ปฏิญญาว่าเราเป็นสัมมาสัมพุทธะหรือ แต่พระราชามิได้ทูลถามปัญหานี้ โดย
ลัทธิของพระองค์เอง ตรัสถามโดยอำนาจปฏิญญาที่มหาชนในโลกถือกัน. ครั้ง
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงบันลือพุทธสีหนาท จึงตรัสว่า ยํ หิ ตํ
มหาราช ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหํ หิ มหาราช ความ
ว่า เราตถาคตตรัสรู้ยิ่งซึ่งสัมมาสัมโพธิกล่าวคือพระสัพพัญญุตญาณ อันยอด
เยี่ยม ประเสริฐสุดแห่งญาณทั้งหมด. บทว่า สมณพฺราหฺมณา ได้แก่ชื่อว่า
สมณะ เพราะเข้าบวช ชื่อว่าพราหมณ์ โดยกำเนิด. ในบทว่า สงฺฆิโน เป็น
ต้น ที่ชื่อว่า สังฆี เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น มีสงฆ์กล่าวคือชุมนุมนัก
บวช. ที่ชื่อว่า คณี ก็เพราะสมณพราหมณ์ มีคณะนั้นนั่นแหละ ที่ชื่อว่า
คณาจารย์ ก็เพราะเป็นอาจารย์ของคณะนั้น โดยให้ศึกษาอาจาระ. บทว่า
ญาตา แปลว่าที่เขารู้จักกันทั่ว คือปรากฏแล้ว. ที่ชื่อว่า ยสฺสฺสิ [มียศ]
ก็เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น มียศ [เกียรติยศ] ฟุ้งขจรอย่างนี้ว่า ท่าน
เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ไม่นุ่งแม้แต่ผ้า เพราะเป็นผู้มักน้อย. บทว่า ติตฺถกรา
แปลว่าเจ้าลัทธิ. บทว่า สาธุสมฺมตา ได้แก่ที่เขาสมมติอย่างนี้ว่าเป็นคนสงบ
เป็นคนดี. บทว่า พหุชนสฺส ได้แก่ปุถุชนคนอันธพาล ผู้มิได้สดับฟัง
[ศึกษา]. คำว่า ปูรณะ เป็นต้น เป็นชื่อตัวและโคตร [สกุล] ของเจ้าลัทธิ
เหล่านั้น. จริงอยู่ คำว่าปูรณะเป็นชื่อตัวเท่านั้น. คำว่า มักขลิ ก็เหมือน
กัน. ก็มักขลินั้น เรียกกันว่า โคสาล ก็เพราะเกิดในโรง [คอก] โค.
บทว่า นาฏปุตฺโต แปลว่า บุตรของนักรำ. บทว่า เวลฏฺฐปุตฺโต แปล
ว่า บุตรของช่างสานเสื่อลำแพน. บทว่า กจฺจายโน เป็นโคตร [สกุล]
ของเดียรถีย์ชื่อ ปกุทธะ. เรียกกันว่า อชิต เกสกัมพล ก็เพราะครองผ้า
กัมพลทำด้วยผมคน.