ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 83 (เล่ม 36)

อรรถกถาทานานิสังสสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทานานิสังสสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า คิหิธมฺมา อนปคโต โหติ คือ เป็นผู้มีศีล ๕ ไม่ขาด.
บทว่า สตํ ธมฺมํ อนุกฺกมํ ได้แก่ ผู้ดำเนินตามธรรมของสัตบุรุษ คือ
มหาบุรุษ. บทว่า สนฺโต นํ ภชนฺติ ได้แก่ สัตบุรุษทั้งหลาย คือ
พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และสาวกของพระตถาคต ย่อมคบหาเขา
จบอรรถกถาทานานิสังสสูตรที่ ๕
๖. กาลทานสูตร
ว่าด้วยกาลทาน ๕
[๓๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กาลทาน ๕ ประการนี้ ๕ ประการ
เป็นไฉน คือ ทายกย่อมให้ทานแก่ผู้มาสู่ถิ่นของตน ๑ ทายกย่อมให้ทานแก่
ผู้เตรียมจะไป ๑ ทายกย่อมให้ทานในสมัยข้าวแพง ๑ ทายกย่อมให้ข้าวใหม่
แก่ผู้มีศีล ๑ ทายกย่อมให้ผลไม้ใหม่แก่ผู้มีศีล ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กาลทาน
๕ ประการนี้แล.
ผู้มีปัญญา รู้ความประสงค์ ปราศจาก
ความตระหนี่ ย่อมให้ท่านในกาลที่ควรให้
เพราะผู้ให้ทานตามกาล ในพระอริยเจ้า
ทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติซื่อตรง ผู้มีใจคงที่
เป็นผู้มีใจผ่องใส ทักขิณาทานจึงจะมีผล

83
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 84 (เล่ม 36)

ไพบูลย์ ชนเหล่าใดย่อมอนุโมทนา หรือ
ช่วยเหลือในทักขิณาทานนั้น ทักขิณาทาน
นั้นย่อมไม่มีผลบกพร่อง เพราะการอนุ-
โมทนาหรือการช่วยเหลือนั้น แม้พวกที่
อนุโมทนาหรือช่วยเหลือ ย่อมเป็นผู้มีส่วน
แห่งบุญ เพราะฉะนั้น ผู้มีจิตไม่ท้อถอย
จึงควรให้ทานในเขตที่มีผลมาก บุญทั้ง-
หลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายใน
ปรโลก.
จบกาลทานสูตรที่ ๖
อรรถกถากาลทานสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกาลทานสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กาลทานานิ คือ ทานที่ควร ทานที่มาถึงแล้ว อธิบายว่า
ทานอันสมควร. บทว่า นวสสฺสานิ คือ ข้าวกล้าดีเลิศ. บทว่า นวผลานิ
ได้แก่ ผลไม้ดีเลิศที่ออกคราวแรกจากสวน. บทว่า ปฐมํ สีลวนฺเตสุ
ปติฏฺฐาเปติ ความว่า เขาถวายแก่ท่านผู้มีศีลก่อนแล้ว ตนก็บริโภคภายหลัง.
บทว่า วทญฺญู คือ เป็นผู้รู้ภาษิต. บทว่า กาเลน ทินฺนํ ได้แก่ ทาน
ที่เขาให้อันสมควรที่มาถึงเข้า. บทว่า อนุโมทนฺติ ได้แก่ ชนที่ยืนอนุโมทนา
อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. บทว่า เวยฺยาวจฺจํ ได้แก่ ทำการที่เป็นงาน
ขวนขวายทางกาย. บทว่า อปฺปฏิวาสนจิตฺโต ได้แก่ เป็นผู้มีจิตไม่เบื่อหน่าย.
บทว่า ยตฺถทินฺนํ มหปฺผลํ ได้แก่ พึงให้ในที่ ๆ ทานที่ให้แล้วมีผลมาก.
จบอรรถกถากาลทานสูตรที่ ๖

84
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 85 (เล่ม 36)

๗. โภชนทานสูตร
ว่าด้วยทายกผู้ให้โภชนะชื่อว่าให้ฐานะ ๕ อย่างแก่ปฏิคาหก
[๓๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทายกผู้ให้โภชนะเป็นทาน ชื่อว่าให้ฐานะ
๕ อย่างแก่ปฏิคาหก ๕ อย่างเป็นไฉน คือ ให้อายุ ๑ ให้วรรณะ ๑ ให้สุข ๑
ให้กำลัง ๑ ให้ปฏิภาณ ๑ ครั้นให้อายุแล้วย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งอายุทั้งที่เป็น
ทิพย์ ทั้งที่เป็นมนุษย์ ครั้นให้วรรณะแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งวรรณะ
ทั้งที่เป็นทิพย์ ทั้งที่เป็นมนุษย์ ครั้นให้สุขแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งสุข
ทั้งที่เป็นทิพย์ทั้งที่เป็นมนุษย์ ครั้นให้กำลังแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งกำลัง
ทั้งที่เป็นทิพย์ทั้งที่เป็นมนุษย์ ครั้นให้ปฏิภาณแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่ง
ปฏิภาณทั้งที่เป็นทิพย์ทั้งที่เป็นมนุษย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทายกผู้ให้โภชนะ
เป็นทานชื่อว่าให้ฐานะ ๕ อย่างนี้แล.
ปราชญ์ผู้มีปัญญา ให้อายุ ย่อมได้
อายุ ให้กำลัง ย่อมได้กำลัง ให้วรรณะ
ย่อมได้วรรณะ ให้ปฏิภาณย่อมได้ปฏิภาณ
ให้สุขย่อมได้สุข ครั้นให้อายุ กำลัง
วรรณะ สุข และปฏิภาณแล้วจะเกิดใน
ที่ใด ๆ ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศ.
จบโภชนทานสูตรที่ ๗

85
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 86 (เล่ม 36)

อรรถกถาโภชนทานสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในโภชนทานสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อายุํ เทติ ได้แก่ ชื่อว่าย่อมให้อายุ. บทว่า วณฺณํ คือ
ผิวพรรณแห่งร่างกาย. บทว่า สุขํ คือ สุขทางกายและทางใจ. บทว่า พลํ
คือ เรี่ยวแรงแห่งร่างกาย. บทว่า ปฏิภาณํ คือ ฉลาดผูกปัญหาและ
แก้ปัญหา.
จบอรรถกถาโภชนาทานสูตรที่ ๗
๘. สัทธานิสังสสูตร
ว่าด้วยอานิสงส์ของศรัทธา ๕ ประการ
[๓๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้มีศรัทธา ย่อมมีอานิสงส์ ๕
ประการ ๕ ประการเป็นไฉน คือ สัปบุรุษผู้สงบในโลกทุก ๆ ท่าน เมื่อจะ
อนุเคราะห์ ย่อมอนุเคราะห์ผู้มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ย่อมไม่อนุเคราะห์ผู้ไม่มี
ศรัทธาก่อนผู้อื่น ๑ เมื่อจะเข้าไปหา ย่อมเข้าไปหาผู้มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ย่อม
ไม่เข้าไปหาผู้ไม่มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ๑ เมื่อจะต้อนรับ ย่อมต้อนรับผู้มีศรัทธา
ก่อนผู้อื่น ย่อมไม่ต้อนรับผู้ไม่มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ๑ เมื่อจะแสดงธรรม ย่อม
แสดงธรรมแก่ผู้มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ย่อมไม่แสดงธรรมแก่ผู้ไม่มีศรัทธาก่อน
ผู้อื่น ๑ กุลบุตรผู้มีศรัทธาเมื่อตายไปแล้ว ย่อมเขาถึงสุคติโลกสวรรค์ ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้มีศรัทธาย่อมมีอานิสงส์ ๕ ประการนี้แล. ดูก่อนภิกษุ-

86
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 87 (เล่ม 36)

ทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นไทรใหญ่ที่ทางสี่แยก มีพื้นราบเรียบ ย่อมเป็น
ที่พึ่งของพวกนกโดยรอบ ฉันใด กุลบุตรผู้มีศรัทธาก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อม
เป็นที่พึ่งของชนเป็นอันมาก คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา.
ต้นไม้ใหญ่ สล้างด้วยกิ่ง ใบ และ
ผล มีลำต้นแข็งแรง มีรากมั่นคง สมบูรณ์
ด้วยผล ย่อมเป็นที่พึ่งของนกทั้งหลาย
ฝูงนกย่อมอาศัยต้นไม้นั้น ซึ่งเป็นที่รื่น-
รมย์ใจ ให้เกิดสุข ผู้ต้องการความร่มเย็น
ย่อมเข้าไปอาศัยร่มเงา ผู้ต้องการผลก็ย่อม
บริโภคผลได้ ฉันใด ท่านผู้ปราศจาก
ราคะ ปราศจากโทสะ ปราศจากโมหะ
ไม่มีอาสวะ เป็นบุญเขตในโลก ย่อม
คบหาบุคคลผู้มีศรัทธา ซึ่งสมบูรณ์ด้วยศีล
ประพฤติถ่อมตน ไม่กระด้าง สุภาพ
อ่อนโยน มีใจมั่นคง ฉันนั้นเหมือนกัน
ท่านเหล่านั้น ย่อมแสดงธรรมเครื่องบรร-
เทาทุกข์ทั้งปวงแก่เขา เขาเข้าใจทั่วถึง
ธรรมนั้นแล้ว ย่อมเป็นผู้หมดอาสวกิเลส
ปรินิพพาน.
จบสัทธานิสังสสูตรที่ ๘

87
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 88 (เล่ม 36)

อรรถกถาสัทธานิสังสสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสัทธานิสังสสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อนุกมฺปนฺติ คือ อนุเคราะห์. บทว่า ขนฺธิมาว มหาทุโม
คือ เหมือนต้นไม้ใหญ่สมบูรณ์ด้วยลำต้น. บทว่า มโนรเม อายตเน ได้แก่
ในสถานที่ชุมนุมอันน่ารื่นรมย์. บทว่า ฉายํ ฉายตฺถิกา ยนฺติ ได้แก่
ผู้ต้องการร่มเงา ก็เข้าไปอาศัยร่มเงา. บทว่า นิวาตวุตฺตึ คือ ประพฤติ
อ่อนน้อม. บทว่า อตฺถทฺธํ คือ เว้นความเป็นคนกระด้าง เพราะโกธะ
และมานะ. บทว่า โสรตํ ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยความสงบเสงี่ยม มีศีล
สะอาด. บทว่า สขีลํ คือ น่าบันเทิงใจ.
จบอรรถกถาสัทธานิสังสสูตรที่ ๘
๙. ปุตตสูตร
ว่าด้วยมารดาบิดาต้องการฐานะ ๕ อย่างจากบุตร
[๓๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มารดา บิดา เล็งเห็นฐานะ ๕ ประการนี้
จึงปรารถนาบุตรเกิดในสกุล ฐานะ ๕ ประการเป็นไฉน คือ บุตรที่เราเลี้ยง
มาแล้วจักเลี้ยงตอบแทน ๑ จักทำกิจแทนเรา ๑ วงศ์สกุลจักดำรงอยู่ได้นาน ๑
บุตรจักปกครองทรัพย์มรดก ๑ เมื่อเราตายไปแล้ว บุตรจักบำเพ็ญทักษิณาทาน
ให้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มารดา บิดา เล็งเห็นฐานะ ๕ ประการนี้แล
จึงปรารถนาบุตรเกิดในสกุล.

88
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 89 (เล่ม 36)

มารดาบิดาผู้ฉลาด เล็งเห็นฐานะ ๕
ประการจึงปรารภนาบุตร ด้วยหวังว่าบุตร
ที่เราเลี้ยงมาแล้ว จักเลี้ยงตอบเรา จักทำ
กิจแทนเรา วงศ์สกุลจักดำรงอยู่ได้นาน
บุตรจักปกครองทรัพย์มรดก และเมื่อเรา
ตายไปแล้ว บุตรจักบำเพ็ญทักษิณาทานให้
มารดาบิดาผู้ฉลาดเล็งเห็นฐานะเหล่านี้ จึง
ปรารถนาบุตร ฉะนั้น บุตรผู้เป็นสัปบุรุษ
ผู้สงบ มีกตัญญูกตเวที เมื่อระลึกถึงบุรพ-
คุณของท่าน จึงเลี้ยงมารดาบิดา ทำกิจ
แทนท่าน เชื่อฟังโอวาท เลี้ยงสนอง
พระคุณท่าน สมดังที่ท่านเป็นบุรพการี
ดำรงวงศ์สกุล บุตรผู้มีศรัทธา สมบูรณ์
ด้วยศีล ย่อมเป็นที่สรรเสริญทั่วไป.
จบปุตตสูตรที่ ๙
อรรถกถาปุตตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปุตตสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ภโต วา โน ภวิสฺสติ ความว่า บุตรที่เราเลี้ยงมาแล้ว
ประคบประหงมมาแล้ว ด้วยให้ดื่มน้ำนมและยังมือและเท้าให้เจริญเติบโต
เป็นต้น ในเวลาเราแก่ เขาจักเลี้ยงเรา ด้วยการล้างมือและเท้า ให้อาบน้ำ

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 90 (เล่ม 36)

และให้ข้าวต้มข้าวสวยเป็นต้น. บทว่า กิจฺจํ วา โน กริสฺสติ ความว่า
เขาพักการงานของคนไว้แล้ว จักไปช่วยทำกิจของเราซึ่งเกิดในในราชตระกูล
เป็นต้น. บทว่า กฺลวํโส จิรํ ฐสฺสติ ความว่า เมื่อบุตรรักษาไม่ทำสมบัติ
ของเรามีนา สวน เงิน และทองเป็นต้น ให้ฉิบหายไป วงศ์ตระกูลก็จักตั้ง
อยู่นาน. อนึ่ง เขาไม่ทำสลากภัตทานเป็นต้น ที่เราประพฤติกันมาแล้วให้
ขาดสาย คงดำเนินไป วงศ์ตระกูลของเราก็จักตั้งอยู่นาน. บทว่า ทายชฺชํ
ปฏิปชฺชติ ความว่า บุตรเมื่อประพฤติตนสมควรแก่มรดก ด้วยการปฏิบัติ
อันสมควรแก่วงศ์ตระกูลก็จักปกครองมรดก อันเป็นสมบัติของเราได้. บทว่า
ทกฺขิณํ อนุปฺปทสฺสติ ความว่า บุตรจักเพิ่มทานอุทิศส่วนบุญให้ ตั้งแต่
วันที่สาม นับแต่วันตาย. บทว่า สนฺโต สปฺปุริสา ความว่า พึงทราบว่า
เป็นสัตบุรุษ คนดีด้วยการปฏิบัติชอบในมารดาบิดาในฐานะนี้. บทว่า ปุพฺเพ-
กตมนุสฺสรํ ความว่า เมื่อระลึกถึงคุณอันมารดาบิดากระทำไว้ก่อนแล้ว. บทว่า
โอวาทการี คือ เป็นผู้ทำตามโอวาทที่มารดาบิดาให้ไว้แล้ว. บทว่า ภตโปสึ
ได้แก่ บุตรจักเลี้ยงดูมารดาบิดา ซึ่งท่านเลี้ยงตนมา. บทว่า ปสํสิโย ความว่า
เป็นผู้อันมหาชนพึงสรรเสริญในปัจจุบันนั่นแล.
จบอรรถกถาปุตตสูตรที่ ๙
๑๐. สาลสูตร
ว่าด้วยความเจริญ ๕ ประการ
[๔๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต้นสาละใหญ่อาศัยขุนเขาหิมวันต์ ย่อม
เจริญด้วยความเจริญ ๕ ประการ ๕ ประการเป็นไฉน คือ ย่อมเจริญด้วยถึง

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 91 (เล่ม 36)

และใบ ๑ ย่อมเจริญด้วยเปลือก ๑ ย่อมเจริญด้วยกะเทาะ ๑ ย่อมเจริญด้วย
กระพี้ ๑ ย่อมเจริญด้วยแก่น ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต้นสาละใหญ่อาศัย
ขุนเขาหิมวันต์ ย่อมเจริญด้วยความเจริญ ๕ ประการนี้แล ฉันใด ชนภายใน
อาศัยเจ้าบ้านผู้มีศรัทธา ย่อมเจริญด้วยความเจริญ ๕ ประการ ฉันนั้นเหมือน
กันแล ความเจริญ ๕ ประการเป็นไฉน คือ ย่อมเจริญด้วยศรัทธา ๑ ย่อม
เจริญด้วยศีล ๑ ย่อมเจริญด้วยสุตะ ๑ ย่อมเจริญด้วยจาคะ ๑ ย่อมเจริญด้วย
ปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชนภายในอาศัยเจ้าบ้านผู้มีศรัทธา ย่อมเจริญ
ด้วยความเจริญ ๕ ประการนี้แล.
ต้นไม้ทั้งหลาย อาศัยบรรพตศิลา
ล้วนในป่าใหญ่ ย่อมเจริญขึ้นเป็นไม้ใหญ่
ชั้นเจ้าป่า ฉันใด บุตร ภรรยา มิตร
อำมาตย์ หมู่ญาติ และคนที่เข้าไปอาศัย
เลี้ยงชีพทั้งหลายในโลกนี้ ได้อาศัยกุลบุตร
ผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีลจึงเจริญได้
ฉันนั้นเหมือนกัน ชนเหล่านั้นเห็นศีล
จาคะและสุจริตทั้งหลาย ของกุลบุตรผู้มี
ศีล จาคะและสุจริตนั้น เมื่อประจักษ์ชัด
แล้ว ย่อมประพฤติตาม ชนเหล่านั้น ครั้น
ประพฤติธรรมอันเป็นที่ไปสู่สวรรค์ สุคติ
ในโลกนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้เพลิดเพลิน
เพียบพร้อมด้วยกาม บันเทิงใจในเทวโลก.
จบสาลสูตรที่ ๑๐
จบสุมนวรรคที่ ๔

91
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 92 (เล่ม 36)

อรรถกถาสาลสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสาลสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มหาสาลา คือต้นไม้ใหญ่. บทว่า สาขาปตฺตปลาเสน
วฑฺฒนฺติ คือเจริญด้วยกิ่งเล็กและใบ ที่เรียกกันว่าปัตตะ. บทว่า อรญฺญสฺมึ
คือ ในที่มิใช่บ้าน. บทว่า พฺรหาวเน ได้แก่ ในป่าใหญ่ คือดง. บทที่
เหลือในที่ทุกแห่ง ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสาลสูตรที่ ๑๐
จบสุมนวรรควรรณนาที่ ๔
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สุมนสูตร ๒. จุนทิสูตร ๓. อุคคหสูตร ๔. สีหสูตร
๕. ทานานิสังสสูตร ๖. กาลทานสูตร ๗. โภชนทานสูตร ๘. สัทธานิสังสสูตร
๙. ปุตตสูตร ๑๐. สาลสูตร และอรรถกถกา.

92