีอาวุธในมือ แม้
หลายร้อยคน, โอ ! น่าอัศจรรย์จริง" ดังนี้แล้วเกิดมีความอัศจรรย์และ
ประหลาดใจ บันลือลั่นสนั่น (ไป) กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระราชา.
พระราชาทรงสดับเหตุนั้นแล้ว ตรัสว่า " พวกท่านจงปล่อยเขา
เสียเถิด" ดังนี้แล้ว เสด็จไปแม้ยังสำนักพระศาสดา กราบทูลเนื้อความ
นั้นแล้ว.
พระศาสดา ทรงเปล่งพระโอภาสไปแล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม
แก่เข่า จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๓. โย นิพฺพนฏฺโฐ วนาธิมุตฺโต
วนมุตฺโต วนเมว ธาวติ
ตํ ปุคฺคลเมว ปสฺสถ
มุตฺโต พนฺธนเมว ธาวติ.
" บุคคลใด มีอาลัยดุจหมู่ไม้อันตั้งอยู่ในป่าออก
แล้ว น้อมไปในป่า (คือตปธรรม) พ้นจากป่าแล้ว
ยังแล่นไปสู่ป่าตามเดิม, ท่านทั้งหลายจงดูบุคคลนั้น
นั่นแล; เขาพ้นแล้ว (จากเครื่องผูก) ยังแล่นไปสู่
เครื่องผูกตามเดิม."
๑. โตมร หอกซัด.

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 292 (เล่ม 43)

แก้อรรถ
เนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า " บุคคลใด ชื่อว่ามีอาลัยดุจหมู่ไม้
อันตั้งอยู่ในป่าออกแล้ว เพราะความที่ตนละทิ้งหมู่ไม้อันตั้งอยู่ในป่า
กล่าวคืออาลัยในความเป็นคฤหัสถ์แล้วบวช น้อมไปในป่าคือตปะ กล่าว
คือวิหารธรรม เป็นผู้พ้นจากป่าคือตัณหา ซึ่งจัดเป็นเครื่องผูกคือการ
ครองเรือนแล้ว ยังแล่นไปหาป่าคือตัณหานั่นแหละ อันเป็นเครื่องผูกคือ
การครองเรือนนั้นอีก, ท่านทั้งหลายจงดูบุคคลนั้นอย่างนั้น; บุคคลนั่น
พ้นจากเครื่องผูกคือการครองเรือนแล้ว ยังแล่นไปสู่เครื่องผูกคือการ
ครองเรือนอีกทีเดียว.
เขานั่งฟังธรรมเทศนานี้ อยู่บนปลายหลาว ในระหว่างพวกราช-
บุรุษนั่นแล เริ่มตั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแล้ว ยก (จิต) ขึ้นสู่
ไตรลักษณ์ พิจารณาอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายบรรลุโสดาปัตติผลแล้วเสวยสุข
เกิดแต่สมาบัติอยู่ เหาะขึ้นสู่เวหาสมาสู่สำนักพระศาสดาทางอากาศนั่นเอง
ถวายบังคมพระศาสดาแล้วบวช ได้บรรลุพระอรหัต ณ ท่ามกลางบริษัท
พร้อมด้วยพระราชานั่นเอง ดังนี้แล.
เรื่องวิพภันตกภิกษุ จบ.

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 293 (เล่ม 43)

๔. เรื่องเรือนจำ [๒๔๓]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภเรือนจำ
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " น ตํ ทฬฺหํ " เป็นต้น.
พวกภิกษุเห็นโจรถูกจองจำนึกแปลกใจ
ดังได้สดับมา ในกาลครั้งหนึ่ง พวกราชบุรุษนำพวกโจร ผู้ตัดช่อง
ผู้ปล้นในหนทางเปลี่ยว และผู้ฆ่ามนุษย์เป็นอันมาก ทูลเสนอแด่พระเจ้า
โกศลแล้ว . พระราชารับสั่งให้จองจำโจรเหล่านั้นไว้ ด้วยเครื่องจองจำ
คือขื่อ เครื่องจองจำคือเชือก และเครื่องจองจำคือตรวนทั้งหลาย. พวก
ภิกษุชาวชนบท แม้มีประมาณ ๓๐ รูปแล ใคร่จะเฝ้าพระศาสดา มา
เฝ้าถวายบังคมแล้ว ในวันรุ่งขึ้นเที่ยวไปในกรุงสาวัตถี เพื่อบิณฑบาต
ไปถึงเรือนจำเห็นโจรเหล่านั้น กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระ-
ตถาคตเจ้าในเวลาเย็น กราบทูลถามว่า " พระเจ้าข้า วันนี้ พวกข้า
พระองค์กำลังเที่ยวไปบิณฑบาต เห็นโจรเป็นอันมากในเรือนจำ ถูก
จองจำด้วยเครื่องจองจำคือขื่อเป็นต้น เสวยทุกข์มาก พวกเขาย่อมไม่
อาจเพื่อจะตัดเครื่องจองจำเหล่านั้นหนีไปได้; ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขึ้น
ชื่อว่าเครื่องจองจำชนิดอื่น ที่มั่นคงกว่าเครื่องจองจำเหล่านั้น มีอยู่หรือ
เครื่องจองจำคือกิเลสตัดได้ยากยิ่ง
พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย เครื่องจองจำเหล่านั้นจะชื่อว่า
เครื่องจองจำอะไร; ส่วนเครื่องจองจำคือกิเลส กล่าวคือตัณหา ใน

293