ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 637 (เล่ม 26)

ในบทว่า อาทิเกเนว โอปิลาวติ ได้แก่ ด้วยต้นหน คือด้วย
การถือ ได้แก่จับ. บทว่า โอปิลาวติ คืออัปปาง. มีอธิบายว่า เรือ
อยู่ในน้ำ บรรทุกสิ่งของย่อมอัปปาง ฉันใด พระสัทธรรม ย่อมไม่
อันตรธานไป เพราะเต็มด้วยปริยัติเป็นต้น. ฉันนั้น. เพราะเมื่อปริยัติ
เสื่อม ปฏิบัติก็เสื่อม. เมื่อปฏิบัติเสื่อม อธิคมก็เสื่อม เมื่อปฏิบัติยัง
บริบูรณ์อยู่ บุคคลผู้ทรงปริยัติก็ยังปฏิบัติให้บริบูรณ์ได้. ผู้ปฏิบัติให้บริบูรณ์
ได้ ก็ยังอธิคม (ปฏิเวธ) ให้บริบูรณ์ได้. ท่านแสดงว่า เมื่อปริยัติเป็นต้น
เจริญอยู่ ศาสนาของเรายังเจริญ เหมือนดวงจันทร์ส่องแสงอยู่ฉะนั้น.
บัดนี้ เมื่อทรงแสดงธรรมเป็นเหตุอันตรธาน และความตั้งมั่น
แห่งพระสัทธรรม จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ปญฺจ โข ดังนี้. ในบท
เหล่านั้น บทว่า โอกฺกมนียา ความว่า ความก้าวลง คือเหตุฝ่ายต่ำ. บทว่า
อคารวา ในบทว่า สตฺถริ อคารวา เป็นต้น ได้แก่ เว้นความเคารพ.
บทว่า อปฺปติสฺสา ได้แก่ ความไม่ยำเกรง คือไม่พระพฤติถ่อมตน. ใน
ความไม่เคารพนั้น ภิกษุใดขึ้นสู่ลานพระเจดีย์ กั้นร่ม สวมรองเท้า
แลดูแต่ที่อื่น เดินคุยกันไป. ภิกษุนี้ ชื่อว่าไม่มีความเคารพในพระศาสดา.
ภิกษุใด เมื่อเขาประกาศเวลาฟังธรรม อันภิกษุหนุ่มและสามเณรนั่ง
ห้อมล้อม หรือกำลังทำนวกรรมเป็นต้นอย่างอื่น นั่งหลับในโรงฟังธรรม
หรือเป็นผู้ฟุ้งซ่าน นั่งคุยเรื่องอื่น ภิกษุนี้ ชื่อว่าไม่มีความเคารพใน
พระธรรม. ส่วนภิกษุใด ไปสู่ที่บำรุงของพระเถระ นั่งไม่ไหว้ เอามือรัดเข่า
ทำการบิดผ้า ก็หรือคะนองมือและเท้าอย่างอื่น มิได้รับการกล่าวเชื้อเชิญใน
สำนักของพระเถระผู้แก่ ภิกษุนี้ ชื่อว่าไม่มีความเคารพในพระสงฆ์.
ส่วนผู้ไม่ยังสิกขา ๓ ให้บริบูรณ์ เป็นผู้ชื่อว่าไม่มีความเคารพในสิกขา.

637
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 638 (เล่ม 26)

ผู้ไม่ยังสมาบัติ ๘ ให้เกิด หรือไม่ทำความเพียร เพื่อความเกิดสมาบัติ
เหล่านั้น ชื่อว่าไม่มีความเคารพในสมาธิ. ธรรมฝ่ายขาว พึงทราบ
โดยตรงกันข้ามกับคำที่กล่าวแล้วแล แล้วประการฉะนี้.
จบอรรถกถาสัทธรรมปฏิรูปกสูตรที่ ๑๓
จบอรรถกถากัสสปสังยุตที่ ๔

638
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 639 (เล่ม 26)

๕. ลาภสักการสังยุต
ปฐมวรรคที่ ๑
๑. สุทธกสูตร
ว่าด้วยลาภสักการะเป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรม
[๕๓๖] ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้น
ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า.
[๕๓๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ลาภสักการะ และความสรรเสริญ ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็น
อันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า
เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักละ
ลาภสักการะและความสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้วเสีย และลาภสักการะและ
ความสรรเสริญที่บังเกิดขึ้นแล้ว จักครอบงำจิตของเราทั้งหลายตั้งอยู่ไม่ได้
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบสุทธกสูตรที่ ๑

639
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 640 (เล่ม 26)

อรรถกถาลาภสักการสังยุต
ปฐมวรรคที่ ๑
อรรกถาสุทธกสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในสุทธกสูตรที่ ๑ แห่งลาภสักการะสังยุต
ดังต่อไปนี้.
บทว่า ทารุโณ คือกระด้าง. การได้ปัจจัย ๔ ชื่อว่าลาภ ในบท
นี้ว่า ลาภสกฺการสิโลโก. บทว่า สกฺกาโร ได้แก่ลาภของภิกษุ
เหล่านั้น ที่พวกเขาทำดี คือปรุงแต่งไว้ดี. บทว่า สิโลโก คือ เสียง
สรรเสริญ. บทว่า กฏุโก คือคม. บทว่า ผรุโส คือแข็ง. บทว่า
อนฺตรายิโก คือทำอันตราย.
จบอรรถกถาสุทธกสูตรที่ ๑
๒. ทฬิสสูตร
ว่าด้วยลาภสักการะเหมือนเหยื่อเกี่ยวเบ็ด
[๕๓๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตตี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ
ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษม
จากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.
[๕๓๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนปลาบางตัวเห็นแก่

640
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 641 (เล่ม 26)

เหยื่อ กลืนเบ็ดที่พรานเบ็ดเกี่ยวเหยื่อหย่อนลงในห้วงน้ำลึก มันกลืนเบ็ด
ของพรานเบ็ดอย่างนี้แล้ว ได้รับทุกข์ ถึงความพินาศ พรานเบ็ดพึงทำ
ได้ตามความพอใจฉะนั้น.
[๕๔๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า "พรานเบ็ด" นี้เป็นชื่อ
ของมารใจบาป คำว่า "เบ็ด" เป็นชื่อของลาภ สักการะ และความ
สรรเสริญ ภิกษุบางรูปยินดี พอใจลาภ สักการะ และความสรรเสริญ
ที่เกิดขึ้นแล้ว ภิกษุนี้เรากล่าวว่า กลืนเบ็ดของมาร ได้รับทุกข์ ถึง
ความพินาศ อันมารใจบาปพึงทำได้ตามความพอใจ ภิกษุทั้งหลาย ลาภ
สักการะและความสรรเสริญ ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตราย
แก่การบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า อย่างนี้แล.
[๕๔๑] เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เรา
ทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักละลาภสักการะและความ
สรรเสริญเสีย และลาภสักการะและความสรรเสริญที่บังเกิดขึ้นแล้ว จัก
ครอบงำจิตของเราทั้งหลายตั้งอยู่ไม่ได้ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบพฬิสสูตรที่ ๒
อรรถกถาพฬิสสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในพฬิสสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้.
บทว่า พาฬิลิโก ได้แก่ พรานเบ็ดถือเอาเบ็ดเที่ยวฆ่าปลา. บทว่า
อามิสคตํ คือเกี่ยวด้วยเหยื่อ. บทว่า อามิสจกฺขุ ได้แก่ ชื่ออามิส-
จักษุ เพราะอรรถว่า เห็นเบ็ดติดเหยื่อ. บทว่า คิลพฬิโส คือกลิ่น
เบ็ด. บทว่า อนยํ อาปนฺโน ได้แก่ ถึงทุกข์. บทว่า พฺยสนํ อาปนฺโน

641
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 642 (เล่ม 26)

ได้เเก่ ถึงความพินาศ. บทว่า ยถากามกรณีโย ความว่า พรานเบ็ด
ปรารถนาปลานั้นตามต้องการ คือตามความชอบใจอย่างใด พึงการทำปลา
นั้นได้อย่างนั้น. บทว่า ยถากามกรณีโย ปาปิรโต ความว่า อันมาร
คือกิเลส พึงทำได้ตามความใคร่ คือพึงให้ถึงนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน
หรือเปรตวิสัยก็ได้.
จบอรรถกถาพฬิสสูตรที่ ๒
๓. กุมมสูตร
ว่าด้วยคนติดลาภสักการะเหมือนเต่าถูกเชือกมัด
[๕๔๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ
ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษม
จากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.
[๕๔๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ในห้วงน้ำแห่ง
หนึ่ง มีตระกูลเต่าใหญ่อยู่อาศัยมานาน ครั้งหนึ่ง เต่าตัวหนึ่งเข้าไปหา
เต่าอีกตัวหนึ่งพูดว่า พ่อเต่า เจ้าอย่าได้ไปยังท้องถิ่นนั้นนะ.
เต่าตัวนั้นได้ไปยังประเทศนั้นแล้ว ถูกนายพรานยิงด้วยลูกดอก
ลำดับนั้น เต่าตัวที่ถูกยิงเข้าไปหาเต่าตัวนั้น เต่าตัวนั้นได้เห็นเต่าตัวที่
ถูกยิงกำลังมาแต่ไกล จึงถามว่า พ่อเต่า เจ้าไม่ได้ไปยังท้องถิ่นนั้นหรือ.
เต่าตัวที่ถูกยิงตอบว่า พ่อเต่า ฉันได้ไปยังท้องถิ่นนั้นมาแล้ว.

642
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 643 (เล่ม 26)

เต่าตัวนั้นถามว่า พ่อเต่า เจ้าไม่ได้ถูกทุบตีดอกหรือ.
เต่าตัวที่ถูกยิงตอบว่า ฉันไม่ได้ถูกทับตี แต่ฉันมีเชือกเส้นหนึ่ง
ติดหลังมานี้.
เต่าตัวนั้นกล่าวว่า พ่อเต่า เจ้าไม่ได้ถูกทุบตีก็ดีละ พ่อเต่า บิดา
มารดา ปู ย่า ตา ยาย ของเจ้าได้รับทุกข์ ถึงความพินาศ เพราะ
เชือกเส้นนี้แหละ ไปเดี๋ยวนี้ เจ้าไม่ใช่พวกของเราแล้ว.
[๕๔๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า "พราน" นี้ เป็นชื่อของ
มารใจบาป. คำว่า "ลูกดอก" เป็นชื่อของลาภสักการะและความ
สรรเสริญ. คำว่า "เชือก" นี้เป็นชื่อของนันทิราคะ. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุบางรูปยินดี พอใจลาภ สักการะ และความสรรเสริญ
ที่เกิดขึ้นแล้ว ภิกษุนี้เราเรียกว่า ได้รับทุกข์ ถึงความพินาศ เพราะลาภ
สักการะและความสรรเสริญ ดุจลูกดอก ถูกมารทำได้ตามความพอใจ
ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทารุณ ฯ ล ฯ อย่างนี้แล เธอทั้งหลาย
พึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบกุมมสูตรที่ ๓
อรรถกถากุมมสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในกุมมสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า มหากุมฺมกุลํ ได้แก่ ตระกูลเต่ากระดองใหญ่. บทว่า
อคมาสิ ความว่า ได้ไปด้วยความสำคัญว่า ในที่นี้พึงมีของบางอย่าง
กินแน่ เมื่อเขาตระหนี่สิ่งนั้น ก็จะห้ามเรา ดังนี้. บทว่า ปปตาย

643
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 644 (เล่ม 26)

หนามเหล่ามีสัณฐานคล้ายลูกดอกมีเงี่ยง ผูกด้วยเชือกยาว สอดไว้ในด้ามไม้
ถือไป พอพุ่งไปติดอยู่ที่กระดองเต่า ไม้ก็ดีดออกโดยเร็ว เชือกก็ไปมัด
เป็นอันเดียวกัน ท่านเรียกว่าลูกดอก. บทว่า โส กุมฺโม คือเต่านั้น
ถูกยิง. บทว่า เยน โส กุมฺโม ความว่า เต่าตัวที่ถูกยิง ผู้มีความ
ต้องการนั้นจึงกลับเสีย ด้วยคิดว่า ความสงสัยจักมีได้เพราะฟังเสียงน้ำ
ดังนี้. ชื่อว่ากุมมะ เต่า. บทว่า นทานิ ตฺวํ อมฺหากํ ความว่า บัดนี้
ท่านไปอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูไม่ใช่พวกของเรา. อนึ่ง นายพรานอยู่ในเรือ
คร่าเชือกมามัดเต่าผู้สนทนาอยู่อย่างนี้ กระทำได้ตามปรารถนา.
คำที่เหลือในสูตรนี้ และในสูตรต่อแต่นี้ ง่ายทั้งนั้นแล.
๔. ทีฆโลมสูตร
ว่าด้วยคนติดลาภสักการะเหมือนแกะถูกหนามเกี่ยว
[๕๔๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ
ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษม
จากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.
[๕๔๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แกะขนยาวเข้าไปสู่ชัฏหนาม มัน
พึงข้องอยู่ อันหนามเกี่ยวไว้ ติดอยู่ในที่นั้น ๆ ได้รับทุกข์ ถึงความ
พินาศในที่นั้น ๆ ฉันใด ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ อันลาภ สักการะ
และความสรรเสริญครอบงำ ย่ำยีจิตแล้วก็ฉันนั้น เวลาเช้า นุ่งแล้วถือ

644
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 645 (เล่ม 26)

บาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม เธอข้องอยู่ อันปัจจัย
เกี่ยวไว้ ผูกไว้ในที่นั้นๆ ย่อมได้รับทุกข์ ถึงความพินาศในที่นั้น ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทารุณ ฯลฯ อย่างนี้แล
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบทีฆโลมสูตรที่ ๔
สูตรที่ ๔ ไม่มีอรรถกถาอธิบาย
๕. เอฬกสูตร
ว่าด้วยคนติดลาภสักการะเหมือนแมลงวัน
[๕๔๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ
ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษม
จากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.
[๕๔๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แมลงวันกินขี้เต็มท้อง และ
ข้างหน้ายังมีกองขี้ใหญ่ มันพึงดูหมิ่นแมลงวันเหล่าอื่นว่า เรากินขี้
เต็มท้องแล้ว และเรายังมีกองขี้ใหญ่อยู่ข้างหน้าอีกฉันใด ภิกษุบางรูปใน
ธรรมวินัยนี้ อันลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำ ย่ำยีจิตแล้ว
ก็ฉันนั้น เวลาเช้า นุ่งแล้วถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังบ้าน
หรือนิคม ฉันอยู่ ณ ที่นั้นพอแก่ความต้องการแล้ว และทายกนิมนต์
เพื่อให้ฉันในวันรุ่งขึ้น แม้บิณฑบาตของเธอจะเต็มแล้ว เธอไปอาราม

645
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 646 (เล่ม 26)

แล้ว อวกอ้างที่ท่ามกลางหมู่ภิกษุว่า ผมฉันพอแก่ความต้องการแล้ว
ทายกยังนิมนต์เพื่อให้ฉันในวันรุ่งขึ้น บิณฑบาตของผมก็เต็ม และยังจะ
ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารอีก ส่วนภิกษุ
เหล่าอื่นนี้มีบุญน้อย มีศักดิ์น้อย จึงไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธออันลาภสักการะและความสรรเสริญ
ครอบงำย่ำยีจิตแล้ว ย่อมดูหมิ่นภิกษุเหล่าอื่นผู้มีศีลเป็นที่รัก ข้อนั้นของ
โมฆบุรุษนั้นย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน
ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทารุณ ฯ ล ฯ อย่างนี้แล เธอทั้งหลาย
พึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบเอฬกสูตรที่ ๕
อรรถกถาเอฬกสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในเอฬกสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า กํสฬกา คือสัตว์กินคูถ. บทว่า คูถาทิ คือมีคูถ
เป็นภักษา. บทว่า คูถปูรา คือภายในเต็มด้วยคูถ. บทว่า ปุณฺณา
คูถสฺส นี้ แสดงเนื้อความบทแรกเท่านั้น. บทว่า อติมญฺเญยฺย ความว่า
แมลงวันวางเท้าหลังไว้บนพื้น ยกเท้าหน้าวางไว้บนคูถ พึงพูดอย่างดูหมิ่น
ว่า เรามีคูถเป็นอาหาร ดังนี้เป็นต้น. บทว่า ปิณฺฑปาโตปสฺส๑ ปูโร
ความว่า บิณฑบาตอันประณีตเต็มบาตร แม้อื่นอีกพึงมีแก่เขา.
จบอรรถกถาเอฬสูตรที่ ๕
๑. ม. ปิณฺฑปาโต จสฺส.

646