ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 191 (เล่ม 29)

ว่าด้วยผู้เว้นจากอกุศลกรรมบถ ๑๐ ย่อมเข้าถึงสวรรค์
[๖๐๐] ดูก่อนนายคามณี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
บุรุษในโลกนี้เว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท
ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ ไม่มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตไม่พยาบาท
มีความเห็นชอบ หมู่มหาชนพึงมาประชุมกันแล้วสวดวิงวอน สรรเสริญ
ประนมมือเดินเวียนรอบบุรุษนั้นว่า ขอบุรุษนี้เมื่อตายไป จงเข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นเมื่อตายไป
พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะเหตุการสวดวิงวอน สรรเสริญ
หรือเพราะเหตุการประนมมือเดินเวียนรอบของหมู่มหาชนบ้างหรือ.
คา. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
[๖๐๑] พ. ดูก่อนนายคามณี เปรียบเหมือนบุรุษลงยังห้วงน้ำ
ลึกแล้ว พึงทุบหม้อเนยใสหรือหม้อน้ำมัน ก้อนกรวดหรือก้อนหินที่มีอยู่
ในหม้อนั้น พึงจมลง เนยใสหรือน้ำมันที่มีอยู่ในหม้อนั้นพึงลอยขึ้น
หมู่มหาชนพึงมาประชุมกันแล้วสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดิน
เวียนรอบเนยใสหรือน้ำมันนั้นว่า ขอจงจมลงเถิดท่านเนยใสและน้ำมัน
ขอจงดำลงเถิดท่านเนยใสและน้ำมัน ขอจงลงภายใต้เถิดท่านเนยใสและ
น้ำมัน ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เนยใสและน้ำมันนั้นพึงจมลง
พึงดำลง พึงลงภายใต้ เพราะเหตุแห่งการสวดวิงวอน สรรเสริญ หรือ
เพราะเหตุการประนมมือเดินเวียนรอบของหมู่มหาชนบ้างหรือ.
คา. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

191
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 192 (เล่ม 29)

พ. ดูก่อนนายคามณี ฉันนั้นเหมือนกัน บุรุษใดเว้นจากปาณา-
ติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา
สัมผัปปลาปะ ไม่มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตไม่พยาบาท มีความเห็นชอบ
หมู่มหาชนจะพากันมาประชุมแล้วสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดิน
เวียนรอบบุรุษนั้นว่า ขอบุรุษนี้เมื่อตายไป จงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต
นรก ก็จริง แต่บุรุษนั้นเมื่อตายไปพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.
[๖๐๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว นายบ้านนามว่า
อสิพันธกบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรม
เทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมโดย
อเนกปริยาย ดุจหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทาง
หรือส่องไฟในที่มืดด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับทั้งพระธรรมและภิกษุ
สงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงจำข้าพระองค์ ว่าเป็น
อุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
จบ ภูมกสูตรที่ ๖
อรรถกถาภูมกสูตรที่ ๖
ในภูมกสูตรที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปจฺฉาภูมกา แปลว่า ชาวปัจฉาภูมิ. บทว่า กามณฺฑลุกา
แปลว่า มีคณโฑน้ำประจำตัว. บทว่า เสวาลมาลิกา ความว่า เช้าขึ้นก็เอา
สาหร่ายบ้าง ดอกอุบลเป็นต้นบ้าง จากน้ำทำเป็นพวงมาลัยประดับ เพื่อให้

192
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 193 (เล่ม 29)

รู้ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยน้ำ บทว่า อุทโกโรหกา แปลว่า อาบน้ำเช้าเย็น
บทว่า อุยฺยาเปนฺติ แปลว่า ให้เป็นขึ้น. บทว่า สัญฺญาเปนฺติ แปลว่า
ให้รู้ชอบ. บทว่า สคฺคํ นาม โอกฺกาเปนฺติ ความว่า ยืนห้อมล้อมชวนให้
เข้าไปยังสวรรค์ว่า ไปพรหมโลกเถิด ท่านผู้เจริญ. บทว่า อนุปริสกฺเกยฺย
แปลว่า เดินเวียนรอบ. บทว่า อุมฺมุชฺช แปลว่า จงผุดขึ้นเถิด บทว่า
ถลมุปฺลว แปลว่า จงขึ้นบกเถิด. บทว่า ตตฺร ยสฺส ความว่า ก้อนกรวด
หรือกระเบื้องใดพึงมีในหม้อนั้น. บทว่า สกฺขรา วา กฐลา วา แปลว่า
ก้อนกรวดหรือกระเบื้อง. บทว่า สา อโธคามี อสฺส ความว่า ก้อนกรวด
หรือกระเบื้องนั้น พึงจมลง คือพึงไปข้างล่าง. บทว่า อโธ คจฺฉ แปลว่า
จงไปข้างล่าง.
จบ อรรถกถาภูมกสูตรที่ ๖
๗. เทศนาสูตร
ว่าด้วยการแสดงธรรมเปรียบด้วยนา ๓ ชนิด
[๖๐๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ปาวาริก-
อัมพวัน ใกล้เมืองนาฬันทา ครั้งนั้นนายบ้านนามว่าอสิพันธกบุตร เข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเกื้อกูลอนุเคราะห์สัตว์ทั่วหน้าอยู่
มิใช่หรือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า อย่างนั้นนายคามณี ตถาคต
เกื้อกูลอนุเคราะห์สัตว์ทั่วหน้าอยู่.

193
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 194 (เล่ม 29)

คา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อเช่นนั้น เพราะเหตุไรพระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงทรงแสดงธรรมโดยเคารพแก่คนบางพวก ไม่ทรงแสดงธรรม
โดยเคารพเหมือนอย่างนั้นแก่คนบางพวก.
พ. ดูก่อนนายคามณี ถ้าอย่างนั้นเราจักทวนถามท่านถึงในข้อนี้
ปัญหาควรแก่ท่านด้วยประการใด ท่านพึงพยากรณ์ปัญหานั้นด้วยประการ
นั้น ดูก่อนนายคามณี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน นาของคฤหบดี
ชาวนาในโลกนี้มีอยู่ ๓ ชนิด คือ ชนิดหนึ่งเป็นนาดี ชนิดหนึ่งเป็นนา
ปานกลาง ชนิดหนึ่งเป็นนาเลวมีดินแข็ง เค็ม พื้นดินเลว ท่านจะสำคัญ
ความข้อนั้นเห็นไฉน คฤหบดีชาวนาต้องการจะหว่านพืช จะพึงหว่านในนา
ไหนก่อนเล่า.
คา. คฤหบดีชาวนาต้องการจะหว่านพืช พึงหว่านพืชในนาดีก่อน
ครั้นหว่านในนานั้นแล้ว พึงหว่านในนาปานกลาง ครั้นหว่านในนาปาน
กลางนั้นแล้ว ในนาเลวมีดินแข็ง เค็ม พื้นดินเลว พึงหว่านบ้างไม่หว่าน
บ้าง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะที่สุดจักเป็นอาหารโค.
[๖๐๔] พ. ดูก่อนนายคามณี เปรียบเหมือนนาดีฉันใด เรา
ย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศ
พรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง แก่
ภิกษุและภิกษุณีของเราเหล่านั้น (ก่อน) ฉันนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะภิกษุและภิกษุณีเหล่านี้ มีเราเป็นที่พึ่ง มีเราเป็นที่เร้น มีเราเป็นที่
ต้านทาน มีเราเป็นสรณะอยู่ ดูก่อนนายคามณี นาเลว มีดินแข็ง เค็ม

194
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 195 (เล่ม 29)

พื้นดินเลวฉันใด เราย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง
งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์
บริบูรณ์สิ้นเชิง แก่อัญเดียรถีย์ สมณะ พราหมณ์และปริพาชกของเรา.
เหล่านั้น (ในที่สุด) ฉันนั้น.
ว่าด้วยการแสดงธรรมเปรียบด้วยขวดน้ำ ๓ ใบ
[๖๐๕] ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะอัญเดียรถีย์ สมณะพราหมณ์
และปริพาชกจะพึงรู้ธรรมแม้บทเดียว ความรู้ของเขานั้นพึงเป็นไปเพื่อ
ประโยชน์สุขแก่เขาสิ้นกาลนาน ดูก่อนนายคามณี บุรุษมีขวดน้ำ ใบ
คือ ขวดน้ำใบหนึ่งไม่มีช่อง ใส่น้ำไม่ได้ เจ้าของไม่ใช้ ใบหนึ่งไม่มีช่อง
ใส่น้ำได้ เจ้าของใช้ ใบหนึ่งมีช่อง ใส่น้ำได้ เจ้าของใช้ ดูก่อน
นายคามณี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษคนโน้นต้องการจะ
กรอกน้ำใส่ พึงกรอกน้ำใส่ในขวดไม่มีช่องใส่น้ำไม่ได้ เจ้าของไม่ใช้
หรือขวดน้ำไม่มีช่อง ใส่น้ำได้ เจ้าของใช้ หรือว่าขวดน้ำที่มีช่อง ใส่น้ำได้
เจ้าของใช้ก่อน.
คา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุรุษคนโน้นต้องการจะกรอกน้ำใส่
พึงกรอกน้ำใส่ในขวดน้ำไม่มีช่อง ใส่น้ำไม่ได้ เจ้าของไม่ใช้ แล้วพึงกรอก
น้ำใส่ในขวดน้ำไม่มีช่อง ใส่น้ำได้ เจ้าของใช้ แล้วพึงกรอกน้ำใส่ในขวด
น้ำมีช่อง ใส่น้ำได้ เจ้าของใช้บ้าง ไม่กรอกใส่บ้าง ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะที่สุดจักเป็นน้ำสำหรับล้างสิ่งของ.

195
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 196 (เล่ม 29)

[๖๐๖] พ. ดูก่อนนายคามณี ขวดน้ำไม่มีช่อง ใส่น้ำไม่ได้
เจ้าของไม่ใช้ฉันใด เราย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง
งานในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์
บริบูรณ์สิ้นเชิง แก่ภิกษุและภิกษุณีของเราเหล่านั้น ฉันนั้น ข้อนั้น
เพราะเหตุไร เพราะภิกษุและภิกษุณีเหล่านี้ มีเราเป็นที่พึ่ง มีเราเป็นที่เร้น
มีเราเป็นที่ต้านทาน มีเราเป็นสรณะอยู่ ดูก่อนนายคามณี ขวดน้ำไม่มีช่อง
ใส่น้ำได้ เจ้าของใช้ฉันใดเราย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามใน
ท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ
บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง แก่อุบาสกและอุบาสิกาของเราเหล่านั้น ( เป็น
ที่สอง ) ฉันนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะอุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้น มีเรา
เป็นที่พึ่ง มีเราเป็นที่เร้น มีเราเป็นที่ต้านทาน มีเราเป็นสรณะอยู่ ดูก่อน
นายคามณี ขวดน้ำมีช่อง ใส่น้ำได้ทั้งเจ้าของใช้ฉันใด เราย่อมแสดงธรรม
อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์
พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง แก่อัญเดียรถีย์ สมณะ
พราหมณ์ และปริพาชกของเราเหล่านั้น (ในที่สุด) ฉันนั้น ข้อนั้น
เพราะเหตุไร เพราะแม้ไฉนอัญเดียรถีย์ สมณะ พราหมณ์ และปริพาชก
จะพึงรู้ทั่วถึงธรรม นั้นแม้บทเดียว ความรู้นั้นก็พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข
แก่เขาสิ้นกาลนาน.
[๖๐๗] เมื่อผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว นายบ้านนามว่า
อสิพันธกบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรม

196
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 197 (เล่ม 29)

เทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมโดย
อเนกปริยาย ดุจหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทาง
หรือส่องไฟในที่มืดด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ได้ ฉันนั้น ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า กับทั้งพระธรรม
และภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงจำข้าพระองค์
ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
จบ เทศนาสูตรที่ ๗
อรรถกถาเทศนาสูตรที่ ๗
ในเทศนาสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ชงฺคลํ แปลว่า เป็นดินแข็งไม่อ่อน. บทว่า โอสรํ เป็น
ดินมีเกลือเกิดเอง (ดินเค็ม) บทว่า ปาปภูมิ แปลว่า เป็นพื้นดินเลว.
ในบทว่า มํทีปา เป็นต้น มีวินิจฉัยว่า ภิกษุและภิกษุณีเหล่านี้ ชื่อว่า
มํทีปา เพราะพวกเธอมีเรา (ตถาคต ) เป็นที่พึ่ง เป็นที่อาศัย. ชื่อว่า
มํเลณา เพราะพวกเธอมีเราเป็นที่เร้น เป็นที่พักอยู่. ชื่อว่า มํตาณา
เพราะพวกเธอมีเราเป็นที่ช่วย เป็นที่รักษา. ชื่อว่า มํสรณา เพราะ
พวกเธอมีเราเป็นสรณะ ทำภัยให้พินาศ. บทว่า วิหรนฺติ ความว่า
ทำเราให้เป็นที่พึ่งเป็นต้นอย่างนั้นอยู่. บทว่า โคภตฺตํปิ ความว่า เพราะ
ไม่มีผลาหารคือ ข้าวเปลือก จึงเกี่ยว ( ข้าวที่หว่านในนาเลว ) มัดเป็นฟ่อนๆ
เก็บไว้ โคทั้งหลายจักได้เคี้ยวกินในฤดูร้อน (แล้ง ). บทว่า อุทกมณิโก
ได้แก่ภาชนะพิเศษที่ได้ชื่ออย่างนั้น เพราะมีสายรัดขวดคาดไว้ที่ท้อง

197
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 198 (เล่ม 29)

บทว่า อหาริอปริหาริ ความว่า ใส่น้ำไม่ได้ นำน้ำไปไม่ได้ ขังน้ำไม่ได้.
ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการแสดงธรรมโดยเคารพ ด้วย
ประการฉะนี้. ความจริงการแสดงธรรมโดยไม่เคารพ ย่อมไม่มี
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ด้วยว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงมีความประพฤติ
เหมือนราชสีห์ ราชสีห์ เมื่อจับช้างพลายที่ตกมันก็ดี จับสัตว์เล็กๆ
กระต่ายและแมวเป็นต้นก็ดี ย่อมใช้ความเร็วเท่ากันทั้งนั้น ฉันใด
พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ฉันนั้น เมื่อทรงแสดงธรรมแก่ผู้ฟังคนเดียวก็ตาม
ทรงแสดงแก่ผู้ฟังสองคน มากคน แก่ภิกษุบริษัท ภิกษุณีบริษัท อุบาสก
บริษัทและอุบาสิกาบริษัทก็ตาม แก่พวกเดียรถีย์ก็ตาม ย่อมทรงแสดง
โดยเคารพทั้งนั้น. ทั้งบริษัท ก็มีศรัทธากำหนดใจฟัง ดังนั้นการแสดง
แก่บริษัทสี่เหล่านั้น จึงชื่อว่าแสดงโดยเคารพ.
จบ อรรถกถาเทศนาสูตรที่ ๗
๘. อสังขาสูตร
ว่าด้วยการฆ่าสัตว์ต้องไปอบายตกนรกเป็นต้น
[๖๐๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ปาวาริก-
อัมพวัน ใกล้เมืองนาฬันทา ครั้งนั้นแล นายบ้านนามว่าอสิพันธกบุตร
สาวกของนิครณถ์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มี-
พระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนนายคามณี นิครณฐนาฏบุตรแสดงธรรมแก่

198
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 199 (เล่ม 29)

พวกสาวกอย่างไร อสิพันธกบุตรทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นิครณฐ-
นาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวกอย่างนี้ว่า ผู้ที่ฆ่าสัตว์ต้องไปอบายตกนรก
ทั้งหมด ผู้ที่ลักทรัพย์ต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด ผู้ที่ประพฤติผิดในกาม
ต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด ผู้ที่พูดเท็จต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด กรรม
ใด ๆ มาก กรรมนั้น ๆ ย่อมนำบุคคลไปนิครณฐนาฏบุตรย่อมแสดงธรรม
แก่พวกสาวกอย่างนี้แล พระเจ้าข้า.
[๖๐๙] พ. ดูก่อนนายคามณี ก็นิครณฐนาฏบุตรแสดงธรรม
แก่พวกสาวกว่า กรรมใด ๆ มาก กรรมนั้น ๆ ย่อมนำบุคคลไป เมื่อเป็น
เช่นนั้น ใคร ๆ จักไม่ไปอบาย ตกนรก ตามคำของนิครณฐนาฏบุตร
ดูก่อนนายคามณี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษฆ่าสัตว์รวมทั้ง
สมัยและไม่ใช่สมัย ทั้งกลางคืนและกลางวัน สมัยที่เขาฆ่าสัตว์ หรือสมัย
ที่เขาไม่ฆ่าสัตว์ สมัยไหนมากกว่ากัน.
คา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุรุษฆ่าสัตว์รวมทั้งสมัย และมิใช่สมัย
ทั้งกลางคืนและกลางวัน สมัยที่เขาฆ่าสัตว์น้อยกว่า สมัยที่เขาไม่ได้ฆ่าสัตว์
มากกว่าพระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนนายคามณี ก็นิครณฐนาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวก
ว่า กรรมใด ๆ มาก กรรมนั้น ๆ ย่อมนำบุคคลนั้นไป เมื่อเป็นเช่นนั้น
ใคร ๆ จักไม่ไปอบาย ตกนรก ตามคำของนิครณฐนาฏบุตร.
[๖๑๐] ดูก่อนนายคามณี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
บุรุษลักทรัพย์รวมทั้งสมัยและมิใช่สมัย ทั้งกลางวันและกลางคืน สมัยที่
เขาลักทรัพย์ หรือสมัยที่เขาไม่ได้ลักทรัพย์ สมัยไหนมากกว่ากัน.

199
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 200 (เล่ม 29)

คา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญบุรุษลักทรัพย์รวมทั้งสมัยและมิใช่สมัย
ทั้งกลางคืนและกลางวัน สมัยที่เขาลักทรัพย์น้อยกว่า ส่วนสมัยที่เขามิได้
ลักทรัพย์มากกว่า พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนนายคามณี ก็นิครณฐนาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวก
ว่า กรรมใดๆ มาก กรรมนั้นๆ ย่อมนำบุคคลนั้นไป เมื่อเป็นเช่นนั้น
ใครๆ จักไม่ไปอบาย ตกนรก ตามคำของนิครณฐนาฏบุตร.
[๖๑๑] ดูก่อนนายคามณี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
บุรุษประพฤติผิดในกามรวมทั้งสมัยและมิใช่สมัย ทั้งกลางคืนและกลางวัน
สมัยที่เขาประพฤติผิดในกาม หรือ สมัยที่เขามิได้ประพฤติผิด ในกาม สมัย
ไหนมากกว่ากัน.
คา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุรุษประพฤติผิดในกามรวมทั้งสมัย
และมิใช่สมัย ทั้งกลางคืนและกลางวัน สมัยที่เขาประพฤติผิดในกามนั้น
น้อยกว่า ส่วนสมัยที่เขามิได้ประพฤติผิดในกามนั้นมากกว่า พระเจ้าข้า
พ. ดูก่อนนายคามณี ก็นิครณฐนาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวก
ว่า กรรมใด ๆ มาก กรรมนั้น. ๆ ย่อมนำบุคคลไป เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครๆ
จักไม่ไปอบาย ตกนรก ตามคำของนิครณฐนาฏบุตร.
[๖๑๒] ดูก่อนนายคามณี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
บุรุษพูดเท็จรวมทั้งสมัยและมิใช่สมัย ทั้งกลางคืนและกลางวัน สมัยที่เขา
พูดเท็จ หรือสมัยที่เขามิได้พูดเท็จ สมัยไหนมากกว่ากัน

200