[๖๕๑] ก็สมัยนั้นแล มาณพชื่อว่ากาปทิกะ ยังเป็นเด็กโกนศีรษะ
มีอายุ ๑๖ ปีแต่กำเนิด เป็นผู้รู้จบไตรเพท.. . ชำนาญในคัมภีร์โลกายตะและ
ตำราทำนายมหาปุริสลักษณะ นั่งอยู่ในบริษัทนั้นด้วย เขาพูดสอดขึ้นใน
ระหว่าง ๆ เมื่อพราหมณ์ทั้งหลายผู้แก่เฒ่ากำลังเจรจาอยู่กับพระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามกาปทิกมาณพว่า เนื้อพราหมณ์ทั้งหลาย
ผู้แก่เฒ่ากำลังเจรจาอยู่ ท่านภารทวาชะอย่าพูดสอดขึ้นในระหว่าง ๆ ท่าน
ภารทวาชะจงรอให้จบเสียก่อน.
[๖๕๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว จังกีพราหมณ์ได้
กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านพระโคดมอย่าทรงห้ามกาปทิกมาณพเลย
กาปทิกมาณพเป็นบุตรของผู้มีสกุล เป็นพหูสุต เป็นบัณฑิต เจรจาถ้อยคำ
ไพเราะ และสามารถจะเจรจาโต้ตอบในคำนั้นกับท่านพระโคดมได้ ลำดับนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีพระดำริว่า กาปทิกมาณพจักสำเร็จการศึกษาในปาพจน์
คือ ไตรวิชาเป็นแน่แท้ พราหมณ์ทั้งหลายจึงยกย่องเขาถึงอย่างนั้น ครั้งนั้น
กาปทิกมาณพได้มีความคิดว่า พระสมณโคดมจักทอดพระเนตรสบตาเราเมื่อใด
เราจักทูลถามปัญหากะพระสมณโคดมเมื่อนั้น ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของกาปทิกมาณพด้วยพระหฤทัยแล้ว ทรงทอด
พระเนตรไปทางกาปทิกมาณพ ครั้งนั้นแล กาปทิกมาณพได้มีความคิดว่า
พระสมณโคดมทรงใส่พระทัยเราอยู่ ผิฉะนั้น เราพึงทูลถามปัญหากะพระ-
สมณโคดมเถิด ลำดับนั้นแล กาปทิกมาณพได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่ท่านโคดม ก็ในบทมนต์อันเป็นของเก่าของพราหมณ์ทั้งหลาย โดยนำ
สืบต่อกันมาตามคัมภีร์ พราหมณ์ทั้งหลายย่อมถึงความตกลงโดยส่วนเดียวว่า
สิ่งนี้แลจริง สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้ ในเรื่องนี้ ท่านพระโคดมตรัสว่าอย่างไร.