ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 136 (เล่ม 21)

ด้วยพระศาสดา ดังนี้ จึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า โส โข อหํ เป็นอาทิ
บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในมหาสัจจกะ๑ จนถึง ยาว รตฺติยา
ปจฺฉิเม ยาเม. ต่อจากนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในปาสราสิสูตร๒ ตั้ง
แต่ ปญฺจวคฺคิยานํ อาสวกฺขยา.
บทว่า องฺกุสคณฺเห สิปฺเป ศิลปะของผู้ถือขอ. บทว่า
กุสโอ อหํ ความว่า เราเป็นผู้ฉลาด. ก็กุมารนี้ เรียนศิลปะในสำนักของ
ใคร. บิดาเรียนในสำนักของปู่ กุมารนี้ก็เรียนในสำนักบิดา.
ได้ยินมาว่า ในพระนครโกสัมพี พระราชาพระนามว่า ปรันตปะ
ทรงครองราชย์อยู่. พระราชมเหสีมีพระครรภ์แก่ทรงนั่งห่มผ้ากัมพลมีสีแดง
ผิงแดดอ่อนอยู่กับพระราชาที่ชายพระตำหนัก. มีนกหัสดีลิงค์ตัวหนึ่ง สำคัญว่า
เป็นชิ้นเนื้อบินมาโฉบเอา (พระนาง) ไปทางอากาศ. พระนางเกรงว่านกจะ
ทิ้งพระองค์ลง จึงทรงเงียบเสียงเสีย. นกนั้นพาพระนางไปลงที่ค่าคบไม้ ณ เชิง
เขาแห่งหนึ่ง. พระนางจึงทมพระหัตถ์ทำเสียงดังขึ้น. นกก็ตกใจหนีไปแล้ว
พระนางก็คลอดพระโอรสบนค่าคบไม้นั้นนั่นแล. เมื่อฝนตกลงมาในกลางคืน.
เวลายามสาม พระนางจึงเอาผ้ากัมพลห่มประทับนั่งอยู่. และในที่ไม่ไกลเชิงเขา
นั้น มีดาบสรูปหนึ่งอาศัยอยู่. ด้วยเสียงร้องของพระนางนั้น ดาบสจึงมายัง
โคนไม้เมื่ออรุณขึ้น ถามพระนางถึงชาติ แล้วพาดบันใดให้นางลงมา พาไป
ยังที่อยู่ของตนให้ดื่มข้าวยาคู. เพราะทารกถือเอาฤดูแห่งเมฆและฤดูแห่งภูเขา
เกิดแล้ว จึงตั้งชื่อว่า อุเทน. พระดาบสหาผลไม้มาเลี้ยงดูชนทั้ง ๒. วันหนึ่ง
พระนางกระทำการต้อนรับในเวลาดาบสกลับ แสดงมารยาของหญิงทำดาบสให้
ถึงสีลเภทแล้ว. เมื่อคนเหล่านั้นอยู่ร่วมกัน กาลเวลาก็ผ่านไป พระเจ้าปรันตปะ
๑. ม. ๑/๒๙๙ ๑๒/๒๓๔
๒. ม. ๑/๒๑๖ ๑๒/๒๓๑

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 137 (เล่ม 21)

สวรรคตแล้ว. ดาบสแหงนดูนักษัตรในเวลาราตรีก็รู้ว่าพระราชาสวรรคต จึง
ถามว่า พระราชาของท่านสวรรคตแล้ว ต้องการจะให้บุตรของท่านอยู่ในที่นี้
หรือ หรือจะให้ยกฉัตรในราชสมบัติของพระบิดา. พระนางจึงเล่าความเป็นมา
ทั้งหมดตั้งแต่ต้นมาแก่พระโอรสทราบว่า พระโอรสต้องการจะยกเศวตฉัตรของ
พระบิดา จึงบอกแก่ดาบส. ก็ดาบสรู้วิชาจับช้าง. ถามว่าวิชานั้นดาบสได้มา
แต่ไหน. ตอบว่า ได้มาแต่สำนักท้าวสักกะ. ได้ยินว่า ในกาลก่อนท้าวสักกะ
เสด็จมาบำรุงดาบสนั้น ได้ถามว่า พระคุณเจ้าลำบากด้วยเรื่องอะไรบ้าง
พระดาบสจึงทูลว่า มีอันตรายเกี่ยวกับช้าง. ท้าวสักกะจึงประทานวิชาจับช้าง
และพิณแก่ดาบสนั้น ตรัสสอนว่า เมื่อต้องการจะให้ช้างหนีจงดีดสายนี้แล้วร่าย
โศลกนี้ เมื่อมีความประสงค์จะให้ช้างมา ก็จงร่ายโสลกนี้ ดังนี้. ดาบสจึงสอน
ศิลปะนั้นแก่กุมาร. พระกุมารนั้นขึ้นต้นไม้ไทรต้นหนึ่ง เมื่อช้างทั้งหลาย
มาแล้ว ก็ดีดพิณร่ายโสลก. ช้างทั้งหลายกลัวหนีไปแล้ว พระกุมารทราบ
อานุภาพของศิลปะ วันรุ่งขึ้นจึงประกอบศิลปะเรียกช้าง. ช้างที่เป็นจ่าฝูงก็มา
น้อมคอเข้าไปใกล้. พระกุมารขึ้นคอช้างแล้วเลือกช้างหนุ่ม ๆ ที่พอจะรับได้
แล้ว ถือเอาผ้ากัมพลและพระธำมรงค์ไปไหว้มารดาบิดาออกไปโดยลำดับ เข้า
ไปยังหมู่บ้านนั้น ๆ รวบรวมคนบอกว่า เราเป็นโอรสของพระราชา ต้องการ
สมบัติจึงได้มา แล้วไปล้อมพระนครไว้แจ้งว่า เราเป็นโอรสของพระราชา
ขอท่านทั้งหลายจงมอบฉัตรแก่เรา เมื่อพวกเขาไม่เธออยู่ ก็แสดงผ้ากัมพลและ
พระธำมรงค์ให้ดู. ได้ยกฉัตรขึ้นครองราชย์แล้ว. พระราชานั้นมีพระทัยใส่แต่
ช้าง เมื่อเขาทูลว่าที่ตรงโน้นมีช้างงาม ก็ทรงเสด็จไปจับ . พระเจ้าจัณฑปัช-
โชตทรงดำริว่า เราจักเรียนศิลปะในสำนักของพระเจ้าอุเทนนั้น จึงรับสั่งให้
ประกอบช้างไม้ขึ้น จัดให้ทหารนั่งอยู่ภายในช้างไม้นั้น พอพระราชานั้นเสด็จ
มาเพื่อทรงจับช้าง ก็ถูกจับได้ ส่งพระธิดาไปเพื่อเรียนศิลปะจับช้างในสำนัก

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 138 (เล่ม 21)

ของพระราชา. พระองค์ได้สำเร็จสังวาสกันกับพระธิดานั้น แล้วพากันหนีไป
ยังพระนครของพระองค์. พระโพธิราชกุมารนี้ทรงเกิดในพระครรภ์ของพระ-
ธิดานั้น จึงได้เรียนศิลปะ (มนต์) ในสำนักของพระชนกของพระองค์.
บทว่า ปธานิยงฺคานิ ความว่า ความเริ่มตั้ง ท่านเรียกว่า ปธานะ
(ความเพียร). ความเพียรของภิกษุนั้นมีอยู่ เหตุนั้นภิกษุนั้น ชื่อว่า ปธานียะ
ผู้มีความเพียร. องค์แห่งภิกษุผู้มีความเพียร เหตุนั้น ชื่อว่า ปานิยังคะ.
บทว่า สทฺโธ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยศรัทธา. ก็ศรัทธานั้นมี ๔ ประการ คือ
อาคมนศรัทธา ๑ อธิคมนศรัทธา ๑ โอกัปปนศรัทธา ๑ ปสาทศรัทธา ๑.
ในบรรดาศรัทธา ๔ อย่างนั้น ความเชื่อต่อพระสัพพัญญูโพธิสัตว์ ชื่อว่า
อาคมนศรัทธา เพราะมาแล้วจำเดิมแต่ตั้งความปรารถนา. ชื่อว่า อธิคมนศรัทธา
เพราะบรรลุแล้วด้วยการแทงตลอดแห่งพระอริยสาวกทั้งหลาย. ความปลงใจ
เชื่อโดยความไม่หวั่นไหวเมื่อเขากล่าวว่า พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ ชื่อว่า
โอกัปปนศรัทธา. ความบังเกิดขึ้นแห่งความเลื่อมใส ชื่อว่า ปสาทศรัทธา.
ในที่นี้ประสงค์เอาโอกัปปนศรัทธา. บทว่า โพธิ ได้แก่ มัคคญาณ ๔. บุคคล
ย่อมเชื่อว่า พระตถาคตทรงแทงตลอดมัคคฌาณ ๔ นั้นดีแล้ว. อนึ่ง คำนี้เป็น
ยอดแห่งเทศนาทีเดียว ก็ความเชื่อในพระรัตนะทั้ง ๓ ท่านประสงค์เอาแล้ว
ด้วยองค์นี้. คือ ผู้ใดมีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเป็นต้น อย่างแรงกล้า
ปธานวีริยะของผืนนี้ ย่อมสำเร็จ. บทว่า อปฺปาพาโธ ได้แก่ ความไม่มีโรค.
บทว่า อปฺปาตงฺโก ได้แก่ ความไม่มีทุกข์. บทว่า ลมเวปากินิยา ความว่า
มีวิปากเสมอกัน . บทว่า คหณิยา ได้แก่ เตโชธาตุ อันเกิดแต่กรรม. บทว่า
นาติสีตาย นาจฺจุณฺหาย ความว่า ก็ผู้มีธาตุอันเย็นจัด ก็กลัวความเย็น
ผู้มีธาตุร้อนจัด ก็กลัวความร้อน. ความเพียรของคนเหล่านั้นจะไม่สำเร็จ.
จะสำเร็จแก่ผู้มีธาตุเป็นกลาง ๆ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มชฺฌิมาย

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 139 (เล่ม 21)

ปธานกฺขมาย. บทว่า ยถาภูตํ อตฺตานํ อาวิกตฺตา ความว่า ประกาศโทษ
ใช่คุณของตนตามเป็นจริง. บทว่า อุทยตฺถคามินิยา ความว่า สามารถเพื่อ
จะถึง คือ จะกำหนดถึงความเกิดและความดับ. ด้วยคำนี้ท่านกล่าวถึง
อุทยัพพยญาณอันกำหนดลักษณะ ๕๐. บทว่า อริยาย ได้แก่บริสุทธิ์. บทว่า
นิพฺเพธิกาย ความว่า สามารถชำแรกกองโลภเป็นต้นได้ในกาลก่อน บทว่า
สมฺมาทุกฺขกฺขยคามินิยา ความว่า ให้ถึงความสิ้นไปแห่งทุกข์ที่จะต้องทำให้
สิ้นนั้น เพราะละกิเลสทั้งหลายเสียได้ด้วยตทังคปหาน. ด้วยบทเหล่านี้ทั้งหมด
ตรัสวิปัสสนาปัญญาอย่างเดียว ด้วยประการฉะนี้. จริงอยู่ ความเพียรย่อมไม่
สำเร็จแก่ผู้มีปัญญาทราม. อนึ่ง ด้วยคำนี้พึงทราบว่า องค์แห่งภิกษุผู้มีความ
เพียรทั้งห้าเป็นโลกิยะเท่านั้น.
บทว่า สายมนุสิฏฺ โฐ ปาโต วิเสสาธิคจฺฉติ สอนตอนเย็น บรรลุ
คุณวิเศษในตอนเช้า ความว่า เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคต ก็พร่ำสอน พออรุณ
ขึ้นก็บรรลุคุณวิเศษ. คำว่า ปาตมนุสิฏฺ โฐ สายํ ความว่า พออรุณขึ้น ก็
พร่ำสอน ในเวลาพระอาทิตย์อัสดงคตก็บรรลุคุณวิเศษ. ก็แลพระเทศนานี้
ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งไนยบุคคล. จริงอยู่ ไนยบุคคลแม้มีปัญญาทรามก็
บรรลุอรหัตต์ได้โดย ๗ วัน. มีปัญญากล้าแข็ง โดยวันเดียว. พึงทราบคำที่
เหลือด้วยสามารถแห่งปัญญาพอกลาง ๆ. บทว่า อโห พุทฺโธ อโห ธมฺโม
อโห ธมฺมสฺส สฺวากฺขาตตา ความว่า เพราะ ภิกษุ ให้อาจารย์บอกกัมมัฏ-
ฐานในเวลาเช้า ในตอนเย็นบรรลุอรหัตต์ เพราะความที่ธรรมของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายมีคุณโอฬาร และเพราะความที่พระธรรมอันพระพุทธเจ้าตรัสดีแล้ว
ฉะนั้น เมื่อจะสรรเสริญจึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า ยตฺร หิ นาม เป็นนิบาต
ใช้ในอรรถว่า น่าอัศจรรย์. บทว่า กุจฺฉิมติ ได้แก่ สัตว์ที่ใกล้จุติ. บทว่า
โย เม อยํ ภนฺเต กุจฺฉคโต ความว่า ก็สรณะย่อมเป็นอันถือเอาแล้วด้วย

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 140 (เล่ม 21)

อาการอย่างนี้หรือ. ยังไม่เป็นอันถือเอาแล้ว. ธรรมดาการถึงสรณะด้วยอจิตตกะ
ย่อมไม่มี. ส่วนการรักษาย่อมปรากฏเฉพาะแล้ว. ภายหลังมารดาบิดา ได้เตือน
กุมารนั้นให้ระลึกได้ว่า ดูก่อนลูก เมื่ออยู่ในครรภ์ก็ให้ถือเอาสรณะนั้น ดังนี้
เมื่อเวลาแก่ และพระกุมารนั้น ก็กำหนดได้แล้ว ยังสติให้เกิดขึ้นว่า เราเป็น
อุบาสกถึงสรณะแล้ว ดังนี้ ในกาลใด. ในกาลนั้น ย่อมชื่อว่า ถือสรณะ
แล้ว. คำที่เหลือในที่ทั้งปวงตื้นทั้งนั้นและ
จบอรรถกถาโพธิราชกุมารสูตรที่ ๕

140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 141 (เล่ม 21)

๖. อังคุลิมาลสูตร
[๕๒๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ก็สมัยนั้นแล ในแว่นแคว้น
ของพระเจ้าปเสนทิโกศล มีโจรชื่อว่าองคุลิมาล เป็นคนหยาบช้า มีผ่ามือ
เปื้อนเลือด ปักใจมั่นในการฆ่าตี ไม่มีความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย. องคุลิมาล
โจรนั้น กระทำบ้านไม่ให้เป็นบ้านบ้าง กระทำนิคมไม่ให้เป็นนิคมบ้าง กระทำ
ชนบทไม่ให้เป็นชนบทบ้าง. เขาเข่นฆ่าพวกมนุษย์แล้วเอานิ้วมือร้อยเป็นพวง
ทรงไว้.
ครั้งนั้นแล ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตร
และจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ครั้นแล้วในเวลาปัจฉาภัต
เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงเก็บเสนาสนะ ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จ
ดำเนินไปตามทางที่องคุลิมาลโจรซุ่มอยู่. พวกคนเลี้ยงโค พวกคนเลี้ยงปศุสัตว์
พวกชาวนาที่เดินมา ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินไปตามทางที่
องคุลิมาลโจรซุ่มอยู่ ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่สมณะ
อย่าเดินไปทางนั้น ที่ทางนั้นมีโจรชื่อว่าองคุลิมาลเป็นคนหยาบช้า มีฝ่ามือ
เปื้อนเลือด ปักใจในการฆ่าดี ไม่มีความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย องคุลิมาล
โจรนั้น กระทำบ้านไม่ให้เป็นบ้านบ้าง กระทำนิคมไม่ให้เป็นนิคมบ้าง กระทำ
ชนบทไม่ให้เป็นชนบทบ้าง เขาเข่นฆ่าพวกมนุษย์แล้วเอานิ้วมือร้อยเป็นพวง
ทรงไว้ ข้าแต่สมณะ พวกบุรุษสิบคนก็ดี ยี่สิบคนก็ดี สามสิบคนก็ดี สี่สิบคน
ก็ดี ย่อมรวมเป็นพวกเดียวกันเดินทางนี้ แม้บุรุษผู้นั้นก็ยังถึงความพินาศ

141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 142 (เล่ม 21)

เพราะมือขององคุลิมาลโจร เมื่อคนพวกนั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงนิ่ง ได้เสด็จไปแล้ว.
[๕๒๒] แม้ครั้งที่สอง พวกคนเลี้ยงโค พวกคนเลี้ยงปศุสัตว์ พวก
ชาวนาที่เดินมา ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่สมณะ อย่าเดินไป
ทางนั้น ที่ทางนั้นมีโจรชื่อว่าองคุลิมาล เป็นคนหยาบช้า มีฝ่ามือเปื้อนเลือด
ปักใจในการฆ่าตี ไม่มีความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย องคุลิมาลโจรนั้น กระทำ
บ้านไม้ให้เป็นบ้านบ้าง กระทำนิคมไม่ให้เป็นนิคมบ้าง กระทำชนบทไม่ให้
เป็นชนบทบ้าง เขาเข่นฆ่าพวกมนุษย์แล้วเอานิ้วมือร้อยเป็นพวงทรงไว้ ข้าแต่
สมณะ พวกบุรุษสิบคนก็ดี ยี่สิบคนก็ดี สามสิบคนก็ดี สี่สิบคนก็ดี ย่อม
รวมเป็นพวกเดียวกันเดินทางนี้ ข้าแต่สมณะ แม้บุรุษพวกนั้นก็ยังถึงความ
พินาศเพราะมือขององคุลิมาลโจร ดังนี้. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนิ่ง
ได้เสด็จไปแล้ว.
[๕๒๓] แม้ครั้งที่สาม พวกคนเลี้ยงโค พวกคนเลี้ยงปศุสัตว์ พวก
ชาวนาที่เดินมา ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่สมณะ อย่าเดินไป
ทางนั้น ที่ทางนั้นมีโจรชื่อว่าองคุลิมาล เป็นคนหยาบช้า มีฝ่ามือเปื้อนเลือด
ปักใจในการฆ่าตี ไม่มีความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย องคุลิมาลโจรนั้น กระทำ
บ้านไม่ให้เป็นบ้านบ้าง กระทำนิคมไม่ให้เป็นนิคมบ้าง กระทำชนบทไม่ให้
เป็นชนบทบ้าง เขาเข่นฆ่าพวกมนุษย์แล้วเอานิ้วมือร้อยเป็นพวงทรงไว้ ข้าแต่
สมณะ พวกบุรุษสิบคนก็ดี ยี่สิบคนก็ดี สามสิบคนก็ดี สี่สิบคนก็ดี ย่อมรวม
เป็นพวกเดียวกันเดินทางนี้ ข้าแต่สมณะ แม้บุรุษพวกนั้นก็ยังถึงความพินาศ
เพราะมือขององคุลิมาลโจร ดังนี้. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนิ่ง ได้
เสด็จไปแล้ว.

142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 143 (เล่ม 21)

ทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร
[๕๒๔] องคุลิมาโจรได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกล.
ครั้นแล้ว เขาได้มีความดำริว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ ไม่เคยมีเลย พวกบุรุษ
สิบคนก็ดี ยี่สิบคนก็ดี สามสิบคนก็ดี สี่สิบคนก็ดี. ก็ยังต้องรวมเป็นพวก
เดียวกันเดินทางนี้ แม้บุรุษพวกนั้นยังถึงความพินาศเพราะมือเรา เออก็สมณะ
นี้ผู้เดียว ไม่มีเพื่อนชรอยจะมาข่ม ถ้ากระไร เราพึงปลงสมณะเสียจากชีวิต
เถิด. ครั้งนั้น องคุลิมาลโจรถือดาบและโล่ผูกสอดแล่งธนู ติดตามพระผู้มี
พระภาคเจ้าไปทางพระปฤษฏางค์. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบันดาล
อิทธาภิสังขาร โดยประการที่องคุลิมาลโจรจะวิ่งจนสุดกำลัง ก็ไม่อาจทัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสด็จไปตามปกติ.
ครั้งนั้น องคุลิมาลโจรได้มีความดำริว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ ไม่เคย
มีเลย ด้วยว่าเมื่อก่อน แม้ช้างกำลังวิ่ง ม้ากำลังวิ่ง รถกำลังแล่น เนื้อกำลัง
วิ่ง เราก็ยังวิ่งตามจับได้ แต่ว่าเราวิ่งจนสุดกำลัง ยังไม่อาจทันสมณะนี้ซึ่งเดิน
ไปตามปรกติดังนี้ จึงหยุดยืนกล่าวกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า จงหยุดก่อนสมณะ
จงหยุดก่อนสมณะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราหยุดแล้ว องคุลิมาล
ท่านเล่า จงหยุดเถิด.
[๕๒๕] ครั้งนั้น องคุลิมาลโจรดำริว่า สมณศากยบุตรเหล่านั้น
มักเป็นคนพูดจริง มีปฏิญญาจริง แต่สมณะรูปนี้เดินไปอยู่เทียว กลับพูดว่า
เราหยุดแล้วองคุลิมาล ท่านเล่าจงหยุดเถิด ถ้ากระไร เราพึงถามสมณะรูปนี้
เถิด. ครั้งนั้น องคุลิมาลโจรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถา ความว่า

143
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 144 (เล่ม 21)

ดูก่อนสมณะ ท่านกำลังเดินไป ยัง
กล่าวว่า เราหยุดแล้ว และท่านยังไม่หยุด
ยังกล่าวกะข้าพเจ้าผู้หยุดแล้วว่าไม่หยุด
ดูก่อนสมณะ ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้
กะท่าน ท่านทยุดแล้วเป็นอย่างไร ข้าพเจ้า
ยังไม่หยุดแล้วเป็นอย่างไร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนองคุลิมาล เราวางอาชญาใน
สรรพสัตว์ได้แล้ว จึงชื่อว่าหยุดแล้วใน
กาลทุกเมื่อ ส่วนท่านไม่สำรวมในสัตว์
ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เราจึงชื่อว่าหยุด
แล้ว ท่านยังไม่หยุด.
องคุลิมาลโจรทูลว่า
ดูก่อนสมณะ ท่านอันเทวดามนุษย์
บูชาแล้ว แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่มาถึง
ป่าใหญ่เพื่อจะสงเคราะห์ข้าพเจ้าสิ้นกาล-
นานหนอ ข้าพเจ้านั้นจักประพฤติละบาป
เพราะพึงคาถาอันประกอบด้วยธรรมของ
ท่าน องคุลิมาลโจรกล่าวดังนี้แล้ว ได้ทิ้ง
ดาบและอาวุธลงในเหวลึกมีหน้าผาชัน
องคุลิมาลโจรได้ถวายบังคมพระบาททั้งสอง
ของพระสุคต แล้วได้ทูลขอบรรพชากะ
พระสุคต ณ ที่นั้นเอง. ก็แลพระพุทธเจ้า

144
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 145 (เล่ม 21)

ผู้ทรงประกอบด้วยพระกรุณา ทรงแสวง-
หาคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นศาสดาของโลกกับ
ทั้งเทวโลก ได้ตรัสกะองคุลิมาลโจรใน
เวลานั้นว่า ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด อันนี้
แหละเป็นภิกษุภาวะขององคุลิมาลโจรนั้น
ดังนี้.
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระองคุลิมาลเป็นปัจฉาสมณะ เสด็จ
จาริกไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ เสด็จถึงพระนครสาวัตถี
แล้ว.
เสด็จเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
[๕๒๖] ได้ยินว่า ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระ-
เชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ้ก็สมัยนั้น
หมู่มหาชนประชุมกันอยู่ที่ประทูพระราชวังของพระเจ้าปเสนทิโกศล ส่งเสียง
อื้ออึงว่า ข้าแต่สมมติเทพ ในแว่นแคว้นของพระองค์ มีโจรชื่อว่าองคุลิมาล
เป็นคนหยาบช้า มีฝ่ามือเปื้อนเลือด ปักใจในการฆ่าดี ไม่มีความกรุณาใน
สัตว์ทั้งหลาย องคุลิมาลโจรนั้น กระทำบ้านไม่ให้เป็นบ้านบ้าง กระทำนิคม
ไม่ให้เป็นนิคมบ้าง กระทำชนบทไม่ให้เป็นชนบทบ้าง เขาเข่นฆ่าพวกมนุษย์
แล้วเอานิ้วมือร้อยเป็นพวงทรงไว้ ขอพระองค์จงกำจัดมันเสียเถิด.
ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จออกจากพระนครสาวัตถี ด้วย
กระบวนม้าประมาณ ๕๐๐ เสด็จเข้าไปทางพระอารามแต่ยังวันทีเดียว เสด็จไป
ด้วยพระยานจนสุดภูมิประเทศที่ยานจะไปได้ เสด็จลงจากพระยานแล้ว ทรง

145