พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 478 (เล่ม 37)

จงเป็นผู้มีประโยชน์ถึงพร้อม พึงคบหาท่านผู้มี
ปัญญาสมบูรณ์ บุญสัมปทา ย่อมสำเร็จได้
อย่างนี้ ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ได้
จิตสัมปทาแล้ว กระทำกรรมให้สมบูรณ์ ย่อมได้
ผลบริบูรณ์ รู้โลกนี้ตามเป็นจริงแล้ว พึงถึงทิฏฐิ
สัมปทา อาศัยมรรคสัมปทา มีใจบริบูรณ์ ย่อม
บรรลุอรหัต เพราะกำจัดมลทินทั้งปวงได้แล้ว
บรรลุนิพพานสัมปทาได้แล้ว ย่อมหลุดพ้นจาก
ทุกข์ทั้งปวง การหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงนั้น
จัดเป็นสรรพสัมปทา.
จบ เขตตสูตรที่ ๔
อรรถกถาเขตตสูตรที่ ๔
เขตตสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า น มหปฺผลํ โหติ ความว่า ไม่มีผลมากด้วยผลแห่ง
ธัญพืช. บทว่า น มหาสฺสาทํ ความว่า ความยินดีต่อผลธัญพืชนั้น
มีไม่มาก คือมีความยินดีน้อยไม่อร่อย. บทว่า น ผาติเสยฺยํ ความว่า
ธัญพืชนั้นย่อมไม่เจริญงอกงาม อธิบายว่า ธัญพืชนั้นจะเจริญคือ
มีลำต้นคอยค้ำรองเข้าที่ใหญ่ก็หามิได้. บทว่า อนฺนามินินฺนามิ
ได้แก่ พื้นที่ไม่สม่ำเสมอ เพราะดอนและลุ่ม. ในที่เหล่านั้น ที่ดอน
ไม่มีน้ำขังอยู่ที่ลุ่มมีน้ำขังมากเกินไป. บทว่า ปาสาณสกฺขริลฺลํ
ความว่า ประกอบด้วยหลังแผ่นหินลาดตั้งอยู่ และกรวดก้อนเล็ก

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 479 (เล่ม 37)

ก้อนใหญ่. บทว่า อูสรํ ได้แก่ น้ำเค็ม. บทว่า น จ คมฺภีรสิตํ
ความว่า ไม่สามารถจะไถให้คลองไถลงไปลึกได้เพราะพื้นที่แข็ง
คือเป็นคลองไถตื้น ๆ เท่านั้น. บทว่า น อายสมฺปนฺนํ ได้แก่
ไม่สมบูรณ์ด้วยทางน้ำไหลออกในด้านหลัง. บทว่า น มาติกา-
สมฺปนฺนํ ความว่า ไม่สมบูรณ์ด้วยเหมืองน้ำขาดเล็กและขนาดใหญ่.
บทว่า น มริยาทสมฺปนฺนํ ความว่า ไม่สมบูรณ์ด้วยคันนา. บท
ทั้งหมดมีอาทิว่า น มหปฺผลํ พึงทราบด้วยสามารถเผล็ดผลนั่นเอง.
บทว่า สมฺปนฺเน ได้แก่ บริบูรณ์ คือประกอบด้วยคุณสมบัติ
บทว่า ปวุตฺตา พีชสมฺปทา ได้แก่ พืชที่ปลูกสมบูรณ์. บทว่า
เทเว สมฺปาทยนฺตมฺหิ ความว่า เมื่อฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล
บทว่า อนีติสมฺปทา โหติ ความว่า ความไม่มีภัยจากสัตว์เล็ก ๆ
มีตั๊กแตนและหนอนเป็นต้น เป็นความสมบูรณ์เป็นเอก. บทว่า
วิรุฬฺหิ ความว่า ความงอกงามเป็นความสมบูรณ์อันดับ ๒ บทว่า
เวปุลฺลํ ความว่า ความไพบูลย์เป็นความสมบูรณ์อันดับ ๓ บทว่า
ผลํ ความว่า ผลแห่งธัญพืชที่บริบูรณ์ เป็นความสมบูรณ์อันดับ ๔.
บทว่า สมฺปนฺนสีเลสุ ได้แก่ สมณพราหมณ์ผู้มีศีลบริบูรณ์
บทว่า โภชนสมฺปทา ได้แก่ โภชนะ ๕ อย่างที่สมบูรณ์. บทว่า
สมฺปทานํ ได้แก่ กุศลสัมปทา ๓ อย่าง. บทว่า อุปเนติ ได้แก่
โภชนสัมปทานั้นนำเข้าไป. เพราะเหตุไร ? เพราะกิจกรรมที่ผู้นั้น
ทำแล้วสมบูรณ์ อธิบายว่า เพราะกิจกรรมที่เขาทำแล้วนั้นสมบูรณ์
คือบริบูรณ์. บทว่า สมฺปนฺนตฺถูธ ตัดบทเป็น สมฺปนฺโน อตฺถุ อิธ,
แปลว่า จงเป็นผู้สมบูรณ์ในกุศลสัมปทานี้. บทว่า วิชฺชาจรณ-

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 480 (เล่ม 37)

สมฺปนฺโน ความว่า ประกอบด้วยวิชชา ๓ และจรณะธรรม ๑๕.
บทว่า ลทฺธา ความว่า บุคคลเห็นปานนี้ ได้ความสมบูรณ์ คือความ
ไม่บกพร่อง ได้แก่ความบริบูรณ์แห่งจิต. บทว่า กโรติ กมฺมสมฺปทํ
ได้แก่ ทำกรรมให้บริบูรณ์. บทว่า ลภติ จตฺถสมฺปทํ ได้แก่
ได้ประโยชน์บริบูรณ์. บทว่า ทิฏฺฐิสมปทํ ได้แก่ ทิฏฐิในวิปัสสนา.
บทว่า มคฺคสมฺปทํ ได้แก่ โสดาปัตติมรรค. บทว่า ยาติ สมฺปนฺน-
มานโส ความว่า เป็นผู้มีจิตบริบูรณ์ถึงพระอรหัต. บทว่า สา โหติ
สพฺพสมฺปทา ความว่า ความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงนั้น ชื่อว่า
เป็นความถึงพร้อมทุกอย่าง.
จบ อรรถกถาเขตตสูตรที่ ๔

480
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 481 (เล่ม 37)

๕. ทานูปปัตติสูตร
[๑๒๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุเกิดขึ้นแห่งทาน ๘ ประการ
นี้ ๘ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้
ให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน
ที่พัก และเครื่องประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาให้สิ่งใด
ย่อมหวั่งสิ่งนั้น เขาเห็นกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือ
คฤหบดีมหาศาล ผู้เอิบอิ่มพรั่งพร้อมบำเรออยู่ด้วยกามคุณ ๕
เขามีความปรารถนาอย่างนี้ว่า โอหนอ เมื่อตายไป ขอเราพึงเข้าถึง
ความเป็นสหายของกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือ-
คฤหบดีมหาศาล เขาตั้งจิตอธิษฐาน นึกภาวนาอยู่ จิตของเขานึก
น้อมไปในทางเลว ไม่เจริญยิ่งขึ้น เมื่อตายไป เข้าย่อมเข้าถึงความ
เป็นสหายของกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดี-
มหาศาล แต่ข้อนั้นเรากล่าวว่าเป็นของมีศีล ไม่ใช่ของผู้ทุศีล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความปรารถนาแห่งใจของบุคคลผู้มีศีล ย่อม
สำเร็จได้เพราะจิตบริสุทธิ์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมให้ทาน
คือ ข้าว น้ำ... เครื่องประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาให้ส่งใด
ย่อมหวังสิ่งนั้น เขาได้สดับมาว่า เทวดาชั้นจาตุมมหาราชมีอายุยืน
มีผิวพรรณงาม มีความสุขมาก เขาจึงมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า
โอหนอ เมื่อตายไป ขอเราพึงเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้น
จาตุมมหาราช เขาตั้งจิตอธิษฐาน นึกภาวนาอยู่ จิตของเขานึก

481
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 482 (เล่ม 37)

น้อมไปในทางที่เลว ไม่เจริญยิ่งขึ้น เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความ
เป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช แต่ข้อนั้นเรากล่าวว่าเป็น
ของมีศีล ไม่ใช่ของทุศีล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความปรารถนา
แห่งใจของบุคคลผู้มีศีล ย่อมสำเร็จได้เพราะจิตบริสุทธิ์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมให้ทาน
คือ ข้าว น้ำ... เครื่องประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาให้สิ่งใด
ย่อมหวังสิ่งนั้น เขาได้สดับมาว่า เทวดาชั้นดาวดึงส์... ชั้นยามา...
ชั้นดุสิต... ชั้นนิมนานรดี... ชั้นปรนิมมิตววัตตี มีอายุยืน มี
ผิวพรรณงาม มีความสุขมาก เขาจึงมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า
โอหนอ เมื่อตายไป ขอเราพึงเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้น
ปรนิมมิตวสวัตตี เขาตั้งจิตอธิษฐาน นึกภาวนาอยู่ จิตของเขา
นึกน้อมไปในทางเลว ไม่เจริญยิ่งขึ้น เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความ
เป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี แต่ข้อนั้นเรากล่าวว่าเป็น
ของผู้มีศีล ไม่ใช่ของผู้ทุศีล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความปรารถนา
แห่งใจของคนผู้มีศีล ย่อมสำเร็จได้เพราะจิตบริสุทธิ์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ให้ทาน คือ
ข้าว น้ำ... เครื่องประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาให้สิ่งใด
ย่อมหวังสิ่งนั้น เขาได้สดับมาว่า เทวดาชั้นพรหม มีอายุยืน มี
ผิวพรรณงาม มีสุขมาก เขาจึงมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า โอหนอ
เมื่อตายไป ขอเราพึงเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหม เขาตั้งจิต
อธิษฐาน นึกภาวนาอยู่ จิตของเขานึกน้อมไปในทางที่เลว ไม่เจริญ
ยิ่งขึ้น เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหม แต่ข้อนั้น

482
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 483 (เล่ม 37)

เรากล่าวว่า เป็นของผู้มีศีล มิใช่ของผู้ทุศีล ของผู้ปราศจากราคะ
ไม่ใช่ของผู้มีราคะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความปรารถนาแห่งใจ
ของบุคคลผู้ศีล ย่อมสำเร็จได้เพราะจิตปราศจากราคะ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เหตุเกิดขึ้นแห่งทาน ๘ ประการนี้แล.
จบ ทานูปปัตติสูตรที่ ๕
อรรถกถาทานูปปัตติสูตรที่ ๕
ทานูปปัตติสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ทานูปปฺติโย ได้แก่ อุปบัติมีทานเป็นปัจจัย. บทว่า
ปทหติ แปลว่า ตั้งไว้. บทว่า อธิฏฺฐาติ เป็นไวพจน์ของคำว่า
ปทหติ นั่นเอง. บทว่า ภาเวติ แปลว่า ให้เจริญ. บทว่า หีเนธิมุตฺตํ
ได้แก่ น้อมไปในฝ่ายต่ำคือกามคุณ ๕. บทว่า อุตฺตรึ อภาวิตํ ได้แก่
มิได้อบรมเพื่อประโยชน์แก่มรรคและผลชั้นสูงกว่านั้น. บทว่า
ตตฺถูปปตฺติยา สํวตฺตติ ความว่า ย่อมเป็นไปเพื่อต้องการบังเกิด
ในฐานะที่ตนปรารถนาแล้วทำกุศล.
บทว่า วีตราคสฺส ได้แก่ ผู้ถอนราคะด้วยมรรค หรือผู้ข่ม
ราคะด้วยสมาบัติ. จริงอยู่ เพียงทานเท่านั้นไม่สามารถจะบังเกิด
ในพรหมโลกได้ แต่ทานย่อมเป็นเครื่องประดับแวดล้อมของจิต
ประกอบด้วยสมาธิและวิปัสสนา แต่นั้นบุคคลผู้มีจิตอ่อนด้วย
การให้ทาน เจริญพรหมวิหารบังเกิดในพรหมโลก ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วีตราคสฺส โน สราคสฺส ดังนี้.
จบ อรรถกถาทานูปปัตติสูตรที่ ๕

483
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 484 (เล่ม 37)

๖. บุญกิริยาวัตถุสูตร
[๑๒๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการนี้
๓ ประการเป็นไฉน คือ บุญกิริยาวัตถุสำเร็จแล้วทาน ๑ บุญกิริยา
วัตถุสำเร็จด้วยศีล ๑ บุญกิริยาวัตถุสำาเร็จด้วยภาวนา ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วย
ทานนิดหน่อย ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลนิดหน่อย ไม่เจริญ
บุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความ
เป็นผู้มีส่วนชั่วในมนุษย์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุ
ที่สำเร็จด้วยทานพอประมาณ ทำบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีลพอ
ประมาณ ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย เมื่อตายไป
เขาเข้าถึงความเป็นผู้มีส่วนดีในมนุษย์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยา
วัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วย
ศีลมีประมาณยิ่ง ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาราชทั้ง ๔ ในชั้นนั้น ทำบุญกิริยาวัตถุที่
สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็น
อดิเรก ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นจาตุมมหาราชโดยฐานะ ๑๐ ประการ
คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์
เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์.

484
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 485 (เล่ม 37)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยา
วัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จ
ด้วยศีลมีประมาณยิ่ง ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนา
เลย เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอมเทพในชั้นดาวดึงส์นั้น กระทำ
บุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่
สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก ย่อมก้าวล่วงพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์โดย
ฐานะ ๑๐ ประการ คือ อายุทิพย์ ฯลฯ โผฏฐัพพทิพย์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยา
วัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีล
มีประมาณยิ่ง ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย เมื่อ
ตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ท้าวสุยามเทพบุตรในชั้นยามานั้น ทำบุญกิริยาวัตถุที่
สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก
ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นยามาโดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ อายุทิพย์ ฯลฯ
โผฏฐัพพทิพย์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยา
วัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วย
ศีลมีประมาณยิ่ง ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ท้าวสันดุสิตเทพบุตรในชั้นดุสิตนั้น ทำบุญกิริยา
วัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีล

485
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 486 (เล่ม 37)

เป็นอดิเรก ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นดุสิตโดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ
อายุทิพย์ ฯลฯ โผฏฐัพพทิพย์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุ
ที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็น
อดิเรก ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย เมื่อตายไป
เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ท้าวสุนิมมิตเทพบุตรไม่ชั้นนิมมานรดีนั้น ทำบุญกิริยา
วัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีล
เป็นอดิเรก ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นนิมมานรดีโดยฐานะ ๑๐ ประการ
คือ อายุทิพย์ ฯลฯ โผฏฐัพพทิพย์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยา
วัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จ
ด้วยศีลมีประมาณยิ่ง ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตสวัตตี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวปรมิมมิตวสวัตตีเทพบุตรในชั้นปรนิม-
มิตวสวัตตีนั้น ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญ
กิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นปรนิม-
มิตวสวัตตีนั้นโดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์
ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เตียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์
โผฏฐัพพทิพย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการนี้แล.
จบ บุญกิริยาวัตถุสูตรที่ ๖

486
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 487 (เล่ม 37)

อรรถกถาบุญกิริยาวัตถุสูตรที่ ๖
บุญกิริยาวัตถุสูตรที่ ๖ มิวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
การทำบุญนั้นด้วย เป็นที่ตั้งแห่งอานิสงส์นั้น ๆ ด้วย เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า บุญกิริยาวัตถุ. จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายตั้งจิตไว้
ในลักษณะแห่งทานเป็นต้น แล้วคิดว่า ชื่อว่า ทานเห็นปานนี้พวกเรา
ควรให้ ควรรักษาศีล ควรเจริญภาวนา ดังนี้แล้วจึงทำบุญ. ทาน
นั้นแหละ ชื่อว่า ทานมัย อีกอย่างหนึ่ง บรรดาทานเจตนา สันนิฏ-
ฐาปกเจตนา อันสำเร็จมาแต่เจตนาที่ตกลงใจ เจตนาดวงแรกชื่อว่า
ทานมัย เหมือนวัตถุที่สำเร็จมาแต่แป้งเป็นต้นก็สำเร็จด้วยแป้ง
เป็นต้นฉะนั้น. แม้ใน ๒ บทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ปริตฺตํ กตํ โหติ ความว่า เป็นอันเขากระทำน้อย
คือนิดหน่อย. บทว่า นาภิสมฺโภติ แปลว่า ย่อมไม่สำเร็จผล. บทว่า
อกตํ โหติ ความว่า ไม่ได้เริ่มความเพียรในภาวนาเลย. บทว่า
มนุสฺสโทภคฺยํ ได้แก่ ตระกูลต่ำ ๕ ตระกูลอันเว้นจากสมบัติใน
มนุษย์ทั้งหลาย. บทว่า อุปฺปชฺชติ ได้แก่ ย่อมเข้าถึงด้วยอำนาจ
ปฏิสนธิ อธิบายว่า เกิดในตระกูลต่ำนั้น. บทว่า มตฺตโส กตํ ได้แก่
กระทำ คือไม่น้อยไม่มาก. บทว่า มนุสฺสโสภคฺยํ ได้แก่ สมบัติ
แห่งตระกูล ๓ ตระกูล อันงามเลิศในมนุษย์. บทว่า อธิมตฺตํ ได้แก่
ให้มีประมาณยิ่งหรือให้เข็มแข็ง. บทว่า อธิคณฺหนฺติ ได้แก่ ยึดถือ
อธิบายว่า เป็นผู้ประเสริฐกว่า คือเจริญกว่า.
จบ อรรถกถากิริยาวัตถุสูตรที่ ๖

487