ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 366 (เล่ม 17)

ท่านพระสารีบุตรกล่าวหมายเอาการไม่ยังฉันทะให้เกิดขึ้นเป็นต้น
ที่ท่านได้กล่าวไว้ โดยนัยมีอาทิว่า เขาจักไม่ให้ความพอใจเกิดขึ้น.
แม้ในจำนวนข้อความเหล่านั้น ข้อความว่า เขาจักให้ฉันทะเกิด
ขึ้น คือ เขาเมื่อไม่รู้ ก็จักไม่ให้ความพอใจอยากจะทำเกิดขึ้น เพื่อจะ
ละกิเลสเพียงดังเนินนั้น.
บทว่า น วายมิสฺสติ แปลว่า จักไม่พยายาม คือจักไม่ทำความ
พยายามให้มีกำลังมากไปกว่านั้นเลย.
ข้อว่า น วิริยํ อารภิสฺสติ ( จักไม่ปรารภความเพียร ) ความว่า
จักไม่ปรารภความเพียร ที่เป็นตัวกำลังเอาเลย อธิบายว่า จักไม่ยังความ
เพียรให้เป็นไป.
บทว่า สงฺคโณ ( กิเลสดุจเนิน ) คือมีกิเลสดุจเนินด้วยเนิน
ทั้งหลายมีราคะเป็นต้นเหล่านั้น.
บทว่า สงฺกิลิฏฺฐจิตฺโต ( เป็นผู้มีจิตเศร้าหมองแล้ว ) คือเป็นผู้
มีจิตมัวหมอง ได้แก่ มีจิตขุ่นมัวเอามาก ๆ เพราะเนินคือกิเลสเหล่านั้น
เอง ได้แก่เป็นผู้มีจิตถูกกิเลสเพียงดังเนินเหล่านั้นเบียดเบียน มีจิตถูก
กิเลสเพียงดังเนินเหล่านั้นเผาลนเอาทีเดียว.
บทว่า กาลํ กริสฺสติ ( จักมรณภาพ ) คือจักตาย.
บทว่า เสยฺยถาปิ คือ เสยฺยถา นาม เปรียบเหมือนว่า.
บทว่า กํสปาติ ( ถาดทองสัมฤทธิ์) คือภาชนะที่ทำด้วยทอง
สัมฤทธิ์.
บทว่า อาภตา คือเอามา.

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 367 (เล่ม 17)

บทว่า อาปณา วา กมฺมารกุลา วา ( จากตลาดหรือตระกูล
ของช่างทอง) คือ จากร้านตลาด หรือจากบ้านของช่างทองผู้ทำถาดทอง
สัมฤทธิ์.
บทว่า รเชน ( ถูกละออง) คือถูกละอองที่จรมา มีฝุ่นเป็นต้น
(ปลิวมาเกาะ).
บทว่า มเลน ( ถูกสนิม) คือถูกสนิมโลหะที่เกิดกับถาดทอง
สัมฤทธิ์นั่นเอง (จับ ).
บทว่า ปริโยนทฺธา (จับ) คือเกาะหุ้มอยู่ทั่วไป.
บทว่า น จ ปริโยทเปยฺยํ ( ไม่ได้ขัดถู) คือไม่ได้ทำความ
สะอาด ด้วยวิธีล้างและขัคสีเป็นต้น.
บทว่า รชาปเถ (ทางฝุ่น ) คือในที่ที่มีละออง. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะ
(บาลีในพระไตรปิฎก ) ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน. อธิบายว่า เก็บไว้
ในที่ที่ละอองปลิวมาถึง คือในที่ที่ละอองฟุ้ง หรือเก็บไว้ใต้เตียง หรือยุ้ง
แกลบ หรือภายในภาชนะเหมือนกับเอาละอองโรยใส่.
ในข้อว่า สงฺกิลิฎฺฐตรา อสฺส มลคฺคหิตา (มีแต่จะมัวหมองมี
สนิมเกาะมาก ) นี้มีคำอธิบายว่า รังแต่จะมัวหมองขึ้นกว่าเดิม เพราะ
เก็บไว้ในที่ทางที่มีละออง คือถูกสนิมเกาะขึ้นมากกว่าเดิม เพราะไม่ได้ใช้
และไม่ได้ทำความสะอาด มิใช่หรือ ?
ก็คำว่า ( มีแต่จะมัวหมองมีสนิมเกาะมากมิใช่หรือ) นี้เป็นคำย้อน
ถาม. เพราะฉะนั้น พึงทราบอรรถาธิบายคำย้อนถามนั้น ดังต่อไปนี้ว่า
ท่านขอรับ ( โมคคัลลานะ ) ถาดทองสัมฤทธิ์ใบนั้น ที่เขาทำอย่างนี้
ภายหลังจะหมองมากกว่าเดิม และจะมีสนิมเกาะมากกว่าเดิมจนยากที่จะรู้ได้

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 368 (เล่ม 17)

หรือไม่รู้ได้ว่า เป็นถาดดินหรือเป็นถาดทองสัมฤทธิ์. พระเถระเมื่อจะรับ
รองคำนี้ จึงกล่าวว่า เป็นอย่างนั้นนั่นแหละท่าน.
พระธรรมเสนาบดี (สารีบุตร) เมื่อจะยืนยันข้ออุปไมยอีกครั้ง
จึงได้กล่าวคำมีอาทิไว้ว่า เอวเมว โข ( ก็เหมือนกันนั่นแหละ ).
ในคำนั้น ควรทราบการเปรียบเทียบคำอุปมากับคำอุปไมย ดังต่อ
ไปนี้ :-
บุคคลที่ยังมีกิเลสเพียงดังเนินอยู่ เปรียบเหมือนถาดสัมฤทธิ์ที่มัว
หมอง การที่บุคคลนั้นเมื่อจะได้บวช ก็กลับได้บวชในสำนักของบุคคลผู้
ขวนขวายในอเนสนาทั้งหลายมีเวชกรรม (เป็นหมอ ) เป็นต้น เปรียบ
เหมือนการทอดทิ้งถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมองอยู่แล้ว ไว้ในที่ทางที่มี
ละอองเพราะไม่ได้ใช้สอย เป็นต้น. การทำอเนสนามีเวชกรรมเป็นต้นแห่ง
บุคคลนั้น ผู้สำเหนียกอยู่ตามอาจารย์และอุปัชฌาย์ ตามลำดับ ( และ)
การมรณภาพทั้งที่ยังมีกิเลสเพียงดังเนินของบุคคลผู้ดำรงอยู่ในวีติกกมโทษ
คือการทำอเนสนามีเวชกรรมเป็นต้น (เป็นหมอเหมือนอาจารย์) เปรียบ
เหมือนภาวะของถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมองอยู่แล้ว กลับมัวหนองยิ่งขึ้นไป
กว่าเดิมอีก.
อีกอย่างหนึ่ง การมรณภาพทั้ง ๆ ที่ยังมีกิเลสเพียงดังเนินอยู่แห่ง
เขาผู้ดำรงอยู่ในวีติกกมโทษนี้ตามลำดับ คือ การต้องอาบัติทุกกฏ และ
ทุพภาสิต ( เปรียบเหมือนภาวะของถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมองอยู่แล้ว
กลับมัวหมองขึ้นไปอีก ). อีกอย่างหนึ่ง การมรณภาพทั้ง ๆ ที่ยังมีกิเลส
เพียงดังเนินอยู่ของเขาผู้ดำรงอยู่ในวีติกกมโทษนี้ตามลำดับ คือ การต้อง
อาบัติปาจิตตีย์ และถุลลัจจัย การต้องอาบัติสังฆาทิเสส การต้องอาบัติ

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 369 (เล่ม 17)

ปาราชิก และการทำอนันตริยกรรม มีการฆ่ามารดาเป็นต้น (เปรียบ
เหมือนภาวะของถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมองอยู่แล้ว กลับมัวหมองยิ่งขึ้น
ไปอีก).
แต่ในข้อความนี้ว่า จักเป็นผู้มีจิตเศร้าหมอง มรณภาพ ไม่ควร
เห็นอรรถาธิบายอย่างนี้ว่า จักมรณภาพด้วยอกุศลจิต. เพราะสัตว์ทุกตัวตน
ตายโดยปกติจิต คือโดยภวังคจิตกันทั้งนั้น แต่คนคนนี้ยังไม่ชำระจิต
สันดานให้สะอาดก่อนแล้วจึงตาย ดังนี้แล พึงทราบอรรถาธิบายว่า
พระสารีบุตรกล่าวข้อความไว้อย่างนี้ หมายเอาอรรถาธิบายข้อนี้ .
ในทุติยวารมีวินิจฉัย ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปริโยทเปยฺยุํ ( ควรขัดถู) ความว่า ทำให้สะอาด คือ
ให้เป็นเช่นกับกระจกเงา ด้วยการล้างการขัดและการถูด้วยขี้เถ้าละเอียด
เป็นต้น.
ข้อว่า น จ นํ รชาปเถ (ไม่ควรเก็บมันไว้ในที่ทางที่มีละออง )
ความว่า ไม่ควรเก็บไว้ในที่ดังที่กล่าวมาก่อนแล้ว แต่ควรวางไว้ในกล่อง
หรือหีบ หรือห่อ แล้วเอาแขวนไว้ที่ไม้สำหรับแขวนสิ่งของ (นาคทันตะ).
คำที่ยังเหลืออยู่ ควรถือเอาตามแนวแห่งนัยที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นเถิด.
แต่ในทุติยวารนี้ ควรทราบการเปรียบเทียบ ระหว่างข้ออุปมากับ
อุปไมยดังต่อไปนี้ว่า ภัพพบุคคล (ผู้พอบรรลุมรรคผลได้) ที่ยังมีกิเลส
เพียงดังเนินอยู่ เปรียบเหมือนถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมอง การที่บุคคล
นั้นกลับได้บวชในสำนักของผู้มีศีลเป็นที่รัก เหมือนกับทำการใช้ถาดทอง
สัมฤทธิ์ที่มัวหมองเป็นต้น แล้วเก็บไว้ในสถานที่ที่สะอาด. อาจารย์และ
อุปัชฌาย์เหล่าใด ตักเตือนพร่ำสอน (เขา) เห็นความประมาทแม้เพียง

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 370 (เล่ม 17)

เล็กน้อยก็ทำทัณฑกรรมแล้วให้สำเหนียกบ่อย ๆ การมรณภาพขณะที่ไม่มี
กิเลสเพียงดังเนินแห่งเขาผู้สำเหนียกตามอาจารย์และอุปัชฌายะนั้น ดำรงอยู่
ในคุณธรรมนี้ คือการประพฤติปฏิบัติชอบนี้ตามลำดับ เหมือนกับภาวะ
ของถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมอง แต่สะอาดหมดจดในภายหลัง.
อีกอย่างหนึ่ง การมรณภาพขณะที่ไม่มีกิเลสเพียงดังเนินแห่งเขา
ผู้ดำรงอยู่ในการยืนหยัดอยู่ในศีลอันบริสุทธิ์ การเรียนเอาพระพุทธพจน์พอ
เหมาะสมสำหรับคนแล้วสมาทานธุดงค์ รับเอาพระกรรมฐานที่เกื้อกูลแก่
ตน ทิ้งการอยู่ในเสนาสนะใกล้บ้านแล้วอยู่ในเสนาสนะที่สงัดนี้ตามลำดับ
เปรียบเทียบกับภาวะของถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมอง แต่สะอาดหมดจดใน
ภายหลัง.
อีกอย่างหนึ่ง การมรณภาพขณะที่ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ในวาระ
สุดท้ายนั่นเอง ( ปรินิพพาน) แห่งท่านผู้ดำรงอยู่ในการทำบริกรรม
กสิณแล้วข่มกิเลสไว้ได้ ด้วยการยังสมาบัติทั้ง ๘ ให้เกิดขึ้น การออกจาก
ฌานที่เป็นบาทของวิปัสสนาแล้วกั้น กิเลสไว้ได้ด้วยตทังคปหาน (การ
ละกิเลสบางอย่างได้ด้วยองค์นั้น เช่น ละสุภารมณ์ได้ด้วยการพิจารณา
อสุภะเป็นต้น ) จึงบรรลุโสดาปัตติผลด้วยวิปัสสนา ฯ ล ฯ และการ
ทำอรหัตให้แจ่มแจ้งแก่ตน (เปรียบเหมือนกับภาวะของถาดที่มัวหมอง
แต่สะอาดหมดจดในภายหลัง ).
ในตติยวารมีวินิจฉัย ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สุภนิมิตฺตํ ได้แก่อารมณ์ที่น่าปรารถนา เป็นที่ตั้งของ
ราคะ.

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 371 (เล่ม 17)

บทว่า มนสิ กริสฺสติ (จักใส่ใจ) ความว่า เมื่อสุภนิมิตนั้น
มีอยู่เขาก็จักระลึกถึงนิมิตนั้น.
บทว่า ตสฺส สุภนิมิตฺตสฺส มนสิการา (เพราะการใส่ใจถึง
สุภนิมิตของเขา) ได้แก่เพราะเหตุแห่งการใส่ใจถึงสุภนิมิตของบุคคลนั้น.
บทว่า อนุทฺธํเสสฺสติ (จักตามรบกวน) คือจักเบียดเบียน
ได้แก่จักครอบงำ (จิตของเขา). อธิบายว่า ราคะพึงทราบว่า เมื่อเกิดขึ้น
ตัดขาดการปฏิบัติกุศล เป็นอกุศลชวนะเสียเอง ตามขจัดกุศลจิตสถิตอยู่.
คำที่ยังเหลืออยู่ ควรถือเอาตามแนวแห่งนัยที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นเถิด.
แต่ในตติยวารนี้ควรทราบการเปรียบเทียบกันระหว่างอุปไมย ดังต่อ
ไปนี้ว่า บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน มีกิเลสน้อยตามปกติ เหมือนกับ
ถาดทองสัมฤทธิ์ที่สะอาด. การที่บุคคลนั้นจะได้บวช (ก็กลับได้บวชใน
สำนักของบุคคลผู้ขวนขวายในอเนสนามีเวชกรรมเป็นต้น ) เหมือนกับ
การไม่ทำการใช้เป็นต้น ซึ่งถาดทองสัมฤทธิ์ที่สะอาดแล้ว ยังเก็บไว้ในที่
ที่มีละออง ( อีก). ต่อไปจากนี้ ทุกคำ เหมือนกับในปฐมวารทั้งสิ้น.
ในจตุตถวารมีวินิจฉัย ดังต่อไปนี้ :-
ข้อว่า สุภนิมิตฺตํ น มนสิ กริสฺสติ (จักไม่ใส่ใจถึงสุภนิมิต)
ความว่า จักไม่ระลึกถึงนิมิตนั้น เพราะไม่มีการเว้นห่างจากสติในเพราะ
นิมิตนั้น. ถ้อยคำที่เหลือ พึงทราบตามแนวแห่งทุติยวารเถิด. คำมีอาทิว่า
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ บุคคลนี้แล มีนัยดังที่ได้กล่าวไว้ในคำมีอาทิว่า ยโต
นุโข นั้นแหละ.

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 372 (เล่ม 17)

เนินคืออะไร ?
[ ๕๖] บัดนี้ ท่านพระสารีบุตรผู้ถูกท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ที่ประสงค์จะให้ท่านอธิบายว่ากิเลสเพียงดังเนินนั้นให้ชัด โดยประการ
ต่าง ๆ ถามแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า คำที่ท่านเรียกว่า เนิน เนิน ได้แก่
อะไร? ดังนี้ เมื่อจะตอบคำถามนั้น จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า ดูก่อนท่าน
ผู้มีอายุ คำว่า เนิน นี้ เป็นชื่อของอกุศลธรรมที่ชั่วช้าแล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิจฺฉาวจรานํ ( เป็นแดงของอิจฉา)
มีเนื้อความว่า (อกุศล ) เป็นที่เที่ยวไปแห่งความอยาก คือ ความโกรธ
และความน้อยใจนานัปการ ที่ข้ามลง คือเป็นไปแล้วด้วยอำนาจแห่ง
ความอยาก.
[๕๗ ] ข้อว่า ยํ อิเธกจฺจสฺส (เหตุที่ให้ความอยากเกิดขึ้นแก่
ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้ ) มีอรรถาธิบายว่า ความอยากนี้ พึงเกิด
ขึ้นแก่ภิกษุลางรูปโดยเหตุอย่างใด เหตุอย่างนั้น ที่เป็นฐานแห่งความอยาก
นั้น มีอยู่ คือยังมี ได้แก่ยังหาได้.
บทว่า อาปนฺโน อสฺสํ เท่ากับ อาปนฺโน ภเวยฺยํ แปลว่า
พึงเป็นผู้ต้องอาบัติแล้ว.
ประโยคว่า น จ ภิกฺขู ชาเนยฺยุํ เท่ากับ ภิกฺขู จ มํ น
ชาเนยฺยุํ ( แปลว่า และขออย่าให้ภิกษุทั้งหลายรู้จักเรา ).
ในเรื่องที่ไม่ให้ภิกษุทั้งหลายรู้จักนี้ มีอะไรเป็นเหตุ ?
มีความที่เธอเป็นผู้มีความต้องการลาภ เป็นเหตุ.
อธิบายว่า ภิกษุผู้มีความต้องการลาภตามปกติแล้ว ก็เป็นผู้ทำบุญไว้

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 373 (เล่ม 17)

และเป็นผู้ที่มนุษย์ทั้งหลายพากันสักการะทำความเคารพ จึงคิดอย่างนี้ว่า
ภิกษุต้องอาบัติแล้ว พระเถระทั้งหลายรู้เข้าจะบอกแก่พระภิกษุผู้ปานกลาง
ทั้งหลาย ภิกษุปานกลางทั้งหลายจะบอกแก่ภิกษุทั้งหลายที่ยังใหม่ ภิกษุ
ใหม่ทั้งหลายจะบอกแก่คนทั้งหลายมีคนเฝ้าวิหารเป็นต้น (คนกินเดน
ในวิหาร) คนเฝ้าวิหารเหล่านั้นจะบอกแก่ภิกษุณีทั้งหลายผู้มารับโอวาท
บริษัททั้ง ๔ ก็จะรู้กันไปตามลำดับอย่างนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว อันตราย
แห่งลาภก็จะมีแก่เรานั้น น่าละอายใจจริง ? ถึงเราจะต้องอาบัติจริงแล้ว
ขอภิกษุทั้งหลายอย่ารู้จักเราเลย.
ข้อว่า ยํ ตํ ภิกฺขุํ ภิกฺขู ชาเนยฺยุํ เหตุที่ภิกษุทั้งหลายพึงรู้
ภิกษุนั้น ความว่า เหตุที่จะให้ภิกษุเหล่าอื่น รู้เรื่องภิกษุนั้นมีจริง คือ
มีอยู่ทีเดียว ไม่ใช่ไม่มี เพราะว่าพระเถระทั้งหลายรู้เข้าแล้ว ก็จะบอกแก่
ภิกษุปานกลางทั้งหลาย. เมื่อเป็นอย่างนี้ เธอก็จะเป็นผู้ปรากฏในบริษัท
ทั้ง ๔ โดยนัยที่ได้กล่าวมาก่อนแล้ว. และเธอปรากฏอย่างนี้แล้วจะเป็น
ผู้อัปยศ เข้าไปบ้านตั้ง ๑๐๐ บ้าน เช็ดเท้าที่ธรณีประตูตั้ง ๑๐๐ แห่ง
ก็จะออกมาด้วยบาตรเปล่า. ต่อแต่นั้นไป ภิกษุทั้งหลายก็จะรู้จักเราว่า
เป็นผู้ต้องอาบัติ. อนึ่ง เธอครั้นคิดว่าเราถูกพระภิกษุเหล่านั้นทำให้เสียหาย
ไปแล้วด้วยอาการอย่างนี้ ก็จะเป็นผู้ขุ่นเคืองเพราะเหตุอย่างนี้.
ความโกรธ คือความน้อยใจเป็นเนิน
[๕๘] บทว่า อปฺปตีโต (จะเป็นผู้น้อยใจ ) คือเธอจะเป็นผู้
โกรธเคือง ได้แก่ถูกความโกรธครอบงำด้วย จะเป็นผู้น้อยใจ คือถูก
ความเสียใจครอบงำด้วยเพราะเหตุการณ์นี้. ในข้อว่า โย เจว โข อาวุโส
โกโป โย จ อปฺปจฺจโย อุภยเมตํ องฺคณํ (ท่านผู้มีอายุ ความ

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 374 (เล่ม 17)

โกรธเคืองและความน้อยใจ ทั้งคู่นี้ชื่อว่า เนิน) นี้ ควรทราบอรรถา.
ธิบายอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ ความขุ่นเคือง ที่สงเคราะห์เข้าในสังขารขันธ์
ด้วย ความน้อยใจที่สงเคราะห์เข้าในเวทนาขันธ์ด้วย ทั้งคู่นี้ชื่อว่า เนิน
และคำนี้ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้เป็นเช่นนั้น แต่ความโลภ
ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถเป็นส่วนเบื้องต้นของกิเลสเพียงดังเนินนี้. ส่วน
โมหะเป็นอันถือเอาแล้วเหมือนกัน ด้วยสามารถแห่งการประกอบเข้าด้วย
กัน ( กับโลภะ ) แล้ว .
[๕๙] บทว่า อนุรโห มํ (ควรฟ้องเราในที่ลับ) มีเนื้อความ
ว่า ภิกษุเช่นกับรูปแรก (ที่ต้องอาบัติ ) ปรารถนาให้ภิกษุทั้งหลายพา
ตนเข้าไปสู่เสนาสนะท้ายวิหารปิดประตู แล้วจึงฟ้อง.
บทว่า ฐานํ โข ปเนตํ ( ก็ข้อนี้แลเป็นเหตุ) หมายความว่า
เหตุนี้มีได้ คือภิกษุทั้งหลายผู้ฉลาด ได้รับแนะนำ แล้วควรเอาภิกษุนั้น
ไปสู่ท่ามกลางบริษัท ๔ แล้วจึงฟ้องโดยนัยมีอาทิว่า ท่านทำเวชกรรม
ในที่ชื่อโน้น. ส่วนข้อความว่า เธอจะเป็นผู้ปรากฏในบริษัท ๔ จะปรากฏ
อย่างนี้ด้วย ถูกความเสื่อมยศครอบงำแล้วด้วย ทั้งหมดเหมือนกับข้อ
ความในตอนต้นนั่นแหละ.
คนผู้เท่าเทียมกัน
[๖๐] บทว่า สปฺปฏิปุคฺคโล (คนผู้เท่าเทียมกัน) คือคนตรง
กันข้ามที่เท่าเทียม.
คำว่า เท่าเทียมกัน คือต้องอาบัติเหมือนกัน.
คำว่า คนตรงกันข้าม คือผู้เป็นโจทก์. ภิกษุนี้ต้องการให้ฟ้อง

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 375 (เล่ม 17)

โดยภิกษุที่ต้องอาบัติเหมือนกัน (เพราะว่า) เธอเข้าใจว่า อาจจะพูด
(ค้าน) ได้ว่า ท่านเองก็ต้องอาบัตินี้ ก่อนอื่นท่านจงทำคืนอาบัตินั้น
ภายหลังจงฟ้องผม. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้เสนอกันแม้โดยชาติเป็นต้น
ชื่อว่า คนเท่าเทียมกัน. อธิบายว่า. ภิกษุนี้ต้องการให้ฟ้องโดยภิกษุผู้เสมอ
กัน ด้วยคุณสมบัติทั้งหลาย แม้มีอาทิอย่างนี้ คือ ด้วยชาติ ด้วยตระกูล
ด้วยความเป็นพหูสูต ด้วยความฉลาด (และ) ธุดงค์ของตน (เธอ )
เข้าใจว่า ทุกข์อย่างยิ่งที่บุคคลเช่นนั้นกล่าวแล้วย่อมไม่มี. คนตรงข้าม
(โจทก์) ที่ไม่คู่ควรกัน ชื่อว่าคนที่ไม่เท่าเทียมกัน ในคำนี้ว่า ไม่ใช่
คนที่ไม่เท่าเทียมกัน มีอธิบายว่า คนที่เป็นคู่ศัตรูเป็นคู่ต่อสู้ ชื่อว่าไม่
ควรเป็นโจทก์ เพราะไม่เสมอเหมือนกัน โดยอาบัติเป็นต้นเหล่านี้.
ข้อว่า อิติ โส กุปิโต (เพราะเหตุอย่างนี้ เขาจะเป็นผู้โกรธ
เคือง ) มีเนื้อความว่า เพราะเหตุอย่างนี้เขาจะเป็นผู้แค้นเคืองอย่างนี้
เพราะการฟ้องของผู้ไม่เท่าเทียมกันนี้.
[๖๑] ในจตุตถวาร (ตอนว่าด้วยอิจฉาวจรที่ ๔) มีวินิจฉัย
ดังต่อไปนี้ :-
ศัพท์ อโห วต (โอหนอ ) ปรากฏในคำตำหนิก็มี เช่นว่า
เฮ้ยน่าทุเรศจริง ท่านผู้เป็นบัณฑิตของพวกเรา คือว่า เฮ้ยน่าทุเรศจริง
ท่านผู้เป็นพหูสูต และเป็นผู้บรรลุวิชชา ๓ ของเราทั้งหลาย. ปรากฏใน
ความปรารถนา (ก็มี) เช่นว่า น่าชื่นใจจริง คนทั้งหลายจะต้องอภิเษก

375