พุทธธรรมสงฆ์


พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค (เล่ม 10)

[๑๘๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระตำหนักตึก ในบ้านนาทิกะ ก็สมัยนั้น
พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์พวกชนผู้บำเรอพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ในชนบทรอบๆ
ซึ่งทำกาละล่วงไปนานแล้ว ในที่เกิดทั้งหลายว่า คนโน้นเกิด ณ ที่โน้น คนโน้นเกิด ณ ที่โน้น
ในแคว้นกาสีและโกศล แคว้น วัชชีและมัลละ แคว้นเจตีและวังสะ แคว้นกุรุและปัญจาละ
แคว้นมัจฉะและ สุรเสนะ ชาวบ้านนาทิกะกว่า ๕๐ คน ซึ่งเป็นผู้บำเรอทำกาละล่วงไปนานแล้ว
เป็นโอปปาติกะ เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ อย่าง ปรินิพพาน ณ ที่นั้น ไม่กลับจากโลกนั้น
เป็นธรรมดา ชาวบ้านนาทิกะกว่า ๙๐ คน ซึ่งเป็นผู้บำเรอ ทำกาละล่วงไปนานแล้ว เป็นพระ
สกทาคามี เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ อย่าง เพราะ ราคะ โทสะ และโมหะเบาบาง จะมายังโลกนี้
เพียงครั้งเดียว แล้วจักทำที่สุด ทุกข์ได้ ชาวบ้านนาทิกะกว่า ๕๐๐ คน ซึ่งเป็นผู้บำเรอ ทำกาละ
ล่วงไปนานแล้ว เป็นพระโสดาบันเพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ อย่าง มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็น
ผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค (เล่ม 10)

[๑๘๘] ชาวบ้านนาทิกะผู้บำเรอ ได้สดับข่าวมาว่า พระผู้มีพระภาคทรง พยากรณ์พวก
ชนผู้บำเรอพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ในชนบทรอบๆ ซึ่งทำกาละล่วงไปนานแล้ว ใน
ที่เกิดทั้งหลายว่า คนโน้นเกิด ณ ที่โน้น คนโน้น เกิด ณ ที่โน้น ในแคว้นกาสีและโกศล แคว้น
วัชชีและมัลละ แคว้นเจตีและ วังสะ แคว้นกุรุและปัญจาละ แคว้นมัจฉะและสุรเสนะ ชาวบ้าน
นาทิกะกว่า ๕๐ คน ซึ่งเป็นผู้บำเรอ ทำกาละล่วงไปนานแล้ว เป็นโอปปาติกะ เพราะสิ้น โอรัม
ภาคิยสังโยชน์ ๕ อย่าง ปรินิพพาน ณ ที่นั้น ไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็น ธรรมดา ชาวบ้านนาทิกะ
กว่า ๙๐ คน ซึ่งเป็นผู้บำเรอ ทำกาละล่วงไปนานแล้ว เป็นพระสกทาคามี เพราะสิ้นสังโยชน์
๓ อย่าง เพราะราคะ โทสะ และโมหะ เบาบาง จะมายังโลกนี้เพียงครั้งเดียว แล้วจักทำที่สุด
ทุกข์ได้ ชาวบ้านนาทิกะ กว่า ๕๐๐ คน ซึ่งเป็นผู้บำเรอ ทำกาละล่วงไปนานแล้ว เป็นพระโสดา
บันเพราะ สิ้นสังโยชน์ ๓ อย่าง มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้เป็น เบื้อง
หน้า เพราะเหตุนั้นแล ชาวบ้านนาทิกะผู้บำเรอ จึงปลื้มใจ เบิกบาน เกิด ปีติและโสมนัส
เพราะได้ฟังคำพยากรณ์ปัญหาของพระผู้มีพระภาค ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค (เล่ม 10)

[๑๘๙] ท่านพระอานนท์ ได้สดับข่าวมาว่า พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ พวกชนผู้
บำเรอพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ในชนบทรอบๆ ซึ่งทำกาละ ล่วงไปนานแล้ว ในที่
เกิดทั้งหลายว่า คนโน้นเกิด ณ ที่โน้น คนโน้นเกิด ณ ที่โน้น ในแคว้นกาสีและโกศล แคว้น
วัชชีและมัลละ แคว้นเจตีและวังสะ แคว้นกุรุและปัญจาละ แคว้นมัจฉะและสุรเสนะ ชาวบ้าน
นาทิกะกว่า ๕๐ คน ซึ่งเป็นผู้บำเรอ ทำกาละล่วงไปนานแล้ว เป็นโอปปาติกะ เพราะสิ้นโอรัม
ภาคิย สังโยชน์ ๕ อย่าง ปรินิพพาน ณ ที่นั้น ไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา ชาวบ้านนาทิกะ
กว่า ๙๐ คน ซึ่งเป็นผู้บำเรอ ทำกาละล่วงไปนานแล้ว เป็น พระสกทาคามี เพราะสิ้นสังโยชน์
๓ อย่าง เพราะราคะ โทสะ และโมหะ เบาบาง จะมายังโลกนี้เพียงครั้งเดียว แล้วจักทำที่สุด
ทุกข์ได้ ชาวบ้านนาทิกะ กว่า ๕๐๐ คน ซึ่งเป็นผู้บำเรอ ทำกาละล่วงไปนานแล้ว เป็นพระโสดาบัน
เพราะ สิ้นสังโยชน์ ๓ อย่าง มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้เป็น เบื้องหน้า
เพราะเหตุนั้นแล ชาวบ้านนาทิกะผู้บำเรอจึงปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติ และโสมนัส เพราะได้ฟัง
คำพยากรณ์ปัญหาของพระผู้มีพระภาค ฯ
ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์มีความดำริว่า ก็ชาวมคธผู้บำเรอเหล่านี้ ทั้งมากมาย ทั้ง
เป็นคนเก่าแก่ ทำกาละล่วงไปนานแล้ว อังคะและมคธะเห็นจะ ว่างจากชาวมคธผู้บำเรอ ทำกาละ
ล่วงไปนานแล้ว เพราะเหตุนั้น ชาวมคธนั้นที่ เป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า เลื่อมใสใน
พระธรรม เลื่อมใสในพระสงฆ์ กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ทำกาละล่วงไปนานแล้ว พระผู้มี
พระภาคจึงไม่ ทรงพยากรณ์ การพยากรณ์จะพึงสำเร็จประโยชน์แก่พวกเขา ชนเป็นอันมากจะพึง
เลื่อมใส แต่นั้น จะพึงไปสู่สุคติ อนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินมคธผู้เป็นจอมเสนา ทรงพระนามว่า
พิมพิสาร ทรงดำรงอยู่ในธรรม เป็นราชาผู้ปกครองโดยธรรม ทรงเกื้อกูลแก่พวกพราหมณ์และ
คฤหบดี ชาวนิคม และชาวชนบท อนึ่ง ข่าวว่า พวกมนุษย์พากันสรรเสริญอยู่ว่า พระเจ้าแผ่นดิน
มคธนั้น ทรงดำรงอยู่ในธรรม เป็นราชาผู้ปกครองโดยธรรม ทรงปกครองพวกเราให้เป็นสุขอย่างนี้
เสด็จสวรรคต เสียแล้ว พวกเราอยู่เป็นผาสุกในแว่นแคว้นของพระองค์ ผู้ทรงดำรงอยู่ในธรรม
เป็นราชาผู้ปกครองโดยธรรมอย่างนี้ อนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินมคธนั้น ทรงเลื่อมใส ในพระพุทธเจ้า
ทรงเลื่อมใสในพระธรรม ทรงเลื่อมใสในพระสงฆ์ ทรงทำให้ บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย อนึ่ง ข่าวว่า
มนุษย์ทั้งหลายกล่าวกันอย่างนี้ว่า แม้ จนกระทั่งเวลาจะเสด็จสวรรคต พระเจ้าแผ่นดินมคธผู้เป็น
จอมเสนาทรงพระนามว่า พิมพิสาร ก็ยังทรงสรรเสริญพระผู้มีพระภาค เสด็จสวรรคตแล้ว พระเจ้า
แผ่นดิน มคธนั้นเสด็จสวรรคตล่วงไปนานแล้ว พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ การ พยากรณ์จะ
พึงสำเร็จประโยชน์ แม้แก่พระเจ้าแผ่นดินมคธนั้น ชนเป็นอันมากจะ พึงเลื่อมใส แต่นั้นจะพึง
ไปสู่สุคติ ก็พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ในแผ่นดินมคธ ทำไม พระผู้มีพระภาคจึงไม่ทรงพยากรณ์พวก
ชาวมคธผู้บำเรอ ซึ่งทำกาละล่วงไปนานแล้ว ในแผ่นดินมคธที่พระผู้มีพระภาคตรัสรู้นั้น ในที่เกิด
ทั้งหลาย ก็ถ้าพระผู้มีพระภาค ไม่ทรงพยากรณ์พวกชาวมคธผู้บำเรอ ซึ่งทำกาละล่วงไปนานแล้ว
ในที่เกิดทั้งหลาย พวกชาวมคธผู้บำเรอจะพึงน้อยใจว่า อย่างไร พระผู้มีพระภาคจึงไม่ทรงพยากรณ์
พวกเขา ฯ
ท่านพระอานนท์ปรารภพวกชาวมคธผู้บำเรอ พิจารณาเหตุนี้อยู่ในที่ลับแต่ ผู้เดียว ลุกขึ้น
ในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับข่าวมาว่า พระผู้มีพระภาค ทรง
พยากรณ์พวกชนผู้ บำเรอพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ในชนบทรอบๆ ซึ่งทำกาละล่วงไป
นานแล้ว ในที่เกิดทั้งหลายว่า คนโน้นเกิด ณ ที่โน้น คนโน้นเกิด ณ ที่โน้น ในแคว้นกาสี
และโกศล แคว้นวัชชีและมัลละ แคว้นเจตีและวังสะ แคว้นกุรุ และปัญจาละ แคว้นมัจฉะ
และสุรเสนะ ชาวบ้านนาทิกะกว่า ๕๐ คน ซึ่งเป็นผู้ บำเรอ ทำกาละล่วงไปนานแล้ว เป็น
โอปปาติกะ เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ อย่าง ปรินิพพาน ณ ที่นั้น ไม่กลับมาจากโลกนั้น
เป็นธรรมดา ชาวบ้านนาทิกะ กว่า ๙๐ คน ซึ่งเป็นผู้บำเรอ ทำกาละล่วงไปนานแล้ว เป็นพระ
สกทาคามี เพราะ สิ้นสังโยชน์ ๓ อย่าง เพราะราคะ โทสะ และโมหะ เบาบาง จะมายังโลก
นี้ เพียงครั้งเดียว แล้วจักทำที่สุดทุกข์ได้ ชาวบ้านนาทิกะกว่า ๕๐๐ คน ซึ่งเป็น ผู้บำเรอ ทำกาละ
ล่วงไปนานแล้ว เป็นพระโสดาบัน เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ อย่าง มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า เพราะเหตุ นั้นแล ชาวบ้านนาทิกะ ผู้บำเรอ จึงปลื้มใจ
เบิกบาน เกิดปีติและโสมนัส เพราะได้ฟังคำพยากรณ์ปัญหาของพระผู้มีพระภาค พระเจ้าข้า ก็
ชาวมคธผู้บำเรอ เหล่านี้ ทั้งมากมาย ทั้งเป็นคนเก่าแก่ ทำกาละล่วงไปนานแล้ว อังคะและมคธะ
เห็นจะว่างจากชาวมคธผู้บำเรอ ทำกาละล่วงไปนานแล้ว เพราะเหตุนั้น ชาวมคธ นั้นที่เป็นผู้
เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า เลื่อมใสในพระธรรม เลื่อมใสในพระสงฆ์ กระทำให้บริบูรณ์ในศีล
ทั้งหลาย ทำกาละล่วงไปนานแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงไม่ ทรงพยากรณ์ การพยากรณ์จะพึงสำเร็จ
ประโยชน์แก่พวกเขา ชนเป็นอันมากจะ พึงเลื่อมใส แต่นั้น จะพึงไปสู่สุคติ พระเจ้าข้า พระเจ้า
แผ่นดินมคธผู้เป็น จอมเสนา ทรงพระนามว่าพิมพิสาร พระองค์นี้ ทรงดำรงอยู่ในธรรม เป็น
ราชา ผู้ปกครองโดยธรรม ทรงเกื้อกูลแก่พวกพราหมณ์และคฤหบดี ชาวนิคมและชาว ชนบท อนึ่ง
ข่าวว่า พวกมนุษย์พากันสรรเสริญอยู่ว่า พระเจ้าแผ่นดินมคธนั้น ทรงดำรงอยู่ในธรรม เป็นราชาผู้
ปกครองโดยธรรม ทรงปกครองพวกเราให้เป็นสุข อย่างนี้ เสด็จสวรรคตเสียแล้ว พวกเราอยู่
เป็นผาสุกในแว่นแคว้นของพระองค์ ผู้ทรงดำรงอยู่ในธรรม เป็นราชาผู้ปกครองโดยธรรมอย่างนี้
พระเจ้าข้า พระเจ้า แผ่นดินมคธนั้นทรงเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ทรงเลื่อมใสในพระธรรม ทรง
เลื่อม ใสในพระสงฆ์ ทรงทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย อนึ่ง ข่าวว่า มนุษย์ทั้งหลาย กล่าวกัน
อย่างนี้ว่า แม้จนกระทั่งเวลาจะเสด็จสวรรคต พระเจ้าแผ่นดินมคธผู้เป็น จอมเสนา ทรงพระนาม
ว่าพิมพิสาร ก็ยังทรงสรรเสริญพระผู้มีพระภาค เสด็จสวรรคตแล้ว พระเจ้าแผ่นดินมคธนั้น
เสด็จสวรรคตล่วงไปนานแล้ว พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ การพยากรณ์จะพึงสำเร็จประโยชน์
แม้แก่พระเจ้า แผ่นดินมคธนั้น ชนเป็นอันมากจะพึงเลื่อมใส แต่นั้นจะพึงไปสู่สุคติ พระเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ในแผ่นดินมคธ ทำไมพระผู้มีพระภาคจึงไม่ทรงพยากรณ์ ชาวมคธผู้บำเรอ
ซึ่งทำกาละล่วงไปนานแล้ว ในแผ่นดินมคธที่พระผู้มีพระภาค ตรัสรู้นั้น ในที่เกิดทั้งหลาย ก็ถ้า
พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์พวกชาวมคธ ผู้ซึ่งทำกาละล่วงไปนานแล้ว ในที่เกิดทั้งหลาย
เพราะเหตุนั้น ชาวมคธผู้บำเรอ จะพึงน้อยใจว่า อย่างไรพระผู้มีพระภาค จึงไม่ทรงพยากรณ์
พวกเขา ฯ
ท่านพระอานนท์ปรารภชาวมคธผู้บำเรอนี้ ทูลเลียบเคียงเฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาค
แล้วลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคทำประทักษิณหลีก ไปแล้ว ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค (เล่ม 10)

[๑๙๐] ครั้งนั้นแล เมื่อท่านพระอานนท์หลีกไปไม่นาน เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรง
นุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังบ้าน นาทิกะ เสด็จเที่ยวบิณฑบาตใน
บ้านนาทิกะ ภายหลังภัต กลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงล้างพระบาทเสด็จเข้าพระตำหนักตึกแล้ว
ทรงปรารภถึงชาวมคธผู้บำเรอ ทรง ตั้งพระทัยมนสิการประมวลเหตุทั้งปวงด้วยพระทัย ประทับนั่ง
บนอาสนะที่เขาปูลาด ไว้ ด้วยทรงพระดำริว่า เราจักรู้คติ จักรู้ภพหน้าของชาวมคธเหล่านั้นว่า
ผู้เจริญ เหล่านั้นมีคติอย่างไร มีภพหน้าเป็นอย่างไร พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นชาวมคธ ผู้บำเรอ
แล้วว่า ผู้เจริญเหล่านั้น มีคติเป็นอย่างไร มีภพหน้าเป็นอย่างไร ครั้งนั้น เวลาเย็น พระผู้มี
พระภาคทรงออกจากที่เร้น เสด็จออกจากที่พระตำหนักตึก ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ใน
ร่มเงาวิหาร ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค (เล่ม 10)

[๑๙๑] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไป
เฝ้า แล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น ท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อย
แล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มี พระภาคทรงปรากฏว่าสงบระงับ สีพระพักตร์
ของพระผู้มีพระภาคผุดผ่องนักเพราะ พระอินทรีย์ผ่องใส วันนี้ พระผู้มีพระภาคย่อมอยู่ด้วยวิหาร
ธรรมอันสงบเป็นแน่ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ข้อที่เธอปรารภชาวมคธผู้บำเรอ พูดเลียบเคียง
เฉพาะหน้าเราแล้วลุกจากอาสนะหลีกไป เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ เรา เที่ยวบิณฑบาตในบ้านนาทิกะ
ภายหลังภัตกลับจากบิณฑบาตแล้ว ล้างเท้าเข้าไป ยังตึกที่พักแล้วปรารภชาวมคธผู้บำเรอ ตั้งใจ
มนสิการ ประมวลเหตุทั้งปวงด้วยใจ นั่งอยู่บนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ด้วยดำริว่า เราจักรู้คติ จักรู้
ภพหน้าของชาวมคธ เหล่านั้นว่า ผู้เจริญเหล่านั้น มีคติเป็นอย่างไร มีภพหน้าเป็นอย่างไร อานนท์
เรา ได้เห็นชาวมคธผู้บำเรอแล้วว่า ผู้เจริญเหล่านั้น มีคติเป็นอย่างไร มีภพหน้าเป็น อย่างไร
อานนท์ ลำดับนั้น ยักษ์หายไปเปล่งเสียงให้ได้ยินว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระพุทธเจ้ามี
นามว่าชนวสภะ ข้าแต่พระสุคต ข้าพระพุทธเจ้ามีนามว่าชนวสภะ อานนท์เธอรู้หรือไม่ว่า
เธอเคยได้ฟังชื่อว่า ชนวสภะเห็นปานนี้ ในกาลก่อนแต่กาลนี้ ฯ
อ. ข้าพระองค์ไม่ทราบว่า เคยได้ฟังชื่อว่า ชนวสภะเห็นปานนี้ ในกาล ก่อนแต่
กาลนี้เลย อนึ่ง ข้าพระองค์ขนลุกชูชันเพราะได้ฟังชื่อว่าชนวสภะ ข้าพระ องค์นั้นคิดว่า ผู้ที่มี
นามบัญญัติว่า ชนวสภะเห็นปานนี้นั้น ไม่ใช่ยักษ์ต่ำๆ เป็น แน่ ฯ
อานนท์ ในระหว่างที่มีเสียงปรากฏ ยักษ์มีผิวพรรณผุดผ่องยิ่งปรากฏต่อ หน้าเรา
แม้ครั้งที่สองก็เปล่งเสียงให้ได้ยินว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระพุทธ เจ้ามีนามว่า พิมพิสาร
ข้าแต่พระสุคต ข้าพระพุทธเจ้ามีนามว่า พิมพิสาร ครั้ง ที่เจ็ดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าเข้าถึงความเป็น
สหาย ของท้าวเวสสวรรณมหาราช ข้า พระพุทธเจ้านั้นจุติจากนี้แล้ว สามารถเป็นพระราชาในหมู่
มนุษย์ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค (เล่ม 10)

[๑๙๒] ข้าพระพุทธเจ้าเคลื่อนจากเทวโลกนี้เจ็ดครั้ง
จากมนุษยโลกนั้นเจ็ดครั้ง รวมท่องเที่ยวอยู่สิบสี่ครั้ง
ย่อมรู้จักภพที่ข้าพระพุทธเจ้าเคยอยู่อาศัยในก่อน ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้ามีความไม่ตกต่ำ ทราบชัดมานานวัน ถึงความไม่
ตกต่ำ อนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าตั้งความหวังไว้เพื่อความเป็นพระสกทาคามี ฯ
อา. ข้อที่ท่านชนวสภะยักษ์ประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธ เจ้ามีความ
ไม่ตกต่ำ ทราบชัดมานานวันถึงความไม่ตกต่ำ และตั้งความหวังเพื่อ ความเป็นพระสกทาคามีนี้
น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมา ก็มีอะไรเป็นเหตุ ท่าน ชนวสภะยักษ์ จึงทราบชัดการบรรลุคุณวิเศษ
อันโอฬารเห็นปานนี้เล่า ฯ
ภ. ชนวสภะยักษ์ประกาศว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อที่ข้าพระพุทธเจ้า รู้การบรรลุ
คุณวิเศษอันโอฬารนี้นั้น ไม่เว้นจากศาสนาของพระองค์ ข้าแต่พระสุคต ไม่เว้นจากศาสนาของ
พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตั้งแต่วันที่ข้าพระพุทธ เจ้าเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคอย่างยิ่งนั้น
เป็นต้นมา ข้าพระพุทธเจ้าไม่ตกต่ำ ทราบชัดมานานวันถึงความไม่ตกต่ำ อนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าตั้ง
ความหวังไว้เพื่อความ เป็นพระสกทาคามี ดังจะกราบทูลให้ทรงทราบ ข้าพระพุทธเจ้าถูกท้าวเวสสวร
รณ
มหาราชส่งไปในสำนักของท้าววิรุฬหกมหาราชด้วยกรณียกิจบางอย่าง ในระหว่าง ทาง ข้าพระ
พุทธเจ้าได้เห็นพระผู้มีพระภาค ซึ่งเสด็จไปยังพระตำหนักตึก ทรง ปรารภชาวมคธผู้บำเรอ ตั้ง
พระทัยมนสิการประมวลเหตุทั้งปวงด้วยพระทัยประทับ อยู่ด้วยทรงดำริว่า เราจักรู้คติ จักรู้ภพหน้า
ของชาวมคธเหล่านั้นว่า ผู้เจริญเหล่า นั้น มีคติเป็นอย่างไร มีภพหน้าเป็นอย่างไร ข้อที่ข้าพระ
พุทธเจ้ารับคำต่อหน้า ท้าวเวสสวรรณซึ่งกล่าวในบริษัทนั้นว่า ชาวมคธผู้เจริญเหล่านั้นมีคติเป็นอย่าง
ไร
เป็นความอัศจรรย์เล็กน้อย ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่า เราจักเฝ้าพระผู้มีพระภาค และ จักกราบทูล
ข้อนี้แด่พระผู้มีพระภาค ข้าพระพุทธเจ้ามีเหตุ ๒ อย่างนี้แล ที่จะได้ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค
วันก่อนๆ นานมาแล้ว ในวันอุโบสถที่ ๑๕ ในราตรีวัน เพ็ญวัสสูปนายิกา เทวดาชั้นดาวดึงส์
ทั้งสิ้นนั่งประชุมกันในสุธรรมาสภาเทพบริษัท มากมายนั่งอยู่โดยรอบ และท้าวจาตุมหาราชนั่งอยู่
ใน ๔ ทิศ คือในทิศบูรพา ท้าวธตรัฏฐมหาราช นั่งผินหน้าไปทางทิศปัจจิม แวดล้อมด้วยเทวดา
ทั้งหลาย ใน ทิศทักษิณ ท้าววิรุฬหกมหาราช นั่งผินหน้าไปทางทิศอุดร แวดล้อมด้วยเทวดา
ทั้งหลาย ในทิศปัจจิม ท้าววิรูปักขมหาราช นั่งผินหน้าไปทางทิศบูรพา แวด ล้อมด้วยเทวดา
ทั้งหลาย ในทิศอุดร ท้าวเวสสวรรณมหาราช นั่งผินหน้าไปทาง ทิศทักษิณ แวดล้อมด้วยเทวดา
ทั้งหลาย ก็เมื่อเทวดาชั้นดาวดึงส์ทั้งสิ้นนั่งประชุม กันในสุธรรมาสภา เทพบริษัทมากมายนั่งอยู่
โดยรอบ และท้าวจาตุมหาราชนั่งอยู่ ในทิศทั้ง ๔ นี่อาสนะท้าวจาตุมหาราช ข้างหลังถัดออกมาก็
อาสนะของข้าพระพุทธ เจ้า เทวดาเหล่านั้นประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคแล้วบังเกิดใน
ภพดาว ดึงส์เมื่อกี้นี้ ย่อมไพโรจน์ล่วงเทวดาเหล่าอื่นด้วยวรรณะและยศ นัยว่า เพราะเหตุ นั้น
เทวดาชั้นดาวดึงส์จึงปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติและโสมนัสว่า ท่านผู้เจริญ ทั้งหลาย ทิพยกายย่อม
บริบูรณ์หนอ อสุรกายย่อมเสื่อมไป ฯ
ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพ ทรงทราบความบันเทิงใจของเทวดาชั้น ดาวดึงส์แล้ว
จึงทรงบันเทิงตามด้วยคาถาเหล่านี้ ความว่า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค (เล่ม 10)

[๑๙๓] ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เทวดาชั้นดาวดึงส์พร้อมกับพระอินทร์ ย่อมบันเทิงใจหนอ
ถวายนมัสการพระตถาคต และความที่พระธรรมเป็นธรรมดี เห็นเทวดาผู้
ใหม่ๆ ผู้มีวรรณะ มียศ ประพฤติ พรหมจรรย์ในพระสุคตแล้ว มา ณ ที่นี้
เทวดาเหล่านั้นเป็น สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงปัญญาอันกว้างขวาง บรรลุ
คุณ วิเศษแล้ว ย่อมรุ่งเรืองล่วงเทวดาเหล่าอื่น ณ ที่นี้ ด้วยวรรณะ ด้วยยศ
และอายุ เทวดาชั้นดาวดึงส์พร้อมกับพระอินทร์เห็น เช่นนี้ ย่อมชื่นบาน
ถวายนมัสการพระตถาคต และความที่ พระธรรมเป็นธรรมดี ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค (เล่ม 10)

[๑๙๔] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นัยว่า เพราะเหตุนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์ จึงปลื้มใจ
เบิกบาน เกิดปีติและโสมนัสยิ่งกว่าประมาณด้วยกล่าวกันว่า ท่านผู้ เจริญทั้งหลาย ทิพยกายย่อม
บริบูรณ์หนอ อสุรกายย่อมเสื่อมไป ครั้งนั้น ท้าว จาตุมหาราชถึงแม้จะมีคำที่เทวดาชั้นดาวดึงส์
คิดกันปรึกษากันถึงความประสงค์ ซึ่ง เป็นเหตุให้นั่งประชุมกัน ณ สุธรรมาสภากล่าวแล้ว ก็มีในข้อ
ประสงค์นั้น ท้าว จาตุมหาราช แม้รับคำสั่งกำชับมาแล้ว ก็มีในข้อประสงค์นั้น ยืนอยู่บนอาสนะ
ของตนๆ ไม่หลีกไป ฯ
ท้าวมหาราชเหล่านั้นผู้รับถ้อยคำ รับคำสั่งแล้ว
มีใจผ่องใส สงบระงับ ยืนอยู่บนอาสนะของตนๆ ดังนี้ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค (เล่ม 10)

[๑๙๕] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล แสงสว่างอย่างยิ่งเกิดขึ้นใน ทิศอุดร โอภาส
ปรากฏล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลายครั้งนั้น ท้าวสักกะจอม เทพจึงตรัสเรียกเทวดาชั้นดาวดึงส์
มาว่า ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย นิมิตปรากฏ แสงสว่างเกิดมี โอภาสปรากฏ พรหมจักเกิด
ฉันใด ข้อที่แสงสว่างเกิดมี โอภาส ปรากฏนี้เป็นบุพพนิมิต เพื่อความเกิดของพรหม ฉันนั้น ฯ
นิมิตปรากฏ พรหมจักเกิด ฉันใด ข้อที่โอภาสอันไพบูลย์
มากมายปรากฏนี้ เป็นบุพพนิมิตของพรหม ฉันนั้น ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค (เล่ม 10)

[๑๙๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล เทวดาชั้นดาวดึงส์นั่งอยู่บน อาสนะของ
ตนๆ กล่าวกันว่า เราทั้งหลายจักรู้โอภาสนั้น วิบากใดจักมี เราทั้งหลาย จักทำให้แจ้งซึ่งวิบากนั้น
ก่อนแล้วจึงไป แม้ท้าวจาตุมหาราชนั่งอยู่บนอาสนะของ ตนๆ ก็กล่าวกันว่า เราทั้งหลายจักรู้
โอภาสนั้น วิบากใดจักมี เราทั้งหลายจัก ทำให้แจ้งซึ่งวิบากนั้นก่อนแล้วจึงไป เทวดาชั้นดาวดึงส์
ฟังความข้อนี้แล้วนั่งสงบ อารมณ์อยู่ด้วยประสงค์ว่า เราทั้งหลายจักรู้โอภาสนั้น วิบากใดจักมี
เราทั้งหลาย จักทำให้แจ้งซึ่งวิบากนั้นก่อนแล้วจึงไป เมื่อใดสนังกุมารพรหมปรากฏแก่เทวดาชั้น
ดาวดึงส์ นิรมิตอัตภาพใหญ่ยิ่ง เพศปรกติของพรหมอันเทวดาเหล่าอื่นไม่พึง ถึง ปรากฏในคลอง
จักษุของเทวดาชั้นดาวดึงส์ เมื่อใดสนังกุมารพรหมปรากฏแก่ เทวดาชั้นดาวดึงส์ รุ่งเรืองล่วงเทวดา
เหล่าอื่น ด้วยวรรณะและยศ ดุจเทวดามีกาย เป็นทองคำ ย่อมรุ่งเรืองล่วงกายของมนุษย์ฉะนั้น
เมื่อใดสนังกุมารพรหมปรากฏ แก่เทวดาชั้นดาวดึงส์ เทวดาบางองค์ในบริษัทนั้น ไม่ไหว้ ไม่
ต้อนรับ หรือไม่ เชิญด้วยอาสนะ เทวดาทั้งหมดเทียว นั่งประคองอัญชลีอยู่บนบัลลังก์ บัดนี้
สนังกุมารพรหมจักปรารถนาแก่เทวดาองค์ใด จักนั่งบนบัลลังก์ของเทวดาองค์นั้น สนังกุมาร
พรหมนั่งบนบัลลังก์ของเทวดาองค์ใด เทวดาองค์นั้นย่อมได้ความยินดี โสมนัสอย่างยิ่ง ดุจ
พระราชาผู้กษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้ว ครองราชสมบัติใหม่ ย่อมทรงได้ความยินดีโสมนัสอย่างยิ่ง
ฉะนั้น เมื่อนั้น สนังกุมารพรหมนิรมิต อัตภาพใหญ่ยิ่ง เป็นเพศกุมารเช่นกับปัญจสิขเทพบุตร
ปรากฏแก่เทวดาชั้นดาว ดึงส์ เธอเหาะขึ้นเวหาสนั่งขัดสมาธิในอากาศที่ว่างเปล่า เช่นบุรุษผู้มี
กำลังนั่งขัด สมาธิบนบัลลังก์ที่ปูลาดดี หรือบนภูมิภาคราบเรียบฉะนั้น ทราบความเบิกบาน ใจของ
เทวดาชั้นดาวดึงส์แล้ว ทรงบันเทิงตามด้วยคาถาเหล่านี้ ความว่า