ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 37 (เล่ม 35)

ภิกษุพึงเป็นสำรวม ยินสำรวม นั่ง
สำรวม นอนสำรวม คู้อวัยวะเข้าก็สำรวม
เหยียดอวัยวะออกก็สำรวม พิจารณาดู
ความเกิดขึ้นความเสื่อมไปแห่งธรรมและ
ขันธ์ทั้งหลาย ในเบืองบน ท่ามกกลาง
เบื้องล่าง ทุกภูมิโลก บัณฑิตทั้งหลาย
กล่าวภิกษุผู้ศึกษา ปฏิปทาอันสมควรแก่
ความสงบใจ มีสติทุกเมื่อเข้ารุ
ใจเด็ดเดี่ยวเนืองนิตย์.
จบสีลสูตรที่ ๒
อรรถกถาสีลสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสีลสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สมฺปนฺนสีลา ได้แก่ เธอทั้งหลายมีศีลบริบูรณ์. บทว่า
สมฺปนฺนปาติโมกฺขา ได้แก่มีปาติโมกข์บริบูรณ์. บทว่า ปาติโมกฺขสํวร-
สํวุตา ความว่า เธอทั้งหลายจงเป็นผู้สำรวมปิดประกอบด้วยปาติโมกขสังวร-
ศีลอยู่เถิด. บทว่า อาจารโคจรสมฺปนฺนา ความว่า เธอทั้งหลายจงเป็นผู้
ถึงพร้อม คือประกอบด้วยอาจาระและโคจรเถิด . บทว่า อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ
ได้แก่ ในโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย. บทว่า ภยทสฺสาวิโน ความว่า
เป็นผู้มีปรกติเห็นโทษที่มีประมาณน้อยเหล่านั้นโดยเป็นภัย. บทว่า สมาทาย

37
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 38 (เล่ม 35)

สิกฺขถ สิกฺขาปเทสุ ความว่า เธอทั้งหลายจงสมาทานยึดถือสิกขาบทที่ควร
สมาทานนั้น ๆ ในส่วนแห่งสิกขาทั้งหมดศึกษาอยู่. ครั้นทรงชักชวนและตรัส
สรรเสริญในคุณที่ได้แล้ว ด้วยการตรัสธรรมประมาณเท่านี้ว่า สมฺปนฺนสีลานํ
ฯเปฯ สิกฺขาปเทสุ บัดนี้ เมื่อทรงแสดงประโยชน์อันจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไป
จึงตรัสว่า กิมสฺส ดังนี้เป็นต้น. ในบทนั้น บทว่า กิมสฺส แปลว่า
จะพึงมีอะไรเล่า.
บทว่า ยตํ จเร ความว่า ภิกษุพึงเดินอย่างที่เดินสำรวมระวัง.
ในบททั้งปวงก็มีนัยนี้. บทว่า อจฺเฉ แปลว่า พึงนั่ง. บทว่า ยตเมตํ ปสารเย
ความว่า พึงเหยียดอวัยวะน้อยใหญ่อย่างสำรวมคือเรียบร้อย. บทว่า อุทฺธํ
แปลว่า เบื้องบน. บทว่า ติริยํ แปลว่า เบื้องกลาง ( วาง) บทว่า อปาจีนํ
แปลว่า เบื้องล่าง. เบญจขันธ์ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตรัสด้วย
เหตุประมาณเท่านี้. คำว่า ยาวตา เป็นคำที่แสดงความกำหนด. บทว่า
ชคโต คติ ได้แก่ ความสำเร็จแห่งโลก. บทว่า สมเวกฺขิตา จ ธมฺมานํ
ขนธานํ อุทยพฺพยํ ความว่า พิจารณาดูความเกิดขึ้น ความเสื่อมไปแห่ง
ธรรม คือ เบญจขันธ์ที่ต่างด้วยอดีตเป็นต้นเหล่านั้น ในโลกทั้งปวง คือได้
พิจารณาเห็นโดยชอบด้วยลักษณะ ๕๐ ถ้วนที่ท่านกล่าวว่า เมื่อเห็นความเกิด
แห่งเบญจขันธ์ก็พิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ ได้. เมื่อเห็นความเสื่อมก็พิจารณา
เห็นลักษณะ ๒๕ ได้. บทว่า เจโตสมถสามีจึ ได้แก่ ข้อปฏิบัติที่สมควร
แก่ความสงบจิต. บทว่า สิกฺขมานํ ความว่า เมื่อปฏิบัติ คือ บำเพ็ญอยู่.
บทว่า ปหิตตฺโต ได้แก่ มีใจเด็ดเดี่ยว. บทว่า อาหุ แปลว่า กล่าวอยู่.
บทที่เหลือในสูตรนี้ง่ายทั้งนั้น. ก็ในสูตรนี้ตรัสคละกันกับศีล ในคาถาตรัสถึง
ภิกษุผู้ขีณาสพ.
จบอรรถกถาสีลสูตรที่ ๒

38
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 39 (เล่ม 35)

๓. ปธานสูตร
ว่าด้วยสัมมัปปธาน ๔
[๑๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมัปปธาน (ความเพียรชอบ) ๔ นี้
สัมมัปปธาน ๔ คืออะไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
๑. ยังฉันทะให้เกิดพยายามทำความเพียร ประคองจิตตั้งใจมั่นเพื่อ
ยังอกุศลบาปธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น
๒. ยังฉันทะให้เกิดพยายามทำความเพียร ประคองจิตตั้งใจมั่นเพื่อ
ละอกุศลบาปธรรมที่เกิดแล้ว
๓. ยังฉันทะให้เกิดพยายามทำความเพียร ประคองจิตตั้งใจมั่นเพื่อ
ยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
๔. ยังฉันทะให้เกิดพยายามทำความเพียร ประคองจิตตั้งใจมั่นเพื่อ
ให้กุศลธรรมที่เกิดแล้วคงอยู่ไม่เลือนหายไป ให้ภิยโยภาพไพบูลเจริญเต็มที่
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล สัมมัปปธาน ๔.
ภิกษุเหล่านั้นมีความเพียรชอบย่อม
ครอบงำเสียได้ซึ่งแดนมาร ภิกษุเหล่านั้น
เป็นผู้อันกิเลสไม่อาศัย แล้วพ้นภัย คือ เกิด
ตายแล้ว ถึงฝั่ง (คือพระนิพพาน) ภิกษุ
เหล่านั้นสบายใจ ชนะมารกับทั้งพล-
พาหนะมารแล้ว ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ไม่
หวั่นไหว ล่วงเสียซึ่งมารและพลมาร
ทั้งปวง ถึงซึ่งความสุข.
จบปธานสูตรที่ ๓

39
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 40 (เล่ม 35)

อรรถกถาปธานสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปธานสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สมฺมปฺปธานานิ ได้แก่ ความเพียรดี คือความเพียรสูงสุด.
บทว่า สมฺมปฺปธานา ได้แก่ พระขีณาสพผู้มีความเพียรบริบูรณ์. บทว่า
มารเธยฺยาภิภูตา ความว่า พระขีณาสพเหล่านั้น ครอบงำข้ามแดนมาร คือ
เตภูมิกวัฎ. บทว่า เต อสิตา ได้แก่ พระขีณาสพทั้งหลายเป็นผู้อันกิเลส
ไม่อาศัยแล้ว. บทว่า ชาติมรณภยสฺส ได้แก่ ภัยที่เกิดขึ้นเพราะอาศัย
ความเกิดและความตาย หรือภัยกล่าวคือความเกิดและความตาย. บทว่า ปารคู
แปลว่า ถึงฝั่ง. บทว่า เต ตุสิตา ความว่า พระขีณาสพเหล่านั้น ชื่อว่า
ยินดีแล้ว. บทว่า เชตฺวา มารํ สวาหนํ ได้แก่ ชนะมารกับทั้งกองทัพ
อยู่แล้ว. บทว่า เต อเนชา ความว่า พระขีณาสพเหล่านั้น ไม่หวาดหวั่น
ด้วยความหวาดหวั่นคือตัณหา ชื่อว่า ไม่หวั่นไหว. บทว่า นมุจิพลํ แปลว่า
พลของมาร. บทว่า อุปาติวตฺตา แปลว่า ก้าวล่วง. บทว่า เต สุขิตา
ได้แก่ พระขีณาสพเหล่านั้น ชื่อว่าความสุขด้วยโลกุตรสุข. ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า
พระอรหันตทั้งหลายสุขจริงหนอ
ท่านไม่มีตัณหา ถอนอัสมิมานะได้เด็ดขาด
แล้ว ทำลายข่ายคือโมหะเสียแล้ว ดังนี้.
จบอรรถกถาปธานสูตรที่ ๓

40
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 41 (เล่ม 35)

๔. สังวรสูตร
ว่าด้วยความเพียร ๔
[๑๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปธาน (ความเพียร) ๔ นี้ ปธาน ๔
คืออะไร คือ สังวรปธาน (เพียรระวัง) ปหานปธาน (เพียรละ) ภาวนาปธาน
(เพียรบำเพ็ญ) อนุรักขนาปธาน (เพียรตามรักษาไว้)
สังวรปธานเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยตาแล้ว
ฟังเสียงด้วยหูแล้ว ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ถูกต้องโผฏฐัพพะ
ด้วยกายแล้ว รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว เป็นผู้ไม่ถือเอาโดยนิมิต ไม่ถือเอา
โดยอนุพยัญชนะ อภิชฌาโทมนัส ธรรมทั้งหลายที่เป็นบาปเป็นอกุศล จะพึง
ไหลไปตามภิกษุผู้ไม่สำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะเหตุ
ความไม่สำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอันใด ปฏิบัติเพื่อปิดกั้น
เสียซึ่งอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอันนั้น รักษาอินทรีย์ คือ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถึงความสำรวมในอินทรีย์ คือตา หู จมูก ลิ้น
กาย ใจ นี้เรียกว่า สังวรปธาน.
ปหานปธานเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ไม่รับเอากามวิตก
พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นไว้ ละเสีย ถ่ายถอนเสีย ทำให้สิ้นไป
ให้หายไปเสีย นี้เรียกว่า ปหานปธาน.
ภาวนาปธานเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เจริญสัมโพชฌงค์
คือ สติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา อันอิงวิเวก
อิงวิราคะ อิงนิโรธ น้อมไปในทางสละ นี้เรียกว่า ภาวนาปธาน.

41
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 42 (เล่ม 35)

อนุรักขนาปธานเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ตามรักษา
สมาธินิมิตอันงามที่เกิดขึ้นแล้ว คือ อัฏฐิกสัญญา (ความสำคัญในศพที่เหลือ
แต่กระดูก) ปุฬุวกสัญญา (ความสำคัญในศพที่มีหนอนคลาคล่ำ) วินีลกสัญญา
(ความสำคัญในศพที่มีสีเขียวคล้ำ) วิปุพพกสัญญา (ความสำคัญในศพที่มี
น้ำเหลืองไหล) วิจฉิททกสัญญา (ความสำคัญในศพที่ฉีกขาด) อุทธุมาตก-
สัญญา (ความสำคัญในศพที่ขึ้นพอง) นี้เรียกว่า อนุรักขนาปธาน.
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล ปธาน ๔
สังวรปธาน ๑ ปหานปธาน ๑ ภาวนา-
ปธาน ๑ อนุรักขนาปธาน ๑ ปธาน ๔ นี้
พระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ทรง
แสดงไว้เป็นเครื่องให้ภิกษุผู้มีความเพียร
ในพระศาสนานี้บรรลุถึงความสิ้นทุกข์.
จบสังวรสูตรที่ ๔
อรรถกถาสังวรสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสังวรสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
ความเพียร ชื่อ ปธาน. ความเพียรที่เกิดขึ้นแก่ผู้สำรวมจักษุเป็นต้น
ชื่อสังวรปธาน. ความเพียรที่เกิดขึ้นแก่ผู้ละกามวิตกเป็นต้น ชื่อปหานปธาน.
ความเพียรที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญสัมโพชฌงค์ ชื่อภาวนาปธาน. ความเพียรที่
เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ตามรักษาสมาธินิมิต ชื่ออนุรักขนาปธาน. ในบทว่า

42
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 43 (เล่ม 35)

วิเวกนิสฺสิตํ เป็นอาทิ มีวินิจฉัยดังนี้ แม้บททั้ง ๓ คือ วิเวก วิราคะ นิโรธ
เป็นชื่อของนิพพาน. แท้จริงนิพพาน ชื่อวิเวก เพราะสงัดจากอุปธิ ชื่อ
วิราคะ เพราะราคะเป็นต้นอาศัยนิพพานนั้น จึงคลายไป. ชื่อนิโรธ เพราะ
ราคะเป็นต้นอาศัยนิพพานนั้น ก็ดับไป เพราะฉะนั้น ในบทว่า วิเวกนิสฺสิตํ
เป็นอาทิ จึงมีความว่า อาศัยนิพพานโดยเป็นอารมณ์บ้าง โดยเป็นธรรมที่พึง
บรรลุบ้าง.
ในบทว่า โวสฺสคฺคปริณามึ นี้ โวสสัคคะมี ๒ คือ ปริจจาค-
โวสสัคคะ ๑ ปักขันทนโวสสัคคะ ๑. ในสองอย่างนั้น วิปัสสนาชื่อ
ปริจจาคโวสสัคคะ เพราะสละราคะในกิเลสและขันธ์ ด้วยอำนาจตทังค-
ปหาน มรรค ชื่อปักขันทนโวสสัคคะ เพราะแล่นไปสู่นิพพานด้วยอำนาจ
อารมณ์. เพราะฉะนั้น ในบทว่า โวสฺสคฺคปริณามึ นี้ จึงมีเนื้อความดังนี้ว่า
สติสัมโพชฌงค์ ที่ภิกษุเจริญอยู่โดยประการใด ย่อมน้อมไปเพื่อสละ ย่อมถึง
วิปัสสนาภาวนา และมัคคภาวนา ภิกษุย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์นั้น โดย
ประการ นั้น แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แล. บทว่า ภทฺทกํ ได้แก่ ที่ได้แล้ว.
สมาธิที่ได้แล้ว ด้วยอำนาจอัฏฐิกสัญญาเป็นต้น เรียกว่า สมาธินิมิต. บทว่า
อนุรกฺขติ ได้แก่ ทำราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นธรรมอันเป็นข้าศึกต่อสมาธิ
ให้เหือดแห้งไปรักษาไว้. ก็สัญญา ๕ มีอัฏฐิกสัญญาเป็นต้น ตรัสไว้ในข้อนี้
แต่ในที่นี้ พึงกล่าวอสุภสัญญา ๑๐ ให้พิสดารด้วย. ความพิสดารของอสุภสัญญา
นั้น กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
ในคาถา ท่านกล่าวความเพียรอย่างเดียวที่ให้สำเร็จสังวรเป็นต้น
โดยชื่อว่า สังวร. บทว่า ขยํ ทุกฺขสฺส ปาปุเณ คือพึงบรรลุพระอรหัต
กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นทุกข์.
จบอรรถกถาสังวรสูตรที่ ๔

43
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 44 (เล่ม 35)

๕. บัญญัตติสูตร
ว่าด้วยอัครบัญญัติ ๔
[๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อัครบัญญัติ (บัญญัติกันว่าเยี่ยมยอด)
๔ นี้ อัครบัญญัติ ๔ คืออะไร คือ ที่เยี่ยมยอดทางอัตภาพ (ตัวใหญ่ที่สุด)
ได้แก่อสุรินทราหู ที่เยี่ยมยอดทางบริโภคกาม ได้แก่พระเจ้ามันธาตุ ที่เยี่ยม
ยอดทางเป็นเจ้าเป็นใหญ่ ได้แก่มารผู้มีบาป พระตถาคตอรหันตสัมมาสัม-
พุทธเจ้า ปราชญ์กล่าวว่าเยี่ยมยอด ในโลกทั้งเทวโลกทั้งมารโลกทั้งพรหมโลก
ในหมู่สัตว์ทั้งเทวดามนุษย์ รวมทั้งสมณพราหมณ์ ภิกษุทั้งหลาย นี้แล
อัครบัญญัติ ๔.
ราหูเป็นเยี่ยมทางอัตภาพ พระเจ้า
มันธาตุเป็นเยี่ยมทางบริโภคกาม มารผู้
รุ่งเรื่องด้วยฤทธิ์ด้วยยศ เป็นเยี่ยมในทาง
เป็นใหญ่ พระพุทธเจ้า ปราชญ์กล่าวว่า
เป็นเยี่ยมยอดแห่งสัตว์โลกทั้งเทวดา ทั้ง
เบื้องสูง ท่ามกลาง เบื้องต่ำ ทุกภูมิโลก.
จบบัญญัตติสูตรที่ ๕

44
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 45 (เล่ม 35)

อรรถกถาบัญญัตติสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปัญญัติสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อคฺคปญฺญตฺติโย ได้แก่ การบัญญัติสูงสุด. บทว่า อตฺต-
ภาวีนํ ได้แก่ มีอัตภาพทั้งหลาย. บทว่า ยทิทํ ราหุ อสุรินฺโท ได้แก่
อสุรินทราหูนี้ ชื่อว่าเป็นยอด. ได้ยินว่า ในข้อนี้ อสุรินทราหูสูง ๔,๘๐๐
โยชน์. ที่ระหว่างแขนของเขา ๑,๒๐๐ โยชน์. ฝ่ามือและฝ่าเท้าหนา ๓๐๐ โยชน์.
ข้อนิ้วมือ ๕๐ โยชน์. ที่ระหว่างคิ้วของเขา ๕๐ โยชน์. หน้าผาก ๓๐๐ โยชน์
ศีรษะ ๙๐๐ โยชน์.
บทว่า กามโภคีนํ ยทิทํ ราชา มนฺธาตา ความว่า พระเจ้า
มันธาตุนี้ ชื่อว่าเป็นยอดของสัตว์ผู้บริโภคกามทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่เป็นของ
มนุษย์ จริงอยู่ พระเจ้ามันธาตุนั้น เกิดในมนุษย์ทั้งหลายผู้มีอายุอสงไขยหนึ่ง
บันดาลให้ฝนตกเป็นเงิน ในขณะที่ปรารถนา ๆ บริโภคกามที่เป็นของหมู่มนุษย์
เป็นเวลาช้านาน ส่วนในเทวโลก ก็บริโภคกามอันประณีต ตลอดอายุ
พระอินทร์ ๓๖ พระองค์ เพราะฉะนั้น ท้าวเธอจึงชื่อว่า เป็นยอดของผู้
บริโภคกามทั้งหลาย. บทว่า อาธิปเตยฺยานํ ความว่า แห่งบรรดาผู้ครอง
ตำแหน่งอธิบดี ตำแหน่งหัวหน้า. บทว่า ตถาคโต อคฺคมกฺขายติ ความว่า
ปราชญ์เรียกตถาคตว่าเลิศประเสริฐสูงสุด โดยคุณทีเป็นโลกิยะและโลกุตระ.
บทว่า อิทฺธิยา ยสสา ชลํ ความว่า ผู้รุ่งเรื่องด้วยความสำเร็จ
แห่งทิพยสมบัติ และด้วยยศกล่าวคือบริวาร. บทว่า อุทฺธํ ติริยํ อปาจีนํ
ได้แก่ ในเบื้องบน เบื้องกลาง เบื้องต่ำ. บทว่า ยาวตา ชคโต คติ ได้แก่
ภูมิสำเร็จแห่งโลกเพียงใด.
จบอรรถกถาบัญญัตติสูตรที่ ๕

45
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 46 (เล่ม 35)

๖. โสขุมมสูตร
ว่าด้วยญาณเป็นเครื่องแทงตลอดลักษณะอันละเอียด ๔ ประการ
[๑๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ญาณเป็นเครื่องแทงตลอดลักษณะอัน-
ละเอียด ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. เป็นผู้ประกอบด้วยญาณอันกำหนดรู้ลักษณะอันละเอียดในรูป
อย่างยิ่ง ย่อมไม่พิจารณาเห็นญาณอันกำหนดรู้ลักษณะอันละเอียดในรูปอื่น
ซึ่งยิ่งกว่าหรือประณีตกว่าญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดในรูปนั้น
และไม่ปรารถนาญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดในรูปอื่น อันยิ่งกว่า
หรือประณีตกว่าญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดในรูปนั้น.
๒. เป็นผู้ประกอบด้วยญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดใน
เวทนา...
๓. เป็นผู้ประกอบด้วยญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดใน
สัญญา...
๔. เป็นผู้ประกอบด้วยญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดใน
สังขาร...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียด ๔
ประการนี้แล.
ภิกษุใดรู้ความสุขุมในรูปขันธ์ และ
รู้ความเกิดแห่งเวทนาทั้งหลาย รู้ความเกิด
และความดับแห่งสัญญา รู้สังขารทั้งหลาย
โดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์และ
โดยความไม่ใช่ตน ภิกษุนั้นชื่อว่า ผู้เห็น
ชอบ ผู้สงบแล้ว ยินดีแล้วในสันติบท

46