ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 521 (เล่ม 24)

บัดนี้ เมื่อจะตรัสบอกธรรมเนียมภิกขาจาร ของเหล่าภิกษุผู้อยู่ใน
เสนาสนะป่าเหล่านั้น จึงตรัสว่า อนฺนปานํ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า เสนาสนานิ ได้แก่ เตียงและตั่งเป็นต้น. บทว่า วิปฺปสนฺเนน
ความว่า แม้เมื่อจะถวายแก่พระขีณาสพ ไม่ถวายด้วยจิตมีความสงสัย มีมลทิน
คือกิเลส พึงถวายด้วยจิตที่ผ่องใสเท่านั้น. บทว่า ถนยํ ได้แก่ คำราม.
บทว่า สตกฺกุกฺกุ ได้แก่ มีปลายร้อยหนึ่ง อธิบายว่า มียอดเป็นอันมาก.
บทว่า อภิสงฺขจฺจ ได้แก่ ปรุงแต่ง คือรวบรวมทำเป็นอาหาร.
บทว่า อนุโมทมาโน ได้แก่ เป็นผู้มีใจยินดี. บทว่า ปกิเรติ
ได้แก่ เที่ยวในโรงทาน หรือประหนึ่งโปรยให้ทาน. บทว่า ปุญฺญธรา ได้แก่
ธารแห่งบุญที่สำเร็จมาแต่ทานเจตนามิใช่น้อย. บทว่า ทาตารํ อภิวสฺสติ
ความว่า สายน้ำที่หลั่งออกจากเมฆ ซึ่งตั้งในในอากาศ ย่อมตกรดแผ่นดิน
เปียกชุ่ม ฉันใด ธารแห่งบุญที่เกิดในภายในทายกแม้นี้ ก็หลั่งรดภายในทายก
นั้นให้ชุ่มเต็มเปี่ยม ฉันนั้นเหมือนกัน ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า ทาตารํ อภิวสฺสติ.
จบอรรถกถาอิสสัตถสูตรที่ ๔

521
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 522 (เล่ม 24)

๕. ปัพพโตปมสูตร
[๔๑๑] สาวัตถีนิทาน.
ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ในตอนกลางวัน ครั้นแล้วได้ทรงอภิวาท แล้วประทับอยู่ ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสกะท้าวเธอว่า เชิญเถิดมหาบพิตร
พระองค์เสด็จไปไหนมา แต่วัน.
ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระราชากษัตริย์ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้ว
ผู้เมาแล้วเพราะความเมาในความเป็นใหญ่ ถูกความกำหนัดในกามรุมแล้ว
ถึงแล้วซึ่งความมั่นคงในชนบท ชนะปฐพีมณฑลอันใหญ่แล้วครอบครองอยู่
ย่อมมีราชกรณียะอันใด บัดนี้ ข้าพระองค์ก็ขวนขวายในราชกรณียะเหล่านั้น.
[๔๑๒] พ. ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์จะทรงสำคัญความข้อนั้น
เป็นไฉน ณ ที่นี้ข้าราชการของพระองค์ ผู้ควรเชื่อถือ มีวาจาเป็นหลักฐาน
พึงมาแต่ทิศตะวันออก เข้ามาเฝ้าพระองค์ แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่
พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์พึงทรงทราบฝ่าละอองพระบาท ข้าพระเจ้ามาจาก
ทิศตะวันออก ณ ที่นั้น ได้เห็นภูเขาใหญ่สูงเทียมเมฆ กำลังกลิ้งบดปวงสัตว์มา
พระเจ้าข้า สิ่งใดที่พระองค์จะพึงทรงกระทำ ขอได้โปรดกระทำเสีย ลำดับนั้น
ข้าราชการคนที่ ๒ ผู้ควรเชื่อถือ มีวาจาเป็นหลักฐาน พึงมาแต่ทิศใต้ ฯลฯ
ต่อจากนั้น ข้าราชการคนที่ ๓ ผู้ควรเชื่อถือ มีวาจาเป็นหลักฐาน พึงมาจากทิศ
ตะวันตก ฯลฯ ต่อจากนั้น ข้าราชการคนที่ ๔ ผู้ควรเชื่อถือ มีวาจาเป็น
หลักฐาน มาจากทิศเหนือ เข้ามาเฝ้าพระองค์แล้ว พึงกราบทูลอย่างนี้ว่า

522
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 523 (เล่ม 24)

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์ทรงทราบฝ่าละอองพระบาท ข้าพเจ้า
มาจากทิศเหนือ ณ ที่นั้น ได้เห็นภูเขาใหญ่สูงเทียนเมฆ กำลังกลิ้งบดปวงสัตว์
มา พระเจ้าข้า สิ่งใดที่พระองค์จะพึงทรงกระทำ ขอได้โปรดกระทำเสียเถิด.
ดูก่อนมหาบพิตร ครั้นเมื่อมหาภัยอันร้ายกาจ ที่ใหญ่โตถึงเพียงนี้
บังเกิดขึ้นแล้วแก่พระองค์ อะไรเล่า ที่พระองค์จะพึงทรงการทำในความเป็น
มนุษย์ที่ได้ยาก สมัยจะสิ้นมนุษย์.
ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้นเมื่อมหาภัยอันร้ายกาจ ที่ใหญ่โต
ถึงเพียงนั้น บังเกิดขึ้นแก่หม่อมฉัน อะไรจะพึงเป็นกิจที่หม่อมฉันพึงกระทำ
ในความเป็นมนุษย์ที่ได้ยากสมัยสิ้นมนุษย์เล่า นอกจากประพฤติธรรม นอกจาก
พระพฤติสม่ำเสมอ นอกจากทำกุศล นอกจากทำบุญ.
[๙๑๓] พ. ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพขอบอกกล่าว ขอเตือน
ให้ทรงทราบ ดูก่อนมหาบพิตร ชราและมรณะย่อมครอบงำพระองค์ ดูก่อน
มหาบพิตรก็และเมื่อชรามรณะครอบงำพระองค์อยู่ อะไรเล่า จะพึงเป็นกิจที่
มหาบพิตรพึงกระทำ.
ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็และเมื่อชรามรณะครอบงำข้าพระองค์อยู่
อะไรเล่าจะพึงเป็นกิจที่หม่อมฉันควรจะทำ นอกจากประพฤติธรรม นอกจาก
ประพฤติสม่ำเสมอ นอกจากทำกุศล นอกจากทำบุญ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระราชากษัตริย์ ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้ว ผู้เมาแล้วเพราะความเมาในความเป็น
ใหญ่ ถูกความกำหนัดในกามรุมแล้ว ผู้ถึงความมั่นคงในชนบท ผู้ชำนะ
ปฐพีมณฑลอันใหญ่ แล้วครอบครองอยู่ ทรงทำการรบด้วยทัพช้างเหล่าใด
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อชรามรณะครอบงำอยู่ ก็ไม่ใช่วิสัยที่จะทำการรบ
ด้วยทัพช้างแม้เหล่านั้น๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระราชากษัตริย์ ผู้ได้มูรธา-
๑. สุดวิสัยที่จะรบด้วยช้าง

523
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 524 (เล่ม 24)

ภิเษกแล้ว ผู้เมาแล้วเพราะความเมาในความเป็นใหญ่ ผู้ถูกความกำหนัดใน
กามรุมแล้ว ผู้ถึงความมั่นคงในชนบท ผู้ชำนะปฐพีมณฑลอันใหญ่แล้วครอบ
ครองอยู่ ทรงทำการรบด้วยทัพม้าแม้เหล่าใด ฯลฯ รบด้วยทัพรถแม้เหล่าใดฯลฯ
รบด้วยทัพทหารเดินเท้าแม้เหล่าใด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อมรณะครอบงำอยู่
ก็ไม่ใช่วิสัยที่จะทำการรบด้วยทัพทหารเดินเท้าแม้เหล่านั้น ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญในราชสกุลนี้ มหาอำมาตย์มีผู้มนต์ ซึ่งสามารถจะใช้มนต์ทำลายข้าศึกที่
ยกมา ก็มีอยู่เหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แต่เมื่อชรามรณะครอบงำสิ
ก็ไม่ใช่คติวิสัยที่จะทำการรบด้วยมนต์ แม้เหล่านั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง
ในราชสกุลนี้ เงินทองทั้งที่อยู่ในพื้นดิน ทั้งที่อยู่ในเวหาส ซึ่งพวกข้าพระองค์
สามารถจะใช้เป็นเครื่องมือยุแหย่ให้ข้าศึกที่ยกมาแตกกันก็มีอยู่เป็นอันมาก ข้า
แต่พระองค์ผู้เจริญ แต่เมื่อชรามรณะครอบงำ ก็ไม่ใช่วิสัยที่จะทำการรบด้วย
ทรัพย์แม้เหล่านั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็แลเมื่อมรณะครอบงำอยู่ อะไรเล่า
จะพึงเป็นกิจที่หม่อมฉันควรทำ นอกจากประพฤติธรรม นอกจากประพฤติ
สม่ำเสมอ นอกจากทำกุศล นอกจากการทำบุญ.
[๔๑๔] ป. ถูกแล้ว ๆ มหาบพิตร ก็เมื่อชรามรณะครอบงำอยู่
อะไรเล่าจะพึงเป็นกิจที่พระองค์ควรทำนอกจากประพฤติธรรม นอกจาก
ประพฤติสม่ำเสมอ นอกจากทำกุศล นอกจากการทำบุญ.
[๔๑๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์คำ
ร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า
ภูเขาใหญ่ล้วนแล้วด้วยศีลา จดท้อง
ฟ้า กลิ้งบดสัตว์มาโดยรอบทั้ง ๔ ทิศ แม้
ฉันใด ชราและมัจจุก็ฉันนั้น ย่อมครอบ

524
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 525 (เล่ม 24)

งำสัตว์ทั้งหลาย คือ พวกกษัตริย์ พวก
พราหมณ์ พวกแพศย์ พวกศูทร พวก
จัณฑาล และคนเทมูลฝอย ไม่เว้นใครๆ
ไว้เลย ย่อมย่ำยีเสียสิ้น ณ ที่นั้น ไม่มียุทธ
ภูมิสำหรับพลช้าง ไม่มียุทธภูมิสำหรับ
พลรถ ไม่มียุทธภูมิสำหรับพลราบ และ
ไม่อาจจะเอาชนะแม้ด้วยการรบด้วยมนต์
หรือด้วยทรัพย์ เพราะฉะนั้นแล บุรุษผู้
เป็นบัณฑิตมีปัญญา เมื่อเห็นประโยชน์ตน
พึงตั้งศรัทธาไว้ในพระพุทธเจ้า ในพระ-
ธรรมและในพระสงฆ์ ผู้ใดมีปกติประพฤติ
ธรรมด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ
บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้นั้น ใน
โลกนี้นั่นเทียว ผู้นั้นละโลกนี้ไป ย่อม
บันเทิงในสวรรค์.
จบปัพพโตปมสูตร
จบ โกสลสังยุต

525
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 526 (เล่ม 24)

อรรถกถาปัพพโตปมสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปัพพโตปมสูตรที่ ๕ ต่อไป :-
บทว่า มุทฺธาวสิตานํ ได้แก่ ผู้อันเขารดน้ำแล้วบนพระเศียรด้วย
อภิเษกเป็นกษัตริย์ ชื่อว่าผู้อันเขาทำการอภิเษกแล้ว. บทว่า กามเคธปริยุฏฺฐี-
ตานํ แปลว่า ผู้อันความกำหนัดในกามทั้งหลายกลุ้มรุม คือครอบงำแล้ว.
บทว่า ชนปทถาวริยปฺปตฺตานํ แปลว่า ผู้ถึงความมั่นคงในชนบท. บท
ว่า ราชกรณียานิ แปลว่า การงานของพระราชา คือกิจที่พระราชาพึงทรง
กระทำ. บทว่า เตสฺวาหํ ตัดเป็น เตสุ อหํ. บทว่า อุสฺสุกํ อาปนฺโน
แปลว่า ถึงความขวนขวาย ได้ยินว่า พระราชานั้น เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
วันละ ๓ ครั้ง เสด็จไประหว่างนั้น ก็หลายครั้ง เมื่อท้าวเธอเสด็จไปเป็น
ประจำ หมู่ทหารก็มากบ้าง น้อยบ้าง ต่อมาวันหนึ่ง โจร ๕๐๐ คิดกันว่า
พระราชาพระองค์นี้ เสด็จไปเฝ้าพระสมณโคดม โดยหมู่พลจำนวนน้อย ใน
เวลาไม่สมควร จำเราจักดักระหว่างทางยึดสมบัติ. โจรเหล่านั้นก็พากันไปซุ่ม
ซ่อนอยู่ในป่าอันธวัน. ก็ธรรมดาพระราชาทั้งหลายย่อมเป็นผู้มีบุญญาธิการมาก.
ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่งออกไปจากกลุ่มโจรเหล่านั้นนั่นแหละ กราบทูลแด่พระราชา.
พระราชาก็พาหมู่ทหารจำนวนมาก ไปล้อมป่าอันธวัน จับโจรเหล่านั้นได้หมด
โปรดให้ปักหลาวไว้ใกล้สองข้างทางตั้งแต่อันธวันจนถึงประตูพระนคร ให้เหล่า
โจรหวาดเสียวที่หลาวทั้งหลาย โดยประการที่เหล่าโจรได้แต่เอาตาจดจ้องมอง
ตากันและกัน พระราชาทรงหมายถึงเรื่องนี้ จึงตรัสอย่างนั้น.
ครั้งนั้นพระศาสดาทรงพระดำริว่า ถ้าเราจะกล่าวว่า ถวายพระพร
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่นเราอยู่ ณ วิหารใกล้ ๆ กรรมอันทารุณที่มหา-

526
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 527 (เล่ม 24)

บพิตรทรงทำแล้ว ไม่สมควรมหาบพิตรก็ทรงทำเสียแล้ว ดังนี้ เมื่อเป็นดังนั้น
พระราชาพระองค์นี้ ก็จะทรงเก้อเขิน ไม่อาจเหนี่ยวรั้งพระทัยได้ เมื่อเรากำลัง
กล่าวธรรมโดยปริยายก็จักทรงกำหนดไม่ได้ เมื่อทรงเริ่มพระธรรมเทศนา จึง
ตรัสว่า ตํ กึ มญฺญสิ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺธายิโก
ความว่า ผู้ที่ท่านพึงเชื่อฟังคำ. คำว่า ปจฺจยิโก เป็นไวพจน์ของคำว่า
สทฺธายิโก นั้นนั่นแหละ อธิบายว่า ผู้ที่ท่านพึงเธอถือคำ. บทว่า อพฺภสมํ
ได้แก่ เสมออากาศ. บทว่า นิปฺโปเถนฺโต อาคจฺฉติ ความว่า ภูเขา
ใหญ่สูงเทียมเมฆ กลิ้งมาตั้งแต่พื้นแผ่นดินจดอกนิฎฐพรหมโลก บดสัตว์ทั้ง
สิ้นทำให้แหลกละเอียดเหมือนผงงา.
บทว่า อญฺญตฺร ธมฺมจริยาย ความว่า เว้นธรรมจริยา การ
ประพฤติธรรมเสีย ก็ไม่มีกรรมอย่างอื่นที่ควรทำ การประพฤติธรรมกล่าวคือ
กุศลกรรมบถ ๑๐ เท่านั้น ควรทำพระเจ้าข้า. บทว่า สมจริยา เป็นต้นเป็น
ไวพจน์ของบทว่า ธมฺมจริยา นั้นนั่นแหละ. บทว่า อาโรเจมิ แปลว่า
บอก. บทว่า ปฏิเวทยามิ ได้แก่ ให้รู้. บทว่า อธิวตฺตติ ได้แก่
ท่วมทับ. บทว่า หตฺถิยุทฺธานิ ได้แก่ กิจที่ควรขึ้นช้างที่ประดับศีรษะด้วย
ข่ายทอง เช่นช้างนาฬาคิรีแล้วรบ. บทว่า คติ ได้แก่ ความสำเร็จ. บทว่า
วิสโย ได้แก่โอกาสหรือสมรรถภาพ จริงอยู่ใคร ๆ ก็ไม่อาจต่อต้านชรามรณะ
ด้วยทัพเหล่านั้นได้. บทว่า มนฺติโน มหามตฺตา ได้แก่มหาอำมาตย์ เช่น
มโหสถบัณฑิตและวิธุรบัณฑิต ผู้พรั่งพร้อมด้วยปัญญา. บทว่า ภูมิคตํ ได้
แก่เงินทองที่เขาบรรจุหม้อเหล็กใหญ่วางไว้บนดิน. บทว่า เวหาสฏฺฐํ ได้แก่
ที่เขาบรรจุในกระสอบหนังแขวนไว้ที่ขื่อและจันทันเป็นต้น และที่บรรจุวางไว้
ที่หอคอยเป็นต้น. บทว่า อุปลาเปตุํ ได้แก่เพื่อทำลายกันและกัน คือเพื่อทำ
โดยอาการที่คนสองคนไม่ไปทางเดียวกัน.

527
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 528 (เล่ม 24)

บทว่า นภํ อาหจฺจ ได้แก่ เต็มอากาศ. บทว่า เอวํ ชรา จ
มจฺจุ จ ในสูตรนี้ ทรงถือเอาภูเขา ๒ เท่านั้น ส่วนในราโชวาท ภูเขามา ๔
ลูกคือ ชรา มรณะ พยาธิ วิบัติ อย่างนี้ว่า ชรามาถึงแล้วก็ปล้นวัยหนุ่มสาว
เสียสั้น. บทว่า ตสฺมา ได้แก่ ก็เพราะเหตุที่ใคร ๆ ก็ไม่สามารถเอาชนะชรา
มรณะได้ด้วยการต่อยุทธ์ด้วยทัพช้างเป็นต้น ฉะนั้น. บทว่า สทฺธํ นิเวสเย
ได้แก่ พึงดำรงพึงตั้งไว้ซึ่งศรัทธา.
จบอรรถกถาปัพพโตปมสูตรที่ ๕
จบวรรคที่ ๓ โกสลสังยุต
เพียงเท่านี้
รวมพระสูตรในตติยวรรคที่ ๓
๑. ปุคคลสูตร ๒. อัยยิกาสูตร ๓. โลกสูตร ๔. อิสสัตถสูตร
๕. ปัพพโตปมสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา โกสลสังยุตวรรคนี้มี ๕ สูตร
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ สุคตตรัสเทศนาแล้ว.

528
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 1 (เล่ม 25)

พระสุตตันตปิฎก
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
มารสังยุต
ปฐมวรรคที่ ๑
๑. ตโปกรรมสูตร
ตบะอื่นไม่อำนวยประโยชน์
[๔๑๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้ใหม่ ๆ ประทับอยู่ที่ต้นไม้
อชปาลนิโครธ ใกล้ฝั่งแม้น้ำเนรัญชรา ณ ตำบลอุรุเวลา ครั้งนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าประทับพักร้อนอยู่ในที่ส่วนพระองค์ ได้เกิดความตรึกแห่งพระทัย
อย่างนี้ว่า สาธุ เราเป็นผู้พ้นจากทุกรกิริยานั้นแล้วหนอ สาธุ เราเป็นผู้
พ้นแล้วจากทุกรกิริยาอันไม่ประกอบด้วยประโยชน์นั้นหนอ สาธุ เราเป็นสัตว์
ที่บรรลุโพธิญาณแล้วหนอ.

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 2 (เล่ม 25)

[๔๑๗] ครั้งนั้น มารผู้มีบาปได้ทราบความตรึกแห่งพระทัยของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยจิต จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้ว
ได้ทูลด้วยคาถาว่า
มาณพทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วย
การบำเพ็ญตบะใด ท่านหลีกจากตบะนั้น
เสียแล้ว เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ มาสำคัญตนว่า
เป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านพลาดมรรคาแห่งความ
บริสุทธิ์เสียแล้ว.
[๔๑๘] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป
จึงได้ตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า
เรารู้แล้วว่า ตบะอื่น ๆ อย่างใด
อย่างหนึ่ง ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ตบะทั้งหมดหาอำนวยประโยชน์ให้ไม่
ดุจถ่อเรือบนบก ฉะนั้น (เรา) เจริญมรรค
คือ ศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อความ
ตรัสรู้ เป็นผู้บรรลุความบริสุทธิ์อย่าง
ยอดเยี่ยมแล้ว ดูก่อนมารผู้กระทำซึ่งที่สุด
ตัวท่านเป็นผู้ที่เรากำจัดเสียแล้ว.
ครั้งนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้
จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง.

2