ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 74 (เล่ม 42)

๓. เรื่องเด็กหลายคน [๑๐๙]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภเด็กเป็นอัน
มาก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " สุขกามานิ ภูตานิ " เป็นต้น.
พระศาสดาทรงพบพวกเด็กตีงู
ความพิสดารว่า ในวันหนึ่ง พระศาสดาเสด็จทรงบาตรเข้าไปใน
กรุงสาวัตถี ทรงเห็นพวกเด็กเป็นอันมาก เอาไม้ตีงูเรือน๑ตัวหนึ่ง ใน
ระหว่างทาง ตรัสถามว่า " แน่ะ เจ้าเด็กทั้งหลาย พวกเจ้าทำอะไรกัน ? "
เมื่อเด็กเหล่านั้นกราบทูลว่า " พวกข้าพระองค์เอาไม้ตีงู " พระเจ้าข้า "
ตรัสถามอีกว่า " เพราะเหตุไร ? " เมื่อพวกเขากราบทูลว่า " เพราะกลัว
มันกัด พระเจ้าข้า " จึงตรัสว่า " พวกเจ้าตีงูนี้ด้วยคิดว่า 'จักทำความสุข
แก่ตน ' จักไม่เป็นผู้ได้รับความสุขในที่แห่งตนเกิดแล้ว ๆ. แท้จริง บุคคล
เมื่อปรารถนาสุขแก่ตน (แต่) ประหารสัตว์อื่น ย่อมไม่ควร " ดังนี้แล้ว
เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า
๓. สุขกานานิ ภูตานิ โย ทณฺเฑน วิหึสติ
อตฺตโน สุขเมสาโน เปจฺจ โส น ลภเต สุขํ.
สุขกานานิ ภูตานิ โย ทณฺเฑน น หึสติ
อตฺตโน สุขเมสาโน เปจฺจ ลภเต สุขํ.
" สัตว์ผู้เกิดแล้วทั้งหลาย เป็นผู้ใคร่สุข บุคคล
ใดแสวงหาสุขเพื่อตน, แต่เบียดเบียนสัตว์อื่นด้วย
ท่อนไม้ บุคคลนั้นละไปแล้วย่อมไม่ได้สุข. สัตว์ผู้
๑. คืองูที่อาศัยอยู่ตามเรือน เช่นงูเขียว งูลายสอ เป็นต้น.

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 75 (เล่ม 42)

เกิดแล้วทั้งหลาย เป็นผู้ใคร่สุข, บุคคลใดแสวงหา
สุขเพื่อตน, ไม่เบียดเบียน (ผู้อื่น) ด้วยท่อนไม้,
บุคคลนั้นละไปแล้ว ย่อมได้สุข.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า โย ทณฺเฑน ความว่า บุคคลใด
ย่อมเบียดเบียน (ผู้อื่น) ด้วย ท่อนไม้หรือวัตถุทั้งหลายมีก้อนดินเป็นต้น.
บาทพระคาถาว่า เปจฺจ โส น ลภเต สุขํ ความว่า บุคคลนั้น
ย่อมไม่ได้สุขสำหรับมนุษย์ สุขอันเป็นทิพย์ หรือสุขคือพระนิพพาน อัน
เป็นปรมัตถ์ (สุข) ในโลกหน้า.
ในพระคาถาที่ ๒ (มีความว่า) หลายบทว่า เปจฺจ โส ลภเต สุขํ
ความว่า บุคคลนั้นย่อมได้สุขทั้ง ๓ อย่าง มีประการดังกล่าวแล้วใน
ปรโลก.
ในกาลจบเทศนา เด็กเหล่านั้นทั้ง ๕๐๐ ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล
ดังนี้แล.
เรื่องเด็กหลายคน จบ.

75
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 76 (เล่ม 42)

๔. เรื่องพระโกณฑธานเถระ [๑๑๐]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเถระชื่อ
โกณฑธานะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " มาโวจ ผรุสํ กญฺจิ " เป็นต้น.
รูปสตรีติดตามพระเถระไปทุกแห่ง
ดังได้สดับมา จำเดิมแต่วันที่พระเถระนั้นบวชแล้ว รูปสตรีรูปหนึ่ง
เที่ยวไปกับพระเถระ (แต่) พระเถระไม่เห็นรูปสตรีนั้น, ส่วนมหาชนเห็น.
เมื่อท่านแม้เที่ยวบิณฑบาตอยู่ภายในบ้าน. พวกมนุษย์ถวายภิกษาทัพพี ๑
แล้ว พูดว่า " ท่านขอรับ ส่วนนี้จงเป็นของสำหรับท่าน, แต่ส่วนนี้
สำหรับสตรีผู้สหายของท่าน " ดังนี้แล้ว ก็ถวายภิกษาแม้ทัพพีที่ ๒.
บุรพกรรมของพระเถระ
ถามว่า " บุรพกรรมของท่านเป็นอย่างไร ? "
ตอบว่า " ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ
ภิกษุ ๒ รูปเป็นสหายกัน ได้เป็นผู้กลมเกลียวกันอย่างยิ่ง ดุจคลอดจาก
ครรภ์มารดาเดียวกัน."
ก็ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าผู้ทรงพระชนมายุยืน ภิกษุทั้งหลายย่อม
ประชุมกัน เพื่อประโยชน์แก่การทำอุโบสถทุก ๆ ๑ ปี หรือทุก ๆ ๖เดือน
(ครั้งหนึ่ง) เพราะฉะนั้น แม้ท่านทั้งสองรูปนั้น ก็ออกไปจากที่อยู่ด้วย
คิดว่า " จักไปสู่โรงอุโบสถ. "
เทวดาแกล้งทำพระเถระให้แตกกัน
เทวดาผู้เกิดในชั้นดาวดึงส์ผู้หนึ่ง เห็นท่านทั้งสองแล้ว คิดว่า " ภิกษุ
เหล่านั้นช่างกลมเกลียวกันเหลือเกิน, เราอาจทำลายภิกษุเหล่านี้ได้หรือ

76
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 77 (เล่ม 42)

หนอ ? " ดังนี้แล้ว ได้มาในลำดับเวลาที่ตนคิดแล้วนั่นแล เพราะความ
ที่ตนเป็นผู้เกเร. ในภิกษุ ๒ รูปนั้น เมื่อรูปหนึ่งกล่าวว่า " ผู้มีอายุ ขอ
ท่านจงรออยู่สักครู่หนึ่ง ผมมีความต้องการถ่ายอุจจาระ๑ " จึงนิรมิตเพศ
เป็นหญิงมนุษย์คนหนึ่ง. ในกาลที่พระเถระเข้าไปในระหว่างพุ่มไม้เเล้ว
ออกมา เอามือข้างหนึ่งเกล้ามวยผม ข้างหนึ่งจัดผ้านุ่ง (เดินตาม) ออก
มาข้างหลังพระเถระนั้น. ท่านไม่เห็นหญิงนั้น. แต่ภิกษุรูปที่ยืนอยู่ข้าง
หน้าซึ่งคอยท่านอยู่ เหลียวมาแลดูเห็นหญิงนั้นทำอย่างนั้น (เดินตาม)
ออกมา.
รังเกียจกันด้วยสีลเภท
เทวดานั้นรู้ภาวะแห่งตน อันภิกษุนั้นเห็นแล้ว ก็อันตรธานไป.
ภิกษุรูปนอกนี้ (ที่คอยอยู่) พูดกะภิกษุนั้น ในเวลาที่มาสู่ที่ใกล้ตนว่า
" ผู้มีอายุ ศีลของท่านทำลายเสียแล้ว. "
ภิกษุนั้นกล่าวว่า " ผู้มีอายุ กรรมเห็นปานนั้นของผมไม่มี. " ภิกษุ
นอกนี้กล่าวว่า " เดี๋ยวนี้เอง หญิงรุ่นสาว (เดินตาม) ออกมาข้างหลัง
ท่าน ทำกรรมชื่อนี้ผมเห็นแล้ว. ท่านยังพูด (ปฏิเสธ) ได้ว่า 'กรรมเห็น
ปานนี้ของผมไม่มี. "
ภิกษุนั้น ปานประหนึ่งถูกสายฟ้าฟาดลงที่กระหม่อม กล่าววิงวอน
ว่า " ผู้มีอายุ ขอท่านจงอย่าให้ผมฉิบหายเลย. กรรมเห็นปานนั้นของผม
ไม่มีจริง ๆ. "
ภิกษุนอกนี้ก็พูดว่า " ผมเห็นด้วยนัยน์ตาทั้งสองเอง, จักเชื่อท่าน
๑. สรีรกิจฺเจน ด้วยกิจแห่งสรีระ.

77
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 78 (เล่ม 42)

ได้อย่างไร " ดังนี้แล้ว ก็แตกกันดุจท่อนไม้แล้วหลีกไป. แม้ในโรง
อุโบสถก็นั่งด้วยตั้งใจว่า " เราจักไม่ทำอุโบสถร่วมกับภิกษุนี้. "
ภิกษุนอกนี้ (ผู้ถูกหา) แจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า " ท่านขอรับจุดดำ
แม้เท่าเมล็ดงา ย่อมไม่มีในศีลของผม."
แม้ภิกษุนั้น ก็กล่าวยันว่า " กรรมลามกนั้นผมเห็นเอง. "
เทวดาขยายความจริง
เทวดาเห็นภิกษุรูปที่คอยนั้น ไม่ปรารถนาจะทำอุโบสถร่วมกับภิกษุ
(รูปที่ตนแกล้ง) นั้น หวนคิดว่า " เราทำกรรมหนักแล้ว " ดังนี้ จึงชี้แจง
ว่า " ความทำลายแห่งศีลของพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าย่อมไม่มี. แต่ข้าพ-
เจ้าทำกรรมอันลามกนั้น ก็ด้วยสามารถจะทดลองดู, ขอท่านจงทำอุโบสถ
ร่วมกับพระผู้เป็นเจ้านั้นเถิด."
ภิกษุรูปที่คอยนั้น เมื่อเทวดานั้น ดำรงอยู่ในอากาศชี้แจงอยู่จึงเชื่อ
แล้วได้ทำอุโบสถ (ร่วมกัน ) แต่หาได้เป็นผู้มีจิตชิดเชื้อในพระเถระเหมือน
ในกาลก่อนไม่.
บุรพกรรมของเทวดามีประมาณเท่านี้. ก็ในเวลาสิ้นอายุ พระเถระ
เหล่านั้น ได้บังเกิดในเทวโลกแสนสบาย.
เทวดามาเกิดเป็นพระโกณฑธานะ
ฝ่ายเทวดาบังเกิดในอเวจีแล้ว หมกไหม้อยู่ในอเวจีนั้นสิ้น ๑ พุทธัน-๑
ดร ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในกรุงสาวัตถี ถึงความเจริญวัยแล้ว
ได้บรรพชาอุปสมบทในพระศาสนา. ตั้งแต่วันที่ท่านบวชแล้ว รูปสตรี
๑. ระหว่างกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งซึ่งปรินิพพานแล้ว องค์ใหม่อุบัติขึ้น.

78
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 79 (เล่ม 42)

นั้นก็ได้ปรากฏอย่างนั้นนั่นแล. เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลายจึงได้
ขนานนามท่านว่า " โกณฑธานะ. "
พวกภิกษุบอกคฤหัสห์ให้ขับไล่
ภิกษุทั้งหลายเห็นท่านเที่ยวไปอยู่อย่างนั้น จึงบอกอนาถปิณฑิก-
เศรษฐีว่า " ท่านเศรษฐี ท่านจงขับไล่ภิกษุผู้ทุศีลรูปนี้ออกจากวิหารของ
ท่านเสีย. เพราะว่า ความเสียหายจะเกิดขึ้นแก่ภิกษุที่เหลือ. "
เศรษฐี. ท่านผู้เจริญ ก็พระศาสดาไม่มีในวิหารหรือ ?
ภิกษุ. มีอยู่ ท่านเศรษฐี.
เศรษฐี. ท่านผู้เจริญ ถ้ากระนั้น พระศาสดาคงจักทรงทราบ.
ภิกษุทั้งหลายก็ไปแจ้งแม้แก่นางวิสาขาอย่างนั้นเหมือนกัน.
ถึงนางวิสาขา ก็ได้ให้คำตอบแก่ภิกษุเหล่านั้นเหมือนกัน.
ฝ่ายภิกษุทั้งหลาย อันท่านเหล่านั้นไม่รับถ้อยคำ (ของตน) จึงได้
ทูลแด่พระราชาว่า " มหาบพิตร ภิกษุชื่อโกณฑธานะ พาหญิงคนหนึ่ง
เที่ยวไป จะยังความเสียหายให้เกิดแก่ภิกษุทุกรูป. ขอมหาบพิตรทรงขับไล่
ภิกษุนั้นออกจากแว่นแคว้นของพระองค์เสีย. "
พระราชา. ภิกษุนั้นอยู่ที่ไหนเล่า ?
พวกภิกษุ. อยู่ในวิหาร มหาบพิตร.
พระราชา. อยู่ในเสนาสนะหลังไหน ?
พวกภิกษุ. ในเสนาสนะชื่อโน้น.
พระราชา. ถ้าเช่นนั้น ขออาราธนาพระคุณเจ้าไปเถิด. ข้าพเจ้า
จักสั่งให้จับภิกษุรูปนั้น.

79
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 80 (เล่ม 42)

พระราชาเสด็จไปสอบสวนพระโกณฑธานะ
ในเวลาเย็น ท้าวเธอเสด็จไปวิหาร รับสั่งให้พวกบุรุษล้อมเสนา-
สนะนั้นไว้แล้ว ได้เสด็จผินพระพักตร์ตรงที่อยู่ของพระเถระ.
พระเถระได้ยินเสียงเอะอะ จึงได้ออกจากวิหาร (ที่อยู่) ยืนอยู่ที่
หน้ามุข. พระราชาได้ทอดพระเนตรเห็นรูปสตรีแม้นั้น ยืนอยู่ข้างหลัง
พระเถระนั้น. พระเถระทราบว่าพระราชาเสด็จมา จึงขึ้นไปยังวิหารนั่งอยู่
แล้ว. พระราชาไม่ทรงไหว้พระเถระ, ไม่ได้ทอดพระเนตรเห็นแม้สตรีนั้น
ท้าวเธอทรงตรวจดูที่ซอกประตูบ้าง ที่ใต้เตียงบ้าง ก็มิได้ทรงประสบเลย
จึงได้ตรัสกะพระเถระว่า " ท่านขอรับ ผมได้เห็นสตรีคนหนึ่งในที่นี้, เขา
ไปเสียไหน ? "
พระเถระทูลว่า " อาตมภาพไม่เห็น มหาบพิตร. แม้เมื่อพระราชา
ตรัสว่า " เมื่อกี้นี้ ข้าพเจ้าเห็นสตรียืนอยู่ข้างหลังท่าน. " ก็ทูลยืนกรานว่า
" อาตมภาพไม่เห็น มหาบพิตร. "
พระราชาทรงดำริว่า " นี่มันเป็นเรื่องอะไรหนอ ? " แล้วตรัสว่า
" ขอนิมนต์ท่านออกไปจากที่นี้ก่อน ขอรับ " เมื่อพระเถระออกไปจากที่
นั้น ยืนอยู่ที่หน้ามุข. สตรีนั้นก็ได้ยืนอยู่ข้างหลังของพระเถระอีก. พระ-
ราชาทอดพระเนตรเห็นสตรีนั้นแล้ว จึงเสด็จขึ้นไปชั้นบนอีก.
พระเถระทราบความที่พระราชานั้นเสด็จมาแล้ว จึงนั่งอยู่.
พระราชา แม้ทรงตรวจดูสตรีนั้นในที่ทุกแห่งอีก ก็มิได้ทรง
ประสบ จึงตรัสถามพระเถระนั้นซ้ำอีกว่า " สตรีนั้นมีอยู่ ณ ที่ไหน ?
ขอรับ. "
พระเถระ. อาตมภาพไม่เห็น (สตรีนั้น) มหาบพิตร.

80
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 81 (เล่ม 42)

พระราชา. ขอท่านโปรดบอกเถิด ขอรับ เมื่อกี้นี้เอง ผมเห็น
สตรียืนอยู่ข้างหลังของท่าน.
พระเถระ. ขอถวายพระพร มหาบพิตร แม้มหาชนก็พูดว่า " สตรี
เที่ยวไปข้างหลังอาตมภาพ." ส่วนอาตมภาพไม่เห็น (สตรีนั้นเลย).
พระราชาทรงสันนิษฐานว่าเป็นรูปเทียม
พระราชาทรงกำหนดว่า " นั่นพึงเป็นรูปเทียม " แล้วรับสั่งกะ
พระเถระอีกว่า " ท่านขอรับ ขอท่านจงลงไปจากที่นี้ดูที. " เมื่อพระเถระ
ลงไปยืนอยู่ที่หน้ามุข. ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นสตรีนั้นยืนอยู่ข้างหลังของ
พระเถระนั้นอีก ครั้นเสด็จขึ้นไปข้างบน ก็กลับมิได้ทอดพระเนตรเห็น.
ท้าวเธอทรงซักถามพระเถระอีก. เมื่อท่านทูล (ยืนกรานคำเดียว) ว่า
" อาตมภาพไม่เห็น. " ก็ทรงสันนิษฐานได้ว่า " นั่นเป็นรูปเทียมแน่ "
จึงตรัสกะพระเถระว่า " ท่านขอรับ เมื่อสังกิเลส (เครื่องเศร้าหมอง)
เห็นปานนั้น เที่ยวติดตามไปข้างหลังท่านอยู่. คนอื่นใคร ๆ จักไม่ถวาย
ภิกษาแก่ท่าน. ท่านจงเข้าไปพระราชวังของข้าพเจ้าเนืองนิตย์. ข้าพเจ้า
จักบำรุง (ท่าน) ด้วยปัจจัย ๔, " ทรงนิมนต์พระเถระแล้ว ก็เสด็จหลีกไป.
พวกภิกษุติเตียนพระราชาและพระเถระ
ภิกษุทั้งหลาย ยกโทษว่า " ผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงดู
กิริยาของพระราชาผู้ลามก. เมื่อพวกเราทูลว่า ' ขอพระองค์ทรงขับไล่
ภิกษุนั้นออกจากวิหารเสีย. ก็เสด็จมา (กลับ) นิมนต์ (ภิกษุนั้น) ด้วย
ปัจจัย ๔ แล้วเสด็จกลับ. "

81
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 82 (เล่ม 42)

ภิกษุทั้งหลาย ก็กล่าวกะพระเถระนั้นว่า " เฮ้ย คนทุศีล บัดนี้
พระราชากลายเป็นคนชั่วแล้ว. "
แม้พระเถระนั้น ในกาลก่อนไม่อาจจะกล่าวอะไรๆ กะภิกษุทั้งหลาย
ได้, บัดนี้ กล่าวตอบทันทีว่า " พวกท่านเป็นผู้ทุศีล. พวกท่านเป็นคน
ชั่ว, พวกท่านพาหญิงเที่ยวไป. "
ภิกษุเหล่านั้น ไปกราบทูลแด่พระศาสดาว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระโกณฑธานะ อันข้าพระองค์ทั้งหลายว่ากล่าวแล้ว กลับกล่าวด่าต่างๆ
เป็นต้นว่า 'แม้พวกท่าน ก็เป็นผู้ทุศีล. "
พระศาสดาทรงไต่สวนทั้งสองฝ่าย
พระศาสดา รับสั่งให้เรียกพระโกณฑธานะนั้นมาแล้ว ตรัสถามว่า
" ภิกษุ ข่าวว่า เธอกล่าวอย่างนั้น จริงหรือ ? "
พระเถระ กราบทูลว่า " จริง พระเจ้าข้า."
พระศาสดา. เพราะเหตุไร ? เธอจึงกล่าวอย่างนั้น.
พระเถระ. เพราะเหตุที่ภิกษุเหล่านั้นกล่าวกับข้าพระองค์.
พระศาสดา. ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุไร ? แม้พวกท่านจึงกล่าว
กะภิกษุนี้ (อย่างนั้น).
พวกภิกษุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์เห็นหญิงเที่ยว
ไปข้างหลังภิกษุนี้ จึงกล่าวอย่างนั้น.
พระศาสดา. นัยว่า ภิกษุเหล่านี้เห็นหญิงเที่ยวไปกับเธอ จึงกล่าว
(ขึ้นอย่างนั้น) ส่วนตัวเธอไม่ได้เห็นเลย เหตุไฉน ? จึงกล่าวกะภิกษุ

82
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ – หน้าที่ 83 (เล่ม 42)

เหล่านี้ (อย่างนั้นเล่า ?). ผลนี้ เกิดขึ้นเพราะอาศัยทิฏฐิลามกของเธอใน
กาลก่อนมิใช่หรือ ? เหตุไร ในบัดนี้ เธอจึงถือทิฏฐิลามกอีกเล่า ?
พวกภิกษุทูลถามว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุนี้ได้ทำกรรม
อะไรในปางก่อน ? "
ทีนั้น พระศาสดา ตรัสบุรพกรรมของท่านแก่ภิกษุเหล่านั้นแล้ว
ตรัสว่า " ภิกษุ เธออาศัยกรรมลามกนี้ จึงถึงประการอันแปลกนี้แล้ว
บัดนี้ การที่เธอถือทิฏฐิอันลามกเห็นปานนั้นอีก ไม่สมควร. เธออย่า
กล่าวอะไร ๆ กับภิกษุทั้งหลายอีก. จงเป็นผู้ไม่มีเสียง เช่นกังสดาลอัน
เขาตัดขอบปากแล้ว. เมื่อทำอย่างนั้น จักเป็นผู้ชื่อว่าบรรลุพระนิพพาน "
ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงได้ทรงภาษิตพระคาถา
เหล่านี้ว่า
๔. มาโวจ ผรุสํ กญฺจิ วุตฺตา ปฏิวเทยฺยุ ตํ
ทุกฺขา หิ สารมฺภกถา ปฏิทณฺฑา ผุเสยฺยุ ตํ.
สเจ เนเรสิ อตฺตานํ กํโส อุปหโต ยถา
เอส ปตฺโตสิ นิพฺพานํ สารมฺโภ เต น วิชฺชติ.
" เธออย่าได้กล่าวคำหยาบกะใคร ๆ, ชนเหล่าอื่น
ถูกเธอว่าแล้ว จะพึงตอบเธอ, เพราะการกล่าวแข่งขัน
กันให้เกิดทุกข์ อาชญาตอบพึงถูกต้องเธอ, ผิเธอ
อาจยังตนไม่ให้หวั่นไหวได้ ดังกังสดาลที่ถูกกำจัด
แล้วไซร้ เธอนั่นย่อมบรรลุพระนิพพาน, การกล่าว
แข่งขันกัน ย่อมไม่มีแก่เธอ."
๑. ระฆังวงเดือน.

83