ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 171 (เล่ม 29)

ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีได้พาเอาอเจลกัสสปเข้าไปหาภิกษุผู้เถระ
ถึงที่อยู่แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย อเจลกัสสปผู้นี้เคยเป็นสหาย
ของข้าพเจ้าเมื่อครั้งยังเป็นคฤหัสถ์ ขอพระเถระทั้งหลายจงให้อเจลกัสสป
ผู้นี้บรรพชาอุปสมบทเถิด ข้าพเจ้าจักบำรุงเธอด้วยจีวร บิณฑบาต เสนา-
สนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริกขาร. อเจลกัสสปได้บรรพชาอุปสมบทใน
พระธรรมวินัยแล้ว. ท่านพระอเจลกัสสปอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกออก
จากหมู่ อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจแน่วแน่กระทำให้แจ้ง
ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็น
บรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่รู้
ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่น
เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็แลท่านพระอเจลกัสสปได้เป็นพระอรหันต์
องค์หนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.
จบ อเจลสูตรที่ ๙
อรรถกถาอเจลสูตรที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในอเจลสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้.
บทว่า กีวจิรํ ปพฺพชิโต ความว่า เวลานานเท่าไร. บทว่า
อุตฺตริมนุสฺสธมฺโม คือ กุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่า มนุสสธรรม. ยิ่ง
กว่ามนุสสธรรมนั้นชื่อว่าอุตตริมนุสสธรรม. บทว่า อลมริยญาณทสฺสน-
วิเสโส ความว่า ญาณทัสสนวิเศษกล่าวคือ อลมริยธรรมเพราะสามารถ

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 172 (เล่ม 29)

เพื่อทำความเป็นอริยะ. บทว่า นคฺเคยฺย คือจากความเป็นคนเปลือย บทว่า
มุญฺเฑยฺย คือจากความเป็นคนโล้น. บทว่า วาฬนิปฺโปตนาย คือจาก
การปัดฝุ่น อธิบายว่า เมื่อเขานั่งที่พื้นดิน ก็แต่เพียงถือแซ่หางนกยูงเพื่อ
ปัดฝุ่นธุลีและทรายที่ติดอยู่ใกล้ที่นั่ง.
จบ อรรถกถาอเจลสูตรที่ ๙
๑๐. คิลานสูตร
ว่าด้วยพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ
[๕๘๓] ก็สมัยนั้นแล จิตตคฤหบดีป่วย เป็นทุกข์ มีไข้หนัก
ครั้งนั้นแล อารามเทวดา วนเทวดา รุกขเทวดา ( และ ) เทวดาที่สิงสถิต
อยู่ที่ต้นไม้เป็นยา หญ้าและพญาไม้ มาร่วมประชุมกันแล้วกล่าวกับจิตต
คฤหบดี ว่า ดูก่อนคฤหบดี ท่านจงปรารถนาว่า ขอให้เราเป็นพระเจ้า
จักรพรรดิราชในอนาคตเถิด. เมื่อพวกเทวดากล่าวอย่างนี้แล้ว จิตตคฤหบดี
จึงได้กล่าวกะเทวดาเหล่านั้นว่า แม้การเป็นเช่นนั้นก็เป็นของไม่เที่ยง ไม่
ยั่งยืน จำจะต้องละไป.
[๕๘๔] เมื่อจิตตคฤหบดีกล่าวอย่างนี้แล้ว พวกมิตรสหายญาติ
สาโลหิตของจิตตคฤหบดีได้กล่าวกะจิตตคฤหบดีว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุตร
นาย ท่านจงตั้งสติไว้ อย่าเพ้อไป.
จิตต. ฉันได้พูดอะไรออกไปบ้างหรือ ที่เป็นเหตุให้พวกท่าน
ทั้งหลายกล่าวกะฉันอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุตรนาย ท่านจงตั้งสติไว้
อย่าเพ้อไป.

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 173 (เล่ม 29)

มิตร. ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุตรนาย ท่านได้พูดอย่างนี้ว่า แม้การเป็น
เช่นนั้น ก็เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน จำจะต้องละไป.
จิตต. จริงอย่างนั้น อารามเทวดา วนเทวดา รุกขเทวดา (และ)
เทวดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้เป็นยา หญ้าและพญาไม้ ได้กล่าวกะเราอย่างนี้
ว่า ดูก่อนคฤหบดีท่านจงตั้งปรารถนาว่า ขอให้เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ-
ราชในอนาคตกาล ฉันจึงได้กล่าวกะเทวดาเหล่านั้นว่า แม้การเป็นเช่นนั้น
ก็เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน จำจะต้องละไป.
มิตร. ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุตรนาย ก็อารามเทวดา วนเทวดา รุกข
เทวดา (และ) เทวดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้เป็นยา หญ้าและพญาไม้เหล่านั้น
เห็นอำนาจประโยชน์อะไร จึงได้กล่าวว่า ดูก่อนคฤหบดี ท่านจงปรารถนา
ว่า ขอให้เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชในอนาคตเถิด.
จิตต. อารามเทวดา วนเทวดา รุกขเทวดา ( และ ) เทวดาที่
สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้เป็นยา หญ้าและพญาไม้เหล่านั้น มีความคิดอย่างนี้ว่า
จิตตคฤหบดีผู้นี้เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ถ้าเธอจักปรารถนาว่า ขอให้เรา
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชในอนาคตไซร้ การปรารถนาด้วยใจของเธอผู้
มีศีลนี้จักสำเร็จได้เพราะศีลบริสุทธิ์ ผู้ประกอบด้วยธรรมย่อมเพิ่มกำลังให้ผู้
ที่ประกอบด้วยธรรม อารามเทวดา วนเทวดา รุกขเทวดา ( และ ) เทวดา
ที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้เป็นยา หญ้าและพญาไม้เล่านั้น เห็นอำนาจประโยชน์
ดังกล่าวมานี้ จึงได้กล่าวว่า ดูก่อนคฤหบดี ท่านจงปรารถนาว่าขอให้เราได้
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชในอนาคตเถิด ฉันจึงได้กล่าวกะเทวดาเหล่านั้น
ว่า แม้การเป็นเช่นนั้นก็ เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน จำจะต้องละไป.

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 174 (เล่ม 29)

มิตร. ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุตรนาย ถ้าเช่นนั้น ขอท่านจงกล่าวสอน
พวกข้าพเจ้าบ้าง.
[๕๘๕] จิตต. ฉะนั้น พวกท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า พวกเรา
จักประกอบด้วยศรัทธาอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึง
พร้อมด้วยวิชชาและจรณะเสด็จไปดีแล้ว รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่
ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้
เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม พวกเราจักประกอบด้วยศรัทธาอันไม่
หวั่นไหวในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว อันผู้
ปฏิบัติ จะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียก ให้มาดู ควรน้อมเข้ามา
อันวิญญูชนจะพึงรู้เฉพาะตน พวกเราจักประกอบด้วยศรัทธาอันไม่หวั่นไหว
ในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว
ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติชอบ นี่คือคู่แห่งบุรุษ ๔ ได้แก่บุรุษ
บุคคล ๘ นี้คือ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ควรของคำนับ
เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรกระทำอัญชลี
เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งใหญ่ไปกว่า. อนึ่ง ไทยธรรมทุกชนิด
ในตระกูล จักเป็นของควรแบ่งกับท่านผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม พวกท่าน
พึงศึกษาอย่างนี้แล ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดี ครั้นแน่ะนำมิตรสหายญาติ
สาโลหิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และจาคะแล้ว
ได้กระทำกาละ.
จบ คิลานสูตรที่ ๑๐
จบ จิตตตหปติปุจฉา.

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 175 (เล่ม 29)

อรรถกถาคิลานสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในคิลานสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อารามเทวดา ความว่า พวกเทพยดา ผู้สิงอยู่ในสวนดอกไม้
และในสวนผลไม้. บทว่า วนเทวดา คือเทพยดาผู้สิงอยู่ในไพรสัณฑ์
บทว่า รุกฺขเทวดา ความว่า เวสสวัณเทวดา ในกาลแห่งพระเจ้ามัตตราช
พวกเทพดา ผู้สิงอยู่ในต้นไม้เหล่านั้นอย่างนี้ บทว่า โอสธิติณวนปฺปติ
ความว่า พวกเทพดา ผู้สิงอยู่บนต้นสมอไทยและมะขามป้อมเป็นต้น
บนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้องเป็นต้น และบนต้นไม้เจ้าป่า บทว่า
สงฺคมฺม คือประชุมพร้อมกันแล้ว. บทว่า สมาคมฺม คือมาพร้อมกัน
แล้วแต่ที่นั้น ๆ บทว่า ปณิเธหิ ความว่า ท่านจงตั้งด้วยสามารถความ
ปรารถนา บทว่า อิชฺฌิสฺสติ สีลวโต เจโตปณิธิ ความว่า ความ
ปรารถนาแห่งจิต จักสำเร็จ แก่เธอผู้มีศีล. บทว่า ธมฺมิโก ผู้ประกอบ
ด้วยกุศลธรรม ๑๐ คือไม่ถึงอคติ. บทว่า ธมฺมราชา เป็นไว้พจน์ของ
บทว่า ธมฺมิโก นั่นแหละ. อนึ่ง ชื่อว่า ธรรมราชา เพราะราชสมบัติ
อันพระองค์ทรงได้แล้ว โดยธรรม. บทว่า ตสฺมา ความว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็น
บุตรนายถ้าอย่างนั้น ขอท่านทั้งหลาย จงกล่าวสอนพวกข้าพเจ้า ด้วยโอวาท
เป็นต้นเถิด. บทว่า อปฺปฏิวิภตฺตํ ความว่า ไทยธรรมอันแบ่งกันแล้วอย่าง
ี้ว่า พวกเราจักถวายสิ่งนี้แก่พวกภิกษุ เราจักบริโภคสิ่งนี้ด้วยตนดังนี้
จักเป็นของทั่งไป กับด้วยพวกภิกษุด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาคิลานสูตรที่ ๑๐
จบ อรรถกถาจิตตคหปติปุจฉาสังยุต

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 176 (เล่ม 29)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สังโยชนสูตร ๒. ปฐมอิสิทัตตสูตร ๓. ทุติยอิสิทัตตสูตร
๔ มหกสูตร ๕. ปฐมกามภูสูตร ๖. ทุติยกามภูสูตร ๗. โคทัตตสูตร
๘. นิคัณฐสูตร ๙. อเจลสูตร ๑๐. คิลานสูตร.

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 177 (เล่ม 29)

๘. คามณิสังยุต
๑. จัณฑสูตร
ว่าด้วยคนดุและคนสงบเสงี่ยม
[๕๘๖] ครั้งนั้นแล นายจัณฑคามณีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอ เป็นเหตุเป็น
ปัจจัยทำให้บุคคลบางคนในโลกนี้ ถึงความนับว่า เป็นคนดุ เป็นคนดุ
ก็อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้บุคคลบางคนในโลกนี้ถึงความนับ
เป็นคนสงบเสงี่ยม เป็นคนสงบเสงี่ยม. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ดูก่อนนายคามณี คนบางคนในโลกนี้ยังละราคะไม่ได้ เพราะเป็นผู้ยังละ
ราคะไม่ได้ คนอื่นจึงยั่วให้โกรธ คนที่ยังละราคะไม่ได้เมื่อถูกคนอื่นยั่ว
ให้โกรธ ย่อมแสดงความโกรธให้ปรากฏ ผู้นั้นจึงนับได้ว่าเป็นคนดุ. คน
บางคนในโลกนี้ยังละโทสะไม่ได้ เพราะเป็นผู้ยังละโทสะไม่ได้ คนอื่นจึง
ยั่วให้โกรธ คนที่ยังละโทสะไม่ได้เมื่อถูกคนอื่นยั่วให้โกรธ ย่อมแสดง
ความโกรธให้ปรากฏ ผู้นั้นจึงนับได้ว่าเป็นคนดุ. คนบางคนในโลกนี้ยังละ
โมหะไม่ได้ เพราะเป็นผู้ยังละโมหะไม่ได้ คนอื่นจึงยั่วให้โกรธ คนที่ยัง
ละโมหะไม่ได้ ถูกคนอื่นยั่วให้โกรธย่อมแสดงความโกรธให้ปรากฏ ผู้นั้น
จึงนับได้ว่าเป็นคนดุ ดูก่อนนายคามณี นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้คน
บางคนในโลกนี้ถึงความนับว่าเป็นคนดุ เป็นคนดุดังนี้.

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 178 (เล่ม 29)

[๕๘๗] ดูก่อนนายคามณี อนึ่ง คนบางคนในโลกนี้ละราคะได้
แล้ว เพราะเป็นผู้ละราคะได้ คนอื่นยั่วก็ไม่โกรธ คนที่ละราคะได้แล้ว
ถูกคนอื่นยั่วให้โกรธก็ไม่แสดงความโกรธให้ปรากฏ ผู้นั้นจึงนับได้ว่า เป็น
คนสงบเสงี่ยม. คนบางคนในโลกนี้ละโทสะได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละโทสะ
ได้ คนอื่นยั่วก็ไม่โกรธ คนที่ละโทสะได้แล้วถูกคนอื่นยั่วให้โกรธ ก็ไม่
แสดงความโกรธ ให้ปรากฏ ผู้นั้นจึงนับได้ว่า เป็นคนสงบเสงี่ยม คนบางคน
ในโลกนี้ละโมหะได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละโมหะได้ คนอื่นยั่วไม่ได้
คนที่ละโมหะได้แล้วถูกคนอื่นยั่วให้โกรธ ก็ไม่แสดงความโกรธปรากฏ
ผู้นั้นจึงนับได้ว่า เป็นคนสงบเสงี่ยม. ดูก่อนนายคามณี นี้เป็นเหตุเป็น
ปัจจัยทำให้คนบางคนในโลกนี้ถึงความนับว่า เป็นคนสงบเสงี่ยม เป็นต้น
สงบเสงี่ยมดังนี้.
[๕๘๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว นายจัณฑคามณี
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรมเทศหา
ของพระองค์ แจ่มแจ้งยิ่งนัก พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งยิ่งนัก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนง่าย
ของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกหนทางให้แก่คนหลงทาง หรือตามประทีป
ในที่มืดด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์
ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก
ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
จบ จัณฑสูตรที่ ๑

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 179 (เล่ม 29)

อรรถกถาคามณิสังยุต
อรรถกถาจัณฑสูตรที่ ๑
คามณิสังยุตจัณฑสูตรที่ ๑ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า จณฺโฑ คามณี ความว่า นายบ้านคนหนึ่ง ที่พระธรรม
สังคาหกเถระ เรียกชื่อว่า จัณฑะ. ด้วยบทว่า ปาตุกโรติ ท่านแสดงว่า
เขาทะเลาะก็ทะเลาะตอบ เขาด่าก็ด่าตอบ เขาประหารก็ประหารตอบ
ชื่อว่าทำให้ปรากฏ. ด้วยบทว่า น ปาตุกโรติ ท่านแสดงว่า แม้ถูกด่า
ก็ไม่ทำตัวเป็นข้าศึกอะไร ๆ.
จบ อรรถกถาจัณฑสูตรที่ ๑
๒. ตาลปุตตสูตร
ว่าด้วยปัญหาของนักเต้นรำชื่อว่าตาลบุตร
[๕๘๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร
เวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้กรุงราชคฤห์. ครั้งนั้น พ่อบ้านนักเต้นรำ
นามว่า ตาลบุตร เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เคยได้ยินคำของ
นักเต้นรำ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์ก่อน ๆ กล่าวว่า นักเต้นรำคนใด
ทำให้คนหัวเราะ รื่นเริง ด้วยคำจริงบ้าง ทำเท็จบ้าง กลางสถานเต้นรำ
กลางสถานมหรสพ ผู้นั้นเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหาย

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 180 (เล่ม 29)

แห่งเทวดาผู้ร่าเริง ในข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างไร. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสว่า อย่าเลยนายคามณี ขอพักข้อนี้เสียเถิด ท่านอย่าถามข้อนี้
กะเราเลย.
[๕๙๐] แม้ครั้งที่ ๒ . . . . แม้ครั้งที่ ๓ พ่อบ้านนักเต้นรำนามว่า
ตาลบุตร ก็ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระ-
องค์เคยได้ยินคำของนักเต้นรำ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์ก่อน ๆ กล่าวว่า
นักเต้นรำคนใดทำให้คนหัวเราะ รื่นเริง ด้วยคำจริงบ้าง คำเท็จบ้าง
ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ ผู้นั้นเมื่อแตกกาย
ตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาผู้ร่าเริง ในข้อนี้พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสอย่างไร.
[๕๙๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนนายคามณี เราห้าม
ท่านไม่ได้แล้วว่า อย่าเลยนายคามณี ขอพักข้อนี้เสียเถิด ท่านอย่าถาม
ข้อนี้กะเราเลย แต่เราจักพยากรณ์ให้ท่าน ดูก่อนนายคามณี เมื่อก่อนสัตว์
ทั้งหลายยังไม่ปราศจากราคะ อันกิเลสเครื่องผูกคือราคะผูกไว้ นักเต้นรำ
รวบรวมเข้าไว้ซึ่งธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในท่ามกลางสถาน
เต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ แก่สัตว์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น. เมื่อก่อน
สัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากโทสะ อันกิเลสเครื่องผูกคือโทสะผูกไว้ นัก-
เต้นรำรวบรวมเข้าไว้ซึ่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ในท่ามกลางสถานเต้นรำ
ในท่ามกลางสถานมหรสพ แก่สัตว์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น. เมื่อก่อนสัตว์
ทั้งหลายยังไม่ปราศจากโมหะ อันกิเลสเครื่องผูกคือโมหะผูกไว้ นักเต้นรำ
ย่อมรวบรวมไว้ซึ่งธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ในท่ามกลางสถานเต้นรำ

180