ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 28 (เล่ม 28)

อรรถกถาปฐมปหานสูตรที่ ๒
ในปฐมปหานสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ .
บทว่า สพฺพํ ปหาย แปลว่า ละซึ่งสิ่งทั้งปวง. บทว่า จกฺขุ-
สมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชาติ เวทยิตํ ได้แก่เวทนาที่สัมปยุตด้วยสัมปฏิจ-
ฉันนะ สันตีรณะ โวฏฐัพพนะและชวนะ ที่เกิดขึ้นเพราะกระทำสห-
ชาตธรรมที่มีจักษุสัมผัสเป็นมูลให้เป็นปัจจัย แต่ธรรมที่สัมปยุตด้วยจักษุ-
ิวิญญาณไม่จำต้องกล่าวถึงเลย. แม้ในธรรมที่มีเวทนาเป็นปัจจัยมีโสตทวาร
เป็นต้นเป็นอาทิ ก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็ในที่นี้ บทว่า มโน ได้แก่ภวังคจิต.
บทว่า ธมฺมา ได้แก่อารมณ์. บทว่า มโนวิญฺญาณํ ได้แก่ชวนจิตที่
เกิดพร้อมกับอาวัชชนจิต. บทว่า มโนสมฺผสฺโส ได้แก่ผัสสะที่เกิด
พร้อมกับภวังคจิต. บทว่า เวทยิตํ ได้แก่เวทนาที่เกิดพร้อมกับชวนจิต.
แม้เวทนาที่เกิดพร้อมกับภวังคจิต ก็ย่อมเป็นไปพร้อมกับอาวัชชนจิต
เหมือนกัน. แต่ในที่นี้ เทศนาที่เป็นคำสอนต่อเนื่องกันชื่อว่า บัญญัติ.
จบ อรรถกถาปฐมปหานสูตรที่ ๒
๓. ทุติยปหานสูตร
ว่าด้วยทรงแสดงธรรมเพื่อละสิ่งทั้งปวง
[ ๒๖ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเพื่อรู้ยิ่งกำหนด
รู้แล้วละสิ่งทั้งปวง แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ธรรมสำหรับรู้ยิ่งกำหนดรู้แล้วละเสียซึ่งสิ่งทั้งปวงเป็นไฉน.
จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่งกำหนดรู้แล้วละเสีย

28
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 29 (เล่ม 28)

แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดเพราะจักษุสัมผัส
เป็นปัจจัย ก็เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้แล้วละเสีย ฯลฯ ใจ
ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้
แล้วละเสีย แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น
เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ก็เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้แล้วละเสีย
นี้เป็นธรรมสำหรับรู้ยิ่ง กำหนดรู้แล้วละสิ่งทั้งปวงเสีย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อันนี้แล เป็นธรรมสำหรับรู้ยิ่ง กำหนดรู้แล้วละสิ่งทั้งปวง.
จบ ทุติยปหานสูตรที่ ๓
อรรถกถาทุติยปหานสูตรที่ ๓
ในทุติยปหานสูตรที่ ๓ นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
บทว่า สพฺพํ อภิญฺญา ปริญฺญา ปหานาย ได้แก่เพื่อรู้ยิ่ง
กำหนดรู้แล้วละสิ่งทั้งปวง. บทว่า อภิญฺญา ปรริญฺญา ปหาตพฺพํ ได้แก่
รู้ยิ่งกำหนดรู้แล้วละเสีย. บทที่เหลือพึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล.
จบ อรรถกถาทุติยปหานสูตรที่ ๓
๔. ปฐมปริชานสูตร
ว่าด้วยผู้ยังไม่รู้ยิ่งย่องละสิ่งทั้งปวงไม่ได้
[๒๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่ยังไม่รู้ยิ่ง ยังไม่กำหนดรู้ ยังไม่
คลายกำหนัด ยังละไม่ได้ซึ่งสิ่งทั้งปวง ยังไม่เป็นผู้ควรสิ้นทุกข์ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงคืออะไร. บุคคลผู้ยังไม่รู้ยิ่ง ยังไม่กำหนดรู้
ยังไม่คลายกำหนัด ยังละไม่ได้ ยังไม่เป็นผู้ควรสิ้นทุกข์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

29
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 30 (เล่ม 28)

คือ จักษุ บุคคลยังไม่รู้ยิ่ง ยังไม่กำหนดรู้ ยังไม่คลายกำหนัด ยังละไม่ได้
ยังไม่เป็นผู้ควรสิ้นทุกข์ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา
ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส เป็นปัจจัย
บุคคลยังไม่รู้ยิ่ง ยังไม่กำหนดรู้ ยังไม่คลายกำหนัด ยังละไม่ได้ ก็ยัง
เป็นผู้ไม่ควรสิ้นทุกข์ หู เสียง ลิ้น รส กาย โผฏฐัพพะ ใจ ธรรมารมณ์
มโนวิญญาณ มโนสัมผัส แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย บุคคลยังไม่รู้ยิ่ง ยังไม่กำหนดรู้ ยังไม่
คลายกำหนัด ยังละไม่ได้ ก็ยังเป็นผู้ไม่ควรสิ้นทุกข์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุคคลผู้ที่ยังไม่รู้ยิ่ง ยังไม่กำหนดรู้ ยังไม่คลายกำหนัด ยังไม่ละซึ่งสิ่ง
ทั้งปวงนี้ ยังเป็นผู้ไม่ควรสิ้นทุกข์.
ว่าด้วยผู้รู้ยิ่งย่อมละสิ่งทั้งปวงได้
[ ๒๘ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลผู้ที่รู้ยิ่ง กำหนดรู้ คลาย
กำหนัดได้ ละได้ซึ่งสิ่งทั้งปวง เป็นผู้ควรสิ้นทุกข์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ก็สิ่งทั้งปวง คืออะไร ที่บุคคลรู้ยิ่ง กำหนดรู้ คลายกำหนัดได้ ละได้
เป็นผู้ควรสิ้นทุกข์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คือ จักษุ บุคคลรู้ยิ่ง กำหนดรู้
คลายกำหนัดได้ ละได้ เป็นผู้ควรสิ้นทุกข์ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส
แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุ
สัมผัสเป็นปัจจัย บุคคลรู้ยิ่ง กำหนดรู้ คลายกำหนัดได้ ละได้ ก็เป็น
ผู้ควรสิ้นทุกข์ หู เสียง ลิ้น รส กาย โผฏฐัพพะ ใจ ธรรมารมณ์
มโนวิญญาณ มโนสัมผัส แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา

30
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 31 (เล่ม 28)

ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย บุคคลรู้ยิ่ง กำหนดรู้ คลายกำหนัดได้
ละได้ ก็เป็นผู้ควรสิ้นทุกข์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้รู้ยิ่ง กำหนดรู้
คลายกำหนัดได้ ละได้ซึ่งสิ่งทั้งปวงนี้แล เป็นผู้ควรสิ้นทุกข์.
จบ ปฐมปริชานสูตรที่ ๔
อรรถกถาปฐมปริชานสูตรที่ ๔
ในปฐมปริชานสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ .
บทว่า อนภิชานํ อปริชานํ อวิราชยํ อปฺปชหํ ได้แก่ ไม่รู้ยิ่ง
ไม่กำหนดรู้ ไม่คลายความยินดี ไม่ละ. และในที่นี้ บทว่า อวิราเชนฺโต
ได้แก่ ไม่คลายความยินดี ไม่หายหิว. ดังนั้น ในพระสูตรนี้ เป็นอันตรัส
ปริญญาแม้ทั้งสาม. จริงอยู่ ด้วยคำว่า อภิชานํ ตรัสถึงญาตปริญญา
ด้วยคำว่า ปริชานํ ตรัสถึงตีรณปริญญา ด้วยสองคำว่า วิราชยํ ปชหํ
ตรัสถึงปหานปริญญา.
จบ อรรถกถาปฐมปริชานสูตรที่ ๔
๕. ทุติยปริชานสูตร
ว่าด้วยผู้ยังไม่รู้ยิ่งย่อมละสิ่งทั้งปวงไม่ได้
[๒๙] ดูก่อนภิกษุทั้ง ผู้ที่ยังไม่รู้ยิ่ง ยังไม่กำหนดรู้ ยัง
ไม่คลายกำหนัด ยังละไม่ได้ซึ่งสิ่งทั้งปวง เป็นผู้ไม่ควรสิ้นทุกข์ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวง คืออะไร. บุคคลยังไม่รู้ยิ่ง ยังไม่กำหนดรู้ ยัง
ไม่คลายกำหนัด ยังละไม่ได้ เป็นผู้ไม่ควรสิ้นทุกข์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

31
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 32 (เล่ม 28)

คือ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุวิญญาณ ฯลฯ
ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยมโนวิญญาณ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลยังไม่รู้ยิ่ง ยังไม่กำหนดรู้ ยังคลายกำหนัดไม่ได้
ยังละไม่ได้ ซึ่งสิ่งทั้งปวงนี้แล เป็นผู้ไม่ควรสิ้นทุกข์.
ว่าด้วยผู้รู้ยิ่งย่อมละสิ่งทั้งปวงได้
[ ๓๐ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลผู้รู้ยิ่ง กำหนดรู้ คลาย
กำหนัดได้ ละได้ซึ่งสิ่งทั้งปวง เป็นผู้ควรสิ้นทุกข์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สิ่งทั้งปวง คืออะไร. ที่บุคคลรู้ยิ่ง กำหนดรู้ คลายกำหนัดได้ ละได้
เป็นผู้ควรสิ้นทุกข์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ รูป จักษุวิญญาณ และ
ธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุวิญญาณ ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ
และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยมโนวิญญาณ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้ยิ่ง
กำหนดรู้ คลายกำหนัดได้ ละได้ซึ่งสิ่งทั้งปวงนี้แล เป็นผู้ควรสิ้นทุกข์.
จบ ทุติปริชานสูตรที่ ๕
อรรถกถาทุติยปริชานสูตรที่ ๕
ในทุติยปริชานสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ด้วยบทว่า จกฺขุวิญฺญาณวิญฺญาตพฺพา ธมฺมา ท่านแสดงถือเอา
เฉพาะรูปที่ถือเอาในหนหลัง หรือถือเอารูปที่ปรากฏในหนหลัง แต่ในที่นี้มี
ได้ปรากฏ แต่นี้ก็เป็นสันนิษฐานในข้อนี้. บทว่า อาปาถคตํ ได้แก่ถือ
เอารูปที่ไม่ปรากฏเท่านั้น แต่ในที่นี้หมายเอาขันธ์ ๓ ที่สัมปยุตด้วยจักษุ
วิญญาณ. ด้วยว่าขันธ์เหล่านั้น ท่านกล่าวว่า จกฺขุวิญฺญาตพฺพา
เพราะพึงรู้แจ้งพร้อมกับจักษุวิญาณ แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
จบ อรรถกถาทุติยปริชานสูตรที่ ๕

32
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 33 (เล่ม 28)

๖. อาทิตตปริยายสูตร
ว่าด้วยสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน
[ ๓๑ ] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ตำบลคยาสีสะ ริมฝั่ง
แม่น้ำคยา พร้อมกับภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ตรัสกะพระภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน คืออะไร. คือ จักษุ รูป
จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส เป็นของร้อน. แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ
อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ก็เป็นของร้อน
ร้อนเพราะอะไร เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ
ร้อนเพราะชาติ ชรา มร ะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และ
อุปายา ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส. เป็นของร้อน
แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโน-
สัมผัสเป็นปัจจัย ก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร เรากล่าวว่า ร้อน
เพราะไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ ร้อนเพราะชาติ ชรา มรณะ โสกะ
ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้
สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายที่ในจักษุ ทั้งในรูป ทั้งในจักษุ
วิญญาณ ทั้งในจักษุสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข-
เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในใจ
ทั้งในธรรมารมณ์ ทั้งในมโนวิญญาณ ทั้งในมโนสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา

33
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 34 (เล่ม 28)

ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย
เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็น
อย่างนี้มิได้มี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุ
เหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็แหละเมื่อพระองค์
ได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปนั้น ต่างมีจิตหลุดพ้นจาก
อาสวะ เพราะไม่ถือมั่นดังนี้แล.
จบ อาทิตตปริยายสูตรที่ ๖
อรรถกถาอาทิตตปริยายสูตรที่ ๖
ในอาทิตตปริยายสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า คยาสีเส ความว่า จริงอยู่สระโบกขรณีแห่งหนึ่งชื่อคยาก็มี
แม่น้ำชื่อว่าคยาสีสะก็มี ศิลาดาดเช่นกับหม้อน้ำก็มี ในที่ไม่ไกลหมู่บ้าน
คยา. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในที่ที่ภิกษุพันรูปอยู่กันพอ เหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า คยาสีเส ดังนี้ . บทว่า ภิกขู อามนฺเตสิ ความว่า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงเลือกพระธรรมเทศนาที่เป็นสัปปายะแก่ภิกษุเหล่านั้น
ตรัสเรียกว่า เราจักแสดงอาทิตตปริยายสูตรนั้น.
ในข้อนั้นมีอนุปุพพิกถาดังต่อไปนี้:-

34
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 35 (เล่ม 28)

เล่ากันมาว่า จากภัททกัปนี้ไป ๙๒ กัป ได้มีพระราชาพระองค์
หนึ่งพระนามว่า มหินทะ ท้าวเธอมีพระเชฏฐโอรสพระนามว่า ปุสสะ.
ปุสสะเชฏฐโอรสนั้นเปี่ยมด้วยบารมี เป็นสัตว์เกิดในภพสุดท้าย เมื่อญาณ
แก่กล้า เสด็จขึ้นสู่โพธิมัณฑสถานแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ. พระ-
กนิฏฐโอรสเป็นอัครสาวกของพระองค์ บุตรปุโรหิตเป็นทุติยสาวก. พระ-
ราชามีพระดำริว่า ลูกชายคนโตของเราออกบวชเป็นพระพุทธเจ้า ลูกคน
เล็กเป็นอัครสาวก ลูกปุโรหิตเป็นทุติยสาวก. พระองค์ให้สร้างวิหารด้วย
พระดำริว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ของพวกเราทั้งนั้น ทรงล้อม
สองข้างทางด้วยไม้ไผ่ จากพระทวารตำหนักของพระองค์จนถึงซุ้มประตู
วิหาร เบื้องบนรับสั่งให้ผูกพวงของหอมพวงมาลัยที่หอมฟุ้งเป็นเพดาน
เสมือนประดับด้วยดาวทอง เบื้องล่างรับสั่งให้เกลี่ยทรายสีเหมือนเงินแล้ว
โปรยดอกไม้ ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาตามบรรดานั้น.
พระศาสดาประทับยินในพระวิหารนั้นแล ทรงห่มจีวรเสด็จมายัง
พระราชมณเฑียร พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ภายในม่านทีเดียว เสร็จภัตกิจแล้ว
เสด็จกลับภายในม่านนั่นเอง. ไม่มีใครได้ถวายภัตตาหารสักทัพพี. ลำดับ
นั้น ชาวพระนครพากันโพนทะนาว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก
แต่พวกเราไม่ได้ทำบุญกันเลย ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมเกิดขึ้น
เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนทั้งหลายเหมือนพระจันทร์พระอาทิตย์ส่องแสง
สว่างแก่คนทั้งปวง แต่พระราชาพระองค์นี้แย่งบุญของคนทั้งหมด.

35
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 36 (เล่ม 28)

ก็พระราชานั้นมีพระโอรสอื่น ๆ ๓ พระองค์. ชาวพระนครร่วม
ปรึกษากับพระโอรสเหล่านั้นว่า ขึ้นชื่อว่าภายในกับราชตระกูลไม่มี พวก
เราจะทำอุบายอย่างหนึ่ง. ชาวพระนครเหล่านั้นได้แต่งโจรชายแดนขึ้น
ส่งข่าวสาส์นกราบทูลพระราชาว่า หมู่บ้าน ๒ - ๓ ตำบลถูกปล้น. พระ-
ราชารับสั่งให้เรียกพระโอรสทั้ง ๓ มา รับสั่งว่า ลูก ๆ ทั้งหลาย พ่อแก่แล้ว
พวกเจ้าจงไปปราบโจร แล้วส่งไป. พวกโจรที่แต่งขึ้น กระจายกันไปทาง
โน้นทางนี้แล้วมายังสำนักของพระโอรสเหล่านั้น พระโอรสเหล่านั้นให้
ชาวบ้านที่ไม่มีที่อยู่อาศัยพักอยู่ กล่าวว่า โจรสงบแล้ว ได้พากันมายืน
ถวายบังคมพระราชา.
พระราชาทรงพอพระทัย ตรัสว่า ลูก ๆ พ่อจะให้พรแก่พวกเจ้า.
พระโอรสเหล่านั้นรับพระดำรัสแล้ว ได้ไปปรึกษากับชาวพระนครว่า
พระราชาพระราชทานพรแก่พวกเรา พวกเราจะเอาอะไร. ชาวพระนคร
กล่าวว่า ข้าแต่พระลูกเจ้า ช้างม้าเป็นต้นพวกเราได้ไม่ยาก แต่พระพุทธ-
รัตนะหาได้ยาก ไม่เกิดขึ้นทุกกาล ขอท่านทั้งหลายจงรับพรคือการปฏิบัติ
พระปุสสพุทธเจ้าผู้เป็นเชฏฐภาดาของท่านทั้งหลาย. พระโอรสเหล่านั้น
รับคำชาวพระนครว่า จักกระทำอย่างนั้น จึงโกนพระมัสสุ สนานพระองค์
ตกแต่งพระองค์ ไปเฝ้าพระราชา กราบทูลขอว่า ข้าแต่พระองค์ ขอพระ-
องค์โปรดพระราชทานพรแก่พวกข้าพระองค์เถิด. พระราชาตรัสถามว่า
จักเอาอะไรเล่าลูก. พระโอรสกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ พวกข้าพระองค์
ไม่ต้องการช้างเป็นต้น ขอพระองค์ได้โปรดพระราชทานพรคือการปฏิบัติ
พระปุสสพุทธเจ้า ผู้เป็นเชฏฐภาดาของพวกข้าพระองค์เถิด. พระราชา

36
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 37 (เล่ม 28)

กระซิบที่หูทั้งสองว่า เราเมื่อยังมีชีวิตอยู่ไม่สามารถจะให้พรนี้ได้. พระ-
โอรสกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ พวกข้าพระองค์มิได้บังคับให้พระองค์
พระราชทานพร พระองค์มีความยินดีพระราชทานตามความพอพระทัย
ของพระองค์ ข้าแต่พระองค์ ควรหรือที่ราชตระกูลจะมีคำพูดเป็นสอง
ดังนี้ได้ถือเอาด้วยความเป็นผู้กล่าววาจาสัตย์.
พระราชาเมื่อกลับคำพูดไม่ได้จึงตรัสว่าลูก ๆ พ่อจักให้พวกเจ้าบำรุง
ตลอด ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน. พระโอรสกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์
ขอพระองค์โปรดประทานสิ่งที่ดีไว้เป็นประกัน. มีรับสั่งถามว่า ประกัน
ใครเล่าลูก. พระโอรสกราบทูลว่า ขอพระองค์โปรดประทานสิ่งที่ไม่ตาย
ไว้เป็นประกันตลอดกาลเท่านี้ . ตรัสว่า ลูก ๆ พวกเจ้าให้ประกันที่ไม่
ไม่ควร เราไม่อาจให้ประกันอย่างนี้ ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายเช่นกับหยาดน้ำ
ค้างที่ปลายหญ้า. พระโอรสกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ถ้าพระองค์ไม่
ประทานประกัน พวกข้าพระองค์ตายเสียในระหว่าง จักกระทำกุศลได้
อย่างไร. พระราชาตรัสว่า ลูก ๆ ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าจงให้ตลอด ๖ ปี.
ไม่สามารถพระเจ้าข้า. ถ้าเช่นนั้น จงให้ ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี
๖ เดือน ฯลฯ เพียงเดือนเดียว. ไม่สามารถพระเจ้าข้า. ถ้าอย่างนั้น
จงให้เพียง ๗ วัน. พระโอรสรับพระดำรัส ๗ วัน. พระราชาได้ทรงกระทำ
สักการะที่ควรจะทำตลอด ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ใน ๗ วันเท่านั้น.
ต่อแต่นั้น พระราชามีรับสั่งให้ตกแต่งมรรคากว้าง ๘ อุสภะ เพื่อ
ส่งพระศาสดาไปยังที่อยู่ของพระโอรสทั้งหลาย. ตรงกลางทรงใช้ช้างย่ำที่
ประมาณ ๔ อุสภะ ทำเหมือนวงกสิณเกลี่ยทรายแล้วโปรยดอกไม้. ในที่

37