พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 358 (เล่ม 28)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลคว้านฆานินทรีย์ด้วยมีดตัดเล็บอันคม
ไฟติดลุกโพลงแล้ว ยังดีกว่า การถือนิมิตโดยอนุพยัญชนะในกลิ่นอัน
ฆานวิญญาณพึงรู้แจ้ง จะดีอะไร วิญญาณอันตะกรามด้วยความยินดีใน
นิมิต หรือตะกรามด้วยความยินดีในอนุพยัญชนะเมื่อตั้งอยู่ก็พึงตั้งอยู่ได้
ถ้าบุคคลพึงทำกาลกิริยาเสียในสมัยนั้นไซร้ ข้อที่บุคคลจะพึงเข้าถึงคติ
๒ อย่าง คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นฐานะ
ที่จะมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราเห็นโทษอันนี้ จึงได้กล่าวอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเฉือนชิวหินทรีย์ด้วยมีดโกนอันคม
ไฟติดลุกโพลงแล้ว ยังดีกว่า การถือนิมิตโดยอนุพยัญชนะในรส อันชิวหา
วิญญาณพึงรู้แจ้ง จะดีอะไร วิญญาณอันตะกรามด้วยความยินดีในนิมิต
หรือตะกรามด้วยความยินดีในอนุพยัญชนะเมื่อตั้งอยู่ก็พึงตั้งอยู่ได้ ถ้าบุคคล
พึงทำกาลกิริยาเสียในสมัยนั้นไซร้ ข้อที่บุคคลจะพึงเข้าถึงคติ ๒ อย่าง คือ
นรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นฐานะที่จะมีได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเห็นโทษอันนี้ จึงได้กล่าวอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลแทงกาอินทรีย์ด้วยหอกอันคม ไฟติด
ลุกโพลงแล้ว ยังดีกว่า การถือนิมิตโดยอนุพยัญชนะในโผฏฐัพพะ อัน-
กายวิญญาณพึงรู้แจ้ง จะดีอะไร วิญญาณอันตะกรามด้วยความยินดีในนิมิต
หรือตะกรามด้วยความยินดีในอนุพยัญชนะเมื่อตั้งอยู่ก็พึงตั้งอยู่ได้ ถ้าบุคคล
ทำกาลกิริยาในสมัยนั้นไซร้ ข้อที่บุคคลจะพึงเข้าถึงคติ ๒ อย่าง คือ นรก
หรือกำเนิดสัตว์เดียรฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ขึ้นฐานะที่จะมีได้ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เราเห็นโทษอันนี้ จึงได้กล่าวอย่างนี้.

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 359 (เล่ม 28)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความหลับยังดีกว่า แต่เรากล่าวความหลับว่า
เป็นหมันไร้ผล เป็นความงมงาย ของคนที่เป็นอยู่ ตนลุอำนาจของวิตก
เช่นใดแล้ว พึงทำลายหมู่ให้แตกกันได้ ก็ไม่ควรตรึกถึงวิตกเช่นนั้นเลย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเห็นความเป็นหมันอันนี้แลว่าเป็นอาทีนพของคน
ที่เป็นอยู่ จึงกล่าวอย่างนี้.
[๓๐๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว
ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า จักขุนทรีย์ที่บุคคลแทงด้วยหลาวเหล็กอันร้อน
ไฟติดลุกโพลงแล้ว จงพักไว้ก่อน ผิฉะนั้น เราจะทำไว้ในใจอย่างนี้ว่า
จักษุไม่เที่ยง รูปไม่เที่ยง จักษุวิญญาณไม่เที่ยง จักษุสัมผัสไม่เที่ยง แม้
สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส
เป็นปัจจัยไม่เที่ยง โสตินทรีย์ที่บุคคลเกี่ยวด้วยขอเหล็กอันคม ไฟติดลุก
โพลงแล้ว จงพักไว้ก่อน ผิฉะนั้น เราจะทำไว้ในใจอย่างนี้ว่า โสตไม่เที่ยง
สัททะเสียงไม่เที่ยง โสตวิญญาณไม่เที่ยง โสตสัมผัสไม่เที่ยง แม้สุขเวทนา
ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย
ไม่เที่ยง ฆานินทรีย์ที่บุคคลคว้านด้วยมีดตัดเล็บอันคม ไฟติดลุกโพลงแล้ว
จงพักไว้ก่อน ผิฉะนั้น เราจะทำไว้ในใจอย่างนี้ว่า ฆานะจมูกไม่เที่ยง
คันธะกลิ่นไม่เที่ยง ฆานวิญญาณไม่เที่ยง ฆานสัมผัสไม่เที่ยง แม้สุขเวทนา
เวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัยก็
ไม่เที่ยง ชิวหินทรีย์ที่บุคคลเฉือนด้วยมีดโกนอันคม ไฟติดลุกโพลงแล้ว
จงพักไว้ก่อน ผิฉะนั้น เราจะทำไว้ในใจอย่างนี้ว่า ชิวหาลิ้นไม่เที่ยง
รสไม่เที่ยง ชิวหาวิญญาณไม่เที่ยง ชิวหาสัมผัสไม่เที่ยง แม้สุขเวทนา

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 360 (เล่ม 28)

ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย
ก็ไม่เที่ยง กายินทรีย์ที่บุคคลแทงด้วยหอกอันคม ไฟติดลุกโพลงแล้ว
จงพักไว้ก่อน ผิฉะนั้น เราจะทำไว้ในใจอย่างนี้ว่า กายไม่เที่ยง โผฏฐัพพะ
ไม่เที่ยง กายวิญญาณไม่เที่ยง กายสัมผัสไม่เที่ยง แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา
หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัยก็ไม่เที่ยง ความ
หลับจงพักไว้ก่อน ผิฉะนั้น เราจะทำไว้ในใจอย่างนี้ว่า มนะใจไม่เที่ยง
ธรรมารมณ์ไม่เที่ยง มโนวิญญาณไม่เที่ยง มโนสัมผัสไม่เที่ยง สุขเวทนา
ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย
ไม่เที่ยง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ แม้ในรูป แม้ในจักษุวิญญาณ แม้ในจักษุสัมผัส
แม้ในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ
จักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ แม้ในธรรมารมณ์
แม้ในมโนวิญญาณ แม้ในมโนสัมผัส แม้ในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ
อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เมือเบื่อหน่าย
ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว
ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่
จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเรียกว่าอาทิตตปริยาย และธรรมปริยายฉะนี้แล
จบ อาทิตตปริยายสูตรที่ ๘

360
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 361 (เล่ม 28)

อรรถกถาอาทิตตปริยายสูตรที่ ๘
ในอาทิตตปริยายสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อนุพฺยญฺชโส นิมิตฺตคฺคาโห ความว่า ถือเอาโดยนิมิต
โดยแยกถือเป็นส่วน ๆ อย่างนี้ว่า มืองาม เท้างาม ดังนี้. ก็บทว่า
นิมิตฺตคฺคาโห ได้แก่ รวมถือเอา. บทว่า อนุพฺยญฺชคฺคาโห ได้แก่
แยกถือเอา. การถือเอาโดยนิมิต ก็เช่นเดียวกับร่างจระเข้ ย่อถือเอาทั้งหมด
ทีเดียว. การถือเอาโดยอนุพยัญชนะแยกถือเอาส่วนนั้น ๆ บรรดาส่วน
ทั้งหลายมีมือและเท้าเป็นต้น. ก็การถือเอานิมิตทั้ง ๒ อย่างนี้ ย่อมได้แม้ใน
ชวนะวาระเดียว. ในชาวนะวาระต่าง ๆ ไม่จำต้องกล่าวถึง.
บทว่า นิมิตฺตสฺสาเทคธิตํ ได้แก่ เจริญ คือ ติดพันด้วยความ
ยินดีในนิมิต. บทว่า วิญฺญาณํ ได้แก่ กรรมวิญญาณ. บทว่า ตสฺมึ
เจ สมเย กาลํ กเรยฺย ความว่า ใคร ๆ ที่ชื่อว่า กำลังกระทำกาละ
ด้วยจิตอันเศร้าหมอง มีอยู่หามิได้. ด้วยว่าสัตว์ทั้งปวง ย่อมทำกาละ
ด้วยภวังคจิตเท่านั้น. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงภัยแห่งกิเลส จึง
ตรัสอย่างนั้น. อนึ่ง พระองค์ตรัสอย่างนั้น ด้วยอำนาจแห่งสมัย. จริงอยู่
เมื่ออารมณ์ มาปรากฏในจักขุทวาร ราคจิตจิตที่กำหนัด ทุฏฐจิตจิตขัดเคือง
หรือมุฬหจิตจิตที่ลุ่มหลง ย่อมเสวยรสแห่งอารมณ์หยั่งลงสู่ภวังคจิตอยู่ใน
ภวังคจิตแล้ว ย่อมกระทำกาลกิริยา. ในสมัยนั้น บุคคลผู้ทำกาละ พึงหวัง
คติเป็นสอง. คำนั้น ตรัสด้วยอำนาจสมัยอันนี้.

361
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 362 (เล่ม 28)

บทว่า อิมํ ขฺวาหํ ภิกฺขเว อาทีนวํ ความว่า เราพิจารณาเห็น
ทุกข์อันสัตว์พึงเสวยในนรก หลายแสนปีนี้ จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า เรา
ประสงค์เอาการใช้ซี่เหล็กอันร้อนทะลวงนัยน์ตา. พึงทราบอรรถในบททั้ง-
ปวงโดยนัยนี้. บทว่า อโยสํกุนา ได้แก่ หลาวเหล็ก. บทว่า สมฺปลิมฏฺฐํ
ความว่า โสตินทรีย์ ชื่อว่า อันภิกษุยอนแล้ว ด้วยอำนาจแทงช่องหูทั้ง ๒
แล้วดอกลงที่แผ่นดิน.
ในวารที่ ๓ (ฆานินทรีย์) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. บทว่า สมฺปลิมฏฺฐํ
( ฆ่านินทรีย์ ) อันภิกษุคว้านแล้ว โดยสอดมีดตัดเล็บเข้าไปแล้วงัดขึ้นให้
หลุดตกไปพร้อมด้วยตั้งจมูก.
ในวาระที่ ๔ (ชิวหินทรีย์) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. บทว่า สมฺปลิมฏฺฐํ
ความว่า (ชิวหินทรีย์) อันภิกษุตัดแล้ว โดยตัดโคนลิ้นที่ต่อให้ตกไป.
ในวาระที่ ๕ (กายินทรีย์) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. บทว่า สมฺปลิมฏฺฐํ
ความว่า ( กายินทรีย์ ) อันภิกษุแทงแล้ว โดยใช้มีดอันคมกริบชำแหละ
กายประสาทขึ้นแล้วให้ตกไป. ในบทว่า สตฺติยา นี้ บัณฑิต พึงทราบว่า
มีดมีด้ามเล่มใหญ่. บทว่า โสตฺตํ ได้แก่ นอนหลับ. ด้วยบทว่า ยถารูปานํ
วิตกฺกานํ วสงฺคโต สงฺฆํ ภินฺเทยฺย ผู้ลุอำนาจวิตกเห็นปานใด พึงทำลาย
สงฆ์ นี้ พระองค์ทรงแสดงว่าวิตกทั้งหลาย นำมาซึ่งบาปกรรมตลอดจน
ถึงสังฆเภท. คำที่เหลือในพระสูตรนี้ง่ายทั้งนั้น.
จบ อรรถกถาอาทิตตปริยายสูตรที่ ๘

362
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 363 (เล่ม 28)

๙. ปฐมหัตถปาทปัพพสูตร
ว่าด้วยข้อมือข้อเท้าเปรียบเทียบกับอายตนะ
[๓๐๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อมือทั้ง ๒ มีอยู่ การจับและ
การวางก็ปรากฏ เมื่อเท้าทั้ง ๒ มีอยู่ การก้าวไปและถอยกลับก็ปรากฏ
เมื่อข้อทั้งหลายมีอยู่ การคู้เข้าและเหยียดออกก็ปรากฏ เมื่อท้องมีอยู่
ความหิวและความระหายก็ปรากฏ ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อจักษุมีอยู่
สุขและทุกข์อันเป็นกายในย่อมเกิดขึ้น เพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ
เมื่อใจมีอยู่ สุขและทุกข์อันเป็นภายในย่อมเกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัส
เป็นปัจจัย ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๓๐๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อมือทั้ง ๒ ไม่มี การจับและ
การวางก็ไม่ปรากฏ เมื่อเท้าทั้ง ๒ ไม่มี การก้าวไปและถอยกลับก็ไม่ปรากฏ
เมื่อข้อทั้งหลายไม่มี การคู้เข้าและเหยียดออกก็ไม่ปรากฏ เมื่อท้องไม่มี
ความหิวและความระหายก็ไม่ปรากฏ ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อ
จักษุไม่มี สุขและทุกข์อันเป็นภายในย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะจักษุสัมผัสเป็น
ปัจจัย ฯลฯ เมื่อใจไม่มี สุขและทุกข์อันเป็นภายในย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะ
มโนสัมผัสเป็นปัจจัย ฉันนั้นเหมือนกัน.
จบ ปฐมหัตถปาทปัพพสูตรที่ ๙
อรรถกถาปฐมหัตถปาทปัพพสูตรที่ ๙
ในปฐมหัตถปาทปัพพสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า หตฺเถสุ ภิกฺขเว สติ ความว่า เมื่อมือมีอยู่.
จบ อรรถกถาปฐมหัตถปาทปัพพสูตรที่ ๙

363
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 364 (เล่ม 28)

๑๐. ทุติยหัตถปาทปัพพสูตร
ว่าด้วยการเปรียบเทียบอายตนะกับข้อมือข้อเท้า
[๓๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อมือทั้ง ๒ มี การจับและการวาง
ก็มี เมื่อเท้าทั้ง ๒ มี การก้าวไปและถอยกลับก็มี เมื่อข้อทั้งหลายมี
การคู้เข้าและเหยียดออกก็มี เมื่อท้องมี ความหิวและความระหายก็ ฉันใด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อจักษุมีอยู่ สุขและทุกข์อันเป็นภายในย่อมเกิดขึ้น
เพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ เมื่อใจมีอยู่ สุขและทุกข์อันเป็นภายใน
ย่อมเกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๓๐๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อมือทั้ง ๒ ไม่มี การจับและ
การวางก็ไม่มี เมื่อเท้าทั้ง ๒ ไม่มี การก้าวไปและถอยกลับก็ไม่มี เมื่อข้อ
ทั้งหลายไม่มี การคู้เข้าและเหยียดออกก็ไม่มี เมื่อท้องไม่มี - ความหิว
และความระหายก็ ไม่มี ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อจักษุไม่มี สุขและ
ทุกข์อันเป็นภายในไม่เกิดขึ้น เพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ เมื่อใจไม่มี
สุขและทุกข์อันเป็นภายในก็ไม่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ฉันนั้น
เหมือนกัน.
จบ ทุติยหัตถปาทปัพพสูตรที่ ๑๐
สมุททวรรคที่ ๓

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 365 (เล่ม 28)

อรรถกถาทุติยหัตถปาทปัพพสูตรที่ ๑๐
ในทุติยหัตถปาทปัพพสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
เมื่อตรัสว่า น โหติ จึงได้ตรัสด้วยอัธยาศัยของผู้จะตรัสรู้. ก็ใน
สูตรทั้ง ๒ นี้ พระองค์ทรงแสดงเฉพาะสุขทุกข์อันเป็นวิบาก แล้วจึง
ทรงแสดงวัฏฏะและวิวัฏฏะแล.
จบ อรรถกถาทุติยหัตถปาทปัพพสูตรที่ ๑๐
จบ อรรถกถาสมุททวรรคที่ ๓
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สมุททสูตรที่ ๑ ๒. สมุททสูตรที่ ๒ ๓. พาลิสิกสูตร
๔. ขีรรุกขสูตร ๕. โกฏฐิกสูตร ๖. กามภูสูตร ๗. อุทายีสูตร
๘. อาทิตตปริยายสูตร ๙. หัตถปาทปัพพสูตรที่ ๑ ๑๐. หัตถปาทปัพพ-
สูตรที่ ๒

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 366 (เล่ม 28)

อาสีวิสวรรคที่ ๔
๑. อาสีวิสสูตร
ว่าด้วยอสรพิษ ๔ จำพวก
[๓๐๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า มี
อสรพิษ ๔ จำพวก มีเดชกล้าพิษร้าย ถ้ามีบุรุษรักชีวิต ผู้ไม่อยากตาย
รักสุข เกลียดทุกข์ มา ชนทั้งหลายพึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า ท่านบุรุษ
อสรพิษ ๔ จำพวกนี้ มีเดชกล้าพิษร้าย ท่านพึงปลุกให้ลุกตามเวลา ให้
อาบน้ำตามเวลา ให้กินอาหารตามเวลา ให้เข้าสู่ที่อยู่ตามเวลา เวลาใด
อสรพิษทั้ง ๔ จำพวกนี้ ตัวใดตัวหนึ่งโกรธขึ้น เวลานั้น ท่านก็จะพึงถึง
ความตาย หรือถึงทุกข์ปางตาย กิจใดที่ท่านควรทำ ก็จงทำกิจนั้นเสีย.
[๓๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น บุรุษนั้นกลัวอสรพิษทั้ง ๔
จำพวกนั้น จึงหนีไปในที่อื่น ชนทั้งหลายพึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า ท่าน
บุรุษ มีเพชฌฆาตผู้เป็นข้าศึกอยู่ ๕ คน ได้ติดตามท่านมา พบท่านในที่ใด
ก็จะฆ่าท่านเสีย ในที่นั้น กิจใดที่ท่านควรทำ ก็จงทำกิจนั้นเสีย
[๓๑๑] ครั้งนั้น บุรุษนั้นกลัวอสรพิษทั้ง ๔ จำพวก และกลัว
เพชฌฆาตผู้เป็นข้าศึกทั้ง ๕ คนนั้น จึงหนีไปในที่อื่น ชนทั้งหลายพึงกล่าว
กะเขาอย่างนี้ว่า ท่านบุรุษ มีเพชฌฆาตคนที่ ๖ ซึ่งเที่ยวไปในอากาศ
เงื้อดาบติดตามท่านมา พบท่านในที่ใด ก็จะตัดศีรษะของท่านเสียในที่นั้น
กิจใดที่ท่านควรทำ ก็จงทำกิจนั้นเสีย.

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 367 (เล่ม 28)

[๓๑๒] ครั้งนั้น บุรุษนั้นกลัวอสรพิษทั้ง ๔ จำพวก ซึ่งมีเดชกล้า
กลัวเพชฌฆาตผู้เป็นข้าศึกทั้ง ๕ และกลัวเพชฌฆาตคนที่ ๖ ซึ่งเที่ยวไป
ในอากาศ เงื้อดาบอยู่ จึงหนีไปในที่อื่น เขาพบบ้านร้างเข้า จึงเข้าไปยัง
เรือนร้างว่างเปล่าหลังหนึ่ง ลูบคลำภาชนะว่างเปล่าชนิดหนึ่ง ชนทั้งหลาย
พึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า ท่านบุรุษ มีโจรทั้งหลายคอยฆ่าชาวบ้าน เข้ามา
บ้านร้างนี้เสมอ กิจใดที่ท่านควรทำ ก็จงทำกิจนั้นเสีย.
[๓๑๓] ครั้งนั้น บุรุษนั้นกลัวอสรพิษทั้ง ๔ กลัวเพชฌฆาตทั้ง ๕
กลัวเพชฌฆาตคนที่ ๖ และกลัวโจรผู้คอยฆ่าชาวบ้าน จึงหนีไปในที่อื่น
เขาไปพบห้วงน้ำใหญ่แห่งหนึ่ง ฝั่งข้างนี้น่ารังเกียจ มีภัยอันตราย ฝั่งข้าง
โน้นเป็นที่เกษมปลอดภัย เรือแพ หรือสะพานที่จะข้ามไปฝั่งโน้นไม่มี.
[๓๑๔] ครั้งนั้น บุรุษนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ห้วงน้ำนี้ใหญ่นัก
ฝั่งข้างนี้เป็นที่น่ารังเกียจ มีภัยอันตราย ฝั่งข้างโน้นเป็นที่เกษมปลอดภัย
เรือแพ หรือสะพานที่จะข้ามไปฝั่งโน้นก็ไม่มี ผิฉะนั้น เราควรจะมัดหญ้า
ไม่ กิ่งไม้และใบไม้ ผูกเป็นแพ เกาะแพนั้น พยายามไปด้วยมือและด้วย
เท้า ก็พึงถึงฝั่งโน้นได้โดยความสวัสดี ครั้นแล้ว บุรุษนั้นทำตามความคิด
อย่างนั้น ก็ข้ามฟากถึงฝั่งข้างโน้นแล้ว ขึ้นบกไปเป็นพราหมณ์.
ว่าด้วยอสรพิษ ๔ เป็นชื่อของมหาภูตรูป ๔
[๓๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออุปมานี้ เราทำขึ้นเพื่อจะให้เข้าใจ
เนื้อความโดยง่าย ในข้อนั้นมีเนื้อความดังนี้ คำว่า อสรพิษที่มีเดชกล้า
ทั้ง ๔ จำพวกนั้น เป็นชื่อแห่งมหาภูตรูป ๔ คือ ธาตุดิน ราตุน้ำ ธาตุไฟ

367