ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 266 (เล่ม 32)

สิริวัฑฒกุฏุมพีปราศัยว่า นานหนอ พระผู้เป็นเจ้าจะได้มา
แล้วให้นั่งบนอาสนะ ส่วนตนนั่งบนอาสนะตัวที่ต่ำกว่าถามว่า ก็
อันเตวาสิกบริษัทของท่านไม่ปรากฏหรือขอรับ สรทดาบสกล่าวว่า
เจริญพร สหาย พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าเสด็จมาในอาศรมของ
พวกอาตมภาพ ๆได้กระทำสักการะแด่พระองค์ท่านตามกำลังของตน ๆ
พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่ดาบสทั้งหมด ในเวลาจบเทศนา
ดาบสที่เหลือบรรลุพระอรหัต เว้นอาตมภาพ. สิริวัฑฒกุฏุมพีถามว่า
เพราะเหตุไรท่านจึงไม่บวช. สรทดาบสกล่าวว่า อาตมภาพเห็นพระ-
นิสภเถระอัครสาวกของพระศาสดาแล้ว จึงได้ปรารถนาตำแหน่งอัคร-
สาวกในศาสนาของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคดม ผู้จะเสด็จอุบัติใน
อนาคต. แม้ตัวท่านก็จงปรารถนาตำแหน่งทุติยสาวกในศาสนาของ
พระโคดมพุทธเจ้าพระองค์นั้นเถิด. สิริวัฑฒกุฏุมพีกล่าวว่า ท่าน
ขอรับกระผมไม่มีความคุ้นเคยกับพระพุทธเจ้า. สรทดาบสกล่าวว่า
การกราบทูลกับพระพุทธเจ้า จงเป็นภาระของอาตมภาพ ท่านจง
ตระเตรียมอธิการ (สักการะอันยิ่งยวด) ไว้เถิด. สิริวัฑฒกุฏุมพี ฟังคำ
ของสรทดาบสแล้ว จึงให้ปรับสถานที่ประมาณ ๘ กรีส ด้วยไม้วัดหลวง
ให้มีพื้นที่เสมอกัน ณ สถานที่ในนิเวศน์ของตนแล้วให้เกลี่ยทราย โปรย
ดอกไม้มีข้าวตอกเป็นที่ ๕ ให้สร้างมณฑปมุงด้วยดอกอุบลขาบ ตกแต่ง
พุทธอาสน์ จัดอาสนะตำหรับพระภิกษุแม้ที่เหลือ เตรียมเครื่องสักการะ
สัมมานะใหญ่โต แล้วให้สัญญาณแก่สรทดาบสเพื่อทูลนิมนต์พระพุทธเจ้า.
ดาบสได้ฟังคำของสิริวัฑฒกุฏุมพีนั้นแล้ว จึงพาภิกษุสงฆ์มีพระ
พุทธเจ้าเป็นประมุข ไปยังนิเวศน์ของสิริวัฑฒกุฏุมพีนั้น. สิริวัฑฒ-
กุฏุมพีกระทำการรับเสด็จ รับบาตรจากพระหัตถ์ของพระตถาคต

266
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 267 (เล่ม 32)

นิมนต์ให้เสด็จเข้าไปยังมณฑป ถวายน้ำทักษิโณทกแด่ภิกษุสงฆ์
มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ผู้นั่ง ณ อาสนะที่ตกแต่งไว้แล้ว เลี้ยง
ดูด้วยโภชนะอันประณีต ในเวลาเสร็จภัตกิจ ให้ภิกษุสงฆ์มีพระ-
พุทธเจ้าเป็นประมุขครองผ้าอันควรค่ามากแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ความริเริ่มนี้ เพื่อต้องการฐานะอันมีประมาณ
เล็กน้อยก็หามิได้ ขอพระองค์ทรงกระทำความอนุเคราะห์ตลอด
๗ วัน โดยทำนองนี้แหละ. พระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว. สิริวัฑฒ
กุฎุมพีนั้นยังมหาทานให้เป็นไปไม่ขาดสายตลอด ๗ วัน โดยทำนอง
นั้นนั่นแหละ. แล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้ายืนประคองอัญชลี
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญสรทดาบสสหาย ของข้าพระองค์
ปรารถนาว่า ขอให้เป็นอัครสาวกของพระศาสดาองค์ใด ข้าพระองค์
ขอเป็นทุติยสาวกของพระศาสดาองค์นั้นเหมือนกัน. พระศาสดา
ทรงตรวจดูอนาคตทรงเห็นว่า ความปรารถนาของเขาสำเร็จ จึง
ทรงพยากรณ์ว่า ล่วงไปหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปจากภัตรกัป
นี้ไป ท่านจักเป็นทุติยสาวกของพระโคดมพุทธเจ้า. สิริวัฑฒกุฏุมพี
ได้ฟังคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นผู้ยินดีร่าเริง. ฝ่าย
พระศาสดาทรงทำภัตตานุโมทนาแล้ว พร้อมทั้งบริวารเสด็จกลับ
ไปยังพระวิหาร. จำเดิมแต่นั้นมา สิริวัฑฒกุฏุมพีกระทำกรรมงาม
ตลอดชีวิตแล้วบังเกิดในเทวโลกชั้นกามาวจร ในวารจิตที่สอง.
สรทดาบสเจริญพรหมวิหาร ๔ ได้บังเกิดในพรหมโลก. จำเดิม
แต่นั้นมา ท่านไม่พูดถึงกรรมในระหว่างแม้ของท่านทั้งสองนี้.
ก็ก่อนแต่การเสด็จบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย
นั่นแล สรทดาบสถือปฏิสนธิในครรภ์ของสารีพราหมณีในบ้าน

267
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 268 (เล่ม 32)

อุปติสสคาม ไม่ไกลกรุงราชคฤห์. ก็ในวันนั้นแหละ แม้สหายของ
สรทดาบสนั้นก็ถือปฏิสนธิในครรภ์ของโมคคัลลีพราหมณี ในบ้าน
โกลิตคาม อันไม่ไกลกรุงราชคฤห์เหมือนกัน. ได้ยินว่าตระกูล
แม้ทั้งสองนั้นได้เป็นสหายเกี่ยวเนื่องกันมา ๗ ชั่วตระกูลทีเดียว.
ญาติทั้งหลายได้ให้การบริหารครรภ์แก่คนแม้ทั้งสองนั้นในวัน
เดียวกัน ได้นำแม่นม ๖๖ คนเข้าไปให้แก่คนทั้งสองนั้น แม้ผู้ซึ่ง
เกิดแล้ว เมื่อล่วงไป ๑๐ เดือน. ในวันตั้งชื่อ ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อ
บุตรของสารีพราหมณีว่าอุปติสสะ เพราะเป็นบุตรของหัวหน้า
ตระกูลในบ้านอุปติสสคาม ตั้งชื่อบุตรนอกนี้ว่า โกลิตะ เพราะ
เป็นบุตรของหัวหน้าตระกูลในบ้านโกลิตคาม. คนแม้ทั้งสองนั้น
เจริญวัยขึ้นก็สำเร็จศิลปศาสตร์ทุกอย่าง.
ในเวลาไปยังแม่น้ำหรืออุทยานเพื่อจะเล่น อุปติสสมาณพ
มีวอทอง ๕๐๐ วอเป็นเครื่องแห่แหน โกลิตมาณพมีรถเทียมม้า
อาชาไนย ๕๐๐ คันเป็นเครื่องแห่แหน ชนแม้ทั้งสองมีมาณพคนละ
๕๐๐ เป็นบริวาร. ก็ในกรุงราชคฤห์ มีมหรสพบนยอดเขาเป็น
ประจำปี. ชนทั้งหลายผูกเตียงไว้ในที่เดียวกัน สำหรับมาณพแม้
ทั้งสองนั้น แม้มาณพทั้งสองก็นั่งรวมกันดูมหรสพ ร่าเริงในฐานะ
ที่ควรร่าเริง สังเวชในฐานะที่ควรสังเวช ตกรางวัลในฐานะที่ควร
ตกรางวัล. วันหนึ่ง เมื่อชนทั้งสองนั้นดูมหรสพโดยทำนองนี้แหละ
มิได้มีความร่าเริงในฐานะที่ควรร่าเริง สังเวชในฐานะที่ควรสังเวช
หรือตกรางวัลในฐานะที่ควรตกรางวัล เพราะญาณแก่กล้าแล้ว. ก็
ชนแม้ทั้งสองต่างคิดอย่างนี้ว่า มีอะไรที่เราจะควรดูในมหรสพนี้

268
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 269 (เล่ม 32)

คนเหล่านี้แม้ทั้งหมด ยังไม่ถึง ๑๐๐ ปี ต่างก็จะล้มหายตายจาก
กันไป ก็เราทั้งหลายควรแสวงหาโมกขธรรมสักอย่างหนึ่ง ดังนี้
แล้วนั่งนึกเอาเป็นอารมณ์อยู่ ลำดับนั้น โกลิตะกล่าวกะอุปติสสะว่า
เพื่อนอุปติสสะ ท่านไม่สนุกร่าเริงเหมือนวันก่อน ๆ ใจลอย ท่านคิด
อะไรหรือ อุปติสสะกล่าวว่า เพื่อนโกลิตะ เรานั่งคิดถึงเรื่องนี้อยู่ว่า
ในการดูของคนเหล่านี้ ไม่มีแก่นสารเลย การดูนี้ไม่มีประโยชน์
ควรแสวงหาธรรมเครื่องหลุดพ้นสำหรับตน ก็ท่านเล่า เพราะเหตุไร
จึงใจลอย แม้โกลิตะนั้นก็กล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน. ครั้นอุปติสสะ
รู้ว่าโกลิตะนั้นมีอัชฌาศัยอย่างเดียวกับตน จึงกล่าวอย่างนี้ว่า สิ่ง
ที่เราแม้ทั้งสองคิดเป็นการคิดที่ดี เมื่อจะแสวงหาโมกขธรรม ควรจะ
ได้การบวชสักอย่างหนึ่งดังนั้น พวกเราจักบวชในสำนักใคร.
ก็สมัยนั้น สัญชัยปริพาชกอาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์ พร้อม
กับปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ มาณพทั้งสองนั้นตกลงว่า จักบวช
ในสำนักของสัญชัยปริพาชกนั้น จึงบวชในสำนักของสัญชัยปริพาชก
พร้อมกับมาณพ ๕๐๐ คน. จำเดิมแต่กาลที่มาณพทั้งสองนั้นบวช
แล้ว สัญชัยปริพาชกได้ลาภได้ยศเหลือหลาย. มาณพทั้งสองนั้น
เรียนจบลัทธิของสัญชัยปริพาชกทั้งหมด โดย ๒ - ๓ วันเท่านั้น
แล้วถามว่า ท่านอาจารย์ ลัทธิอันเป็นความรู้ของท่านมีเท่านี้ หรือ
มียิ่งขึ้นไปอีก. สัญชัยปริพาชกกล่าวว่า มีเท่านี้แหละ พวกท่าน
รู้หมดแล้ว. มาณพเหล่านั้นฟังถ้อยคำ ของสัญชัยปริพาชกนั้น
แล้ว คิดกันว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนัก
ของสัญชัยปริพาชกนี้ก็ไม่มีประโยชน์ พวกเราออกบวชก็เพื่อ

269
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 270 (เล่ม 32)

แสวงหาโมกขธรรม พวกเราไม่อาจให้เกิดขึ้นในสำนักของสัญชัย-
ปริพาชกนี้ ก็ชมพูทวีปใหญ่โต พวกเราเที่ยวไปยังคาม นิคม และ
ราชธานี จักได้อาจารย์สักท่านหนึ่งผู้แสวงโมกขธรรมได้เป็นแน่
จำเดิมแต่นั้น มาณพทั้งสองนั้นได้ฟังว่า สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต
มีอยู่ ณ ที่ใด ๆ ก็ไป ณ ที่นั้น ๆ กระทำการสนทนาปัญหา. ปัญหา
ที่มาณพทั้งนั้นถามแล้ว คนอื่น ๆ ไม่มีความสามารถที่จะแก้ได้. แต่
มาณพทั้งสองนั้น แก้ปัญหาของคนเหล่านั้นได้. มาณพทั้งสองนั้น
เที่ยวสอบไปทั่วชมพูทวีป ด้วยอาการอย่างนี้ แล้วกลับมาที่อยู่เดิม
ของตน ได้ทำกติกากันว่า เพื่อนโกลิตะ ผู้ใดบรรลุอมตะก่อน ผู้นั้น
จงบอกแก่กัน.
ก็สมัยนั้น พระศาสดาของเราทั้งหลายบรรลุพระปรมาภิ-
สัมโพธิญาณแล้วประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จถึงกรุง
ราชคฤห์โดยลำดับ. ครั้งนั้น พระอัสสชิเถระในจำนวนภิกษุปัญจ-
วัคคีย์ ในระหว่างภิกษุทั้งหลายที่ทรงส่งไปประกาศคุณของพระ
รัตนตรัยว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปเพื่อประโยชน์
เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก ดังนี้ ในสมัยที่กล่าวว่า พระอรหันต์ ๖๑
องค์ อุบัติขึ้นแล้วในโลก ดังนี้ ท่านหวนกลับมายังกรุงราชคฤห์ ใน
วันรุ่งขึ้น ถือบาตรสละจีวรเข้าไปบิณฑบาตรยังกรุงราชคฤห์แต่
เช้าตรู่. สมัยนั้น อุปติสสปริพาชกทำภัตกิจแต่เช้ามืดแล้วเดินไป
อารามปริพาชก ได้เห็นพระเถระจึงคิดว่า ชื่อว่าบรรพชิตเห็นปานนี้
เราไม่เคยเห็นเลย ภิกษุนี้คงจะเป็นภิกษุรูปใดรูปหนึ่งในบรรดา
ภิกษุผู้เป็นอรหันต์หรือผู้บรรลุอรหัตตมรรคในโลก ถ้ากระไร เรา

270
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 271 (เล่ม 32)

ควรเข้าไปหาภิกษุนี้แล้วถามปัญหาว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านบวชจำเพาะ
ใคร หรือใครเป็นศาสดาของท่าน หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร.
ลำดับนั้น เขาได้มีความคิดว่า มิใช่กาลที่จะถามปัญหากะภิกษุนี้ ๆ
เข้าไปยังละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาตอยู่ ไฉนหนอเราพึงติดตาม
ภิกษุนี้ไปข้างหลัง ๆ เพราะการติดตามภิกษุนี้ไปนั้น เป็นทางที่
ผู้ต้องการเข้าไปรู้แล้ว. อุปติสสปริพาชกเห็นพระเถระได้บิณฑบาต
แล้วไปยังโอกาสแห่งหนึ่ง และรู้ว่าพระเถระนั้นต้องการจะนั่ง จึง
ได้ลาดตั่งปริพาชกของตนถวาย แม้ในเวลาเสร็จภัตกิจ ก็ได้ถวาย
น้ำในคณโฑน้ำของตนแก่พระเถระนั้น กระทำอาจริยวัตรอย่างนี้แล้ว
กระทำปฏิสันถารอ่อนหวาน กับพระเถระผู้กระทำภัตกิจเสร็จ
แล้วถามว่า ท่านผู้มีอายุ อินทรีย์ทั้งหลายของท่านผ่องใสนักแล
ฉวีวรรณบริสุทธิ์ผุดผ่อง ผู้มีอายุ ท่านบวชจำเพาะใคร หรือใครเป็น
ศาสดาของท่าน หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร. พระเถระกล่าวว่า
ผู้มีอายุ พระมหาสมณะศากยบุตร ออกบวชจากศากยตระกูลมีอยู่
เราบวชจำเพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น และพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา เราชอบใจธรรมของพระผู้
มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. ลำดับนั้น อุปติสสปริพาชกจึงถาม
พระเถระนั้นว่า ก็พระศาสดาของท่านผู้มีอายุมีวาทะอย่างไร กล่าว
อย่างไร. พระเถระคิดว่า ธรรมดาปริพาชกทั้งหลายนี้ เป็นปฏิปักษ์
ต่อพระศาสนา เราจักแสดงความลึกซึ้งในพระศาสนาแก่ปริพาชกนี้
เมื่อจะถ่อมตนว่าเรายังเป็นผู้ใหม่จึงกล่าวว่า ผู้มีอายุ เราแลเป็น
ผู้ใหม่บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่มาสู่พระวินัยนี้ เราไม่อาจแสดงธรรม
โดยพิสดารได้ก่อน. ปริพาชกคิดว่า เราชื่อว่าอุปติสสะ ท่านจง

271
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 272 (เล่ม 32)

กล่าวน้อยหรือมากตามความสามารถ การแทงตลอดธรรมนั่น
ด้วยร้อยนับพันนัย เป็นภาระของเรา จึงกล่าวว่า
อปฺปํ วา พหุํ วา ภาสสฺสุ อตฺถํเยว เม พฺรูหิ
อตฺเถเนว เม อตฺโถ กึ กาหสิ พฺยญฺชนํ พหุํ
ท่านจงกล่าวเถิด น้อยก็ตามมากก็ตาม จงกล่าว
เฉพาะแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการ
ใจความเท่านั้น. ท่านจะทำพยัญชนะให้มากไป
ทำไม.
เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้ว พระเถระจึงกล่าวคาถาว่า เย ธมฺมา
เหตุปฺปภวา (ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด) ดังนี้เป็นต้น. ปริพาชก
ฟังเฉพาะ. ๒ บทแรกเท่านั้น ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคอันสมบูรณ์
ด้วยนัยพันหนึ่ง. ทำ ๒ บทหลังให้จบลงในเวลาเป็นพระโสดาบันแล้ว.
ปริพาชกนั้นได้เป็นพระโสดาบันแล้ว เมื่อคุณวิเศษชั้นสูงยังไม่เกิด
จึงกำหนดว่า เหตุในคำสอนนี้จักมี จึงกล่าวกะพระเถระว่า ท่าน
ผู้เจริญ ท่านอย่าขยายธรรมเทศนาให้สูงไป คำมีประมาณเท่านี้แหละ
พอแล้ว พระศาสดาของเราทั้งหลายประทับอยู่ที่ไหน. พระเถระ
บอกว่า ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน. ปริพาชกกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า
ขอท่านจงล่วงหน้าไปก่อน กระผมมีสหายอยู่คนหนึ่ง และได้ทำกติกา
กันไว้ว่า ผู้ใดบรรลุอมตะก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่กัน กระผมจักเปลื้อง
ปฏิญญาข้อนั้น แล้วพาสหายไปยังสำนักของพระศาสดา ตามทาง
ที่ท่านไปนั่นแหละ แล้วหมอบลงแทบเท้าพระเถระด้วยเบญจางค-

272
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 273 (เล่ม 32)

ประดิษฐ์ กระทำประทักษิณ ๓ ครั้งแล้วส่งพระเถระไป ส่วนตน
ก็เดินมุ่งตรงไปยังอารามของปริพาชก โกลิตปริพาชกเห็นอุปติสส-
ปริพาชกเดินมาแต่ไกล คิดว่า วันนี้หายเรามีสีหน้าไม่เหมือนวันก่อน ๆ
เขาจักได้บรรลุอมตะแน่แท้ จึงถามถึงการบรรลุอมตะ. แม้อุปติสส-
ปริพาชกนั้นก็ได้ปฏิญญาแก่โกลิตปริพาชกนั้นว่า ผู้มีอายุ เราบรรลุ
อมตะแล้ว จึงได้กล่าวคาถานั้นนั่นแหละ. ในเวลาจบคาถา โกลิตะ
ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้วกล่าวว่า สหาย ได้ยินว่าพระศาสดาประทับ
อยู่ที่ไหน. อุปติสสะกล่าวว่า สหาย นัยว่าพระศาสดาประทับอยู่
ในพระเวฬุวัน. พระอัสสชิเถระอาจารย์ของพวกเราบอกอย่างนี้
ด้วยประการฉะนี้. โกลิตะกล่าวว่า สหาย ถ้าอย่างนั้น มาเถิด พวก
เราจักเฝ้าพระศาสดา. ธรรมดาว่าพระสารีบุตรเถระนี้ เป็นผู้บูชา
อาจารย์แม้ในกาลทุกเมื่อ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวกะโกลิตมาณพ
ผู้สหายอย่างนี้ว่า สหาย เราจักบอกอมตะที่เราบรรลุ แม้แก่สัญชัย-
ปริพาชกอาจารย์ของเรา ท่านรู้อยู่ก็จักแทงตลอด เมื่อไม่แทงตลอด
เชื่อพวกเราก็จักไปยังสำนักของพระศาสดา ฟังธรรมเทศนาของ
พระพุทธเจ้าแล้วจักกระทำการแทงตลอดมรรคผล. แต่นั้น ชนแม้
ทั้งสองไปยังสำนักของสัญชัยกล่าวว่า อาจารย์ขอรับ ท่านจักทำ
อย่างไร พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก พระธรรมอันพระพุทธเจ้า
ตรัสดีแล้ว พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว มาเถิด พวกเราจักเฝ้า
พระทศพล. สัญชัยปริพาชกกล่าวว่า พูดอะไร พ่อ แล้วห้ามชน
ทั้งสองแม้นั้น แสดงแต่การได้ลาภอันเลิศและ. อันเลิศเท่านั้น
แก่ชนทั้งสองนั้น. ชนทั้งสองนั้นกล่าวว่า การอยู่เป็นอันเตวาสิก
เห็นปานนี้ของข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นประจำไปทีเดียว จงยกเสียเถิด

273
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 274 (เล่ม 32)

แต่ท่านจงรู้ตัวท่านว่าจะไปหรือไม่ไป. สัญชัยปริพาชกรู้ว่า ชน
เหล่านี้รู้ความต้องการมีประมาณเท่านี้แล้ว จักไม่เชื่อถือคำพูด
ของเรา จึงกล่าวว่า ไปเถิดพ่อทั้งหลาย เราไม่อาจอยู่เป็นอันเตวาสิก
(ของตนอื่น) ในคราวเป็นคนแก่. ชนทั้งสองนั้นไม่อาจให้สัญชัย-
ปริพาชกนั้นเข้าใจด้วยเหตุแม้เป็นอันมาก จึงได้พาชนผู้ประพฤติ
ตามโอวาทของตนไปยังพระเวฬุวัน. ครั้งนั้น ในบรรดาอันเตวาสิก
๕๐๐ คนของชนทั้งสองนั้น ๒๕๐ คนกลับ อีก ๒๕๐ คนได้ไปกับ
ชนทั้งสองนั้น.
พระศาสดากำลังทรงแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัท ๔
ทรงเห็นชนเหล่านั้นแต่ไกล จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ภิกษุ
ทั้งหลาย สหาย ๒ คนนั้น คือไกลิตะและอุปติสสะกำลังเดินมา คู่สาวก
นี้แหละจักเป็นคู่สาวกที่เลิศที่เจริญ ครั้นแล้วทรงขยายพระธรรม-
เทศนา เนื่องด้วยจริยาแห่งบริษัทของ ๒ สหายนั้น. เว้นพระอัครสาวก
ทั้งสอง ปริพาชก ๒๕๐ คนแม้ทั้งหมดนั้น บรรลุพระอรหัต พระ-
ศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด. ผมและ
หนวดของปริพาชกเหล่านั้นหายไป บาตรและจีวรอันล้วนแล้วด้วย
ฤทธิ์ก็ได้มีมาแม้แก่พระอัครสาวกทั้งสองด้วย แต่กิจด้วยมรรคทั้ง
๓ เบื้องสูง ยังไม่สำเร็จ. เพราะเหตุไร ? เพราะสาวกบารมีญาณ
เป็นของใหญ่. ครั้นในวันที่ ๗ ตั้งแต่วันบวช ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
เข้าไปอาศัยบ้านกัลลวาลคามแคว้นมคธ กระทำสมณธรรมอยู่
เมื่อถูกถีนมิทธะครอบงำ พระศาสดาทรงทำให้สังเวชใจ บรรเทา
ถีนมิทธะเสียได้ กำลังฟังธาตุกรรมฐานที่พระตถาคตประทาน

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 275 (เล่ม 32)

อยู่ทีเดียว ทำกิจแห่งมรรค ๓ เบื้องสูงให้สำเร็จถึงที่สุดแห่งสาวก-
บารมีญาณ. แม้พระสารีบุตรเถระล่วงเลยเวลาไปครึ่งเดือนตั้งแต่
วันบวช เข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์นั้นนั่นแหละอยู่ในถ้ำสุกรขาตา
กับพระศาสดา เมื่อพระศาสดาทรงแสดงเวทนาปริคหสูตรแก่
ทีฆนขปริพาชกผู้เป็นหลานของตน ได้ส่งญาณไปตามกระแสพระสูตร
ก็ได้บรรลุถึงที่สุดสาวกบารมีญาณ เหมือนบริโภคข้าวที่คดไว้
เพื่อคนอื่น ส่วนหลานของท่านาตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ในเวลาจบ
เทศนา. ดังนั้น เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์นั่นแล
กิจแห่งสาวกบารมีญาณของพระอัครสาวกแม้ทั้งสองได้ถึงที่สุด
แล้ว. ก็ในเวลาต่อมาอีก พระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวัน ได้
ทรงสถาปนาพระมหาสาวกแม้ทั้งสองไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า
สารีบุตรเป็นยอดของภิกษุสาวกของเราผู้มีปัญญามาก มหาโมคคัล-
ลานะเป็นยอดของภิกษุสาวกของเราผู้มีฤทธิ์มาก ดังนี้.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๒ - ๓
อรรถกถาสูตรที่ ๔
ประวัติพระมหากัสสปเถระ
ในสูตรที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ในบทว่า ธุตวาทานํ นี้ พึงทราบธุตบุคคล (บุคคลผู้กำจัดกิเลส)
ธุตวาทะ (การสอนเรื่องการกำจัดกิเลส) ธุตธรรม (ธรรมเครื่อง
กำจัดกิเลส) ธุดงค์ (องค์ของผู้กำจัดกิเลส).

275