[๑๓๕๒] ในอารัมมณปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๓
ในอวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๓
พึงนับเหมือนจำนวนปัจจนียานุโลม ในกุสลัตติกะ
ปัจจนียานุโลม จบ
สังสัฏฐวาร จบ
สัมปยุตตวาร
[๑๓๕๒] ในอารัมมณปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๓
ในอวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๓
พึงนับเหมือนจำนวนปัจจนียานุโลม ในกุสลัตติกะ
ปัจจนียานุโลม จบ
สังสัฏฐวาร จบ
สัมปยุตตวาร
[๑๓๕๓] วิปากธรรม สัมปยุตกับวิปากธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย
คือ ขันธ์ ๓ สัมปยุตกับขันธ์ ๑ ที่เป็นวิบากขันธ์ เกิดขึ้น
ในปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๓
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อธิปติปัจจัย กับเหตุปัจจัย มีวาระ ๓
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อารัมมณปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๓
สัมปยุตตวาร จบ
ปัญหาวาร
[๑๓๕๔] วิปากธรรม เป็นปัจจัยแก่วิปากธรรม โดยเหตุปัจจัย
คือ วิปากเหตุ เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดยเหตุปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ วิปาก
เหตุ เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดยเหตุปัจจัย
วิปากธรรม เป็นปัจจัยแก่เนววิปากนวิปากธัมมธรรม โดยเหตุปัจจัย
คือ วิปากเหตุ เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยเหตุปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ
วิปากเหตุ เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูป โดยเหตุปัจจัย
วิปากธรรม เป็นปัจจัยแก่วิปากธรรมและเนววิปากนวิปากธัมมธรรม โดย
เหตุปัจจัย
คือ วิปากเหตุ เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูป โดยเหตุปัจจัย
ในปฏิสนธิขณะ วิปากเหตุ เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และกฏัตตารูป โดยเหตุปัจจัย
[๑๓๕๕] วิปากธรรม เป็นปัจจัยแก่วิปากธัมมธรรม โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุที่เป็นวิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดยเหตุปัจจัย
วิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่เนววิปากนวิปากธัมมธรรม โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุที่เป็นวิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยเหตุปัจจัย
วิปากธัมมธรรมเป็นปัจจัยแก่วิปากธัมมธรรมและเนววิปากนวิปากธัมมธรรม
โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุที่เป็นวิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูป โดย
เหตุปัจจัย
[๑๓๕๖] เนววิปากนวิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่เนววิปากนวิปากธัมม
ธรรม โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุที่เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตต
สมุฏฐานรูป โดยเหตุปัจจัย
[๑๓๕๗] วิปากธรรม เป็นปัจจัยแก่วิปากธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ บุคคลพิจารณาเห็นวิบากขันธ์ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภวิบากขันธ์นั้น มีราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ
โทมนัส เกิดขึ้น เมื่อกุศล อกุศลดับแล้ว ตทารัมมณจิตอันเป็นวิบาก ย่อมเกิดขึ้น
วิปากธรรม เป็นปัจจัยแก่วิปากธัมมธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ พระเสกขบุคคล พิจารณาผล พิจารณาเห็นวิบากขันธ์ โดยความไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภวิบากขันธ์นั้น มีราคะ ฯลฯ
โทมนัส เกิดขึ้น รู้จิตของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยวิปากจิต โดยเจโตปริยญาณ
วิบากขันธ์ เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ แก่บุพเพนิวาสานุสติญาณ แก่ยถากัมมุปค
ญาณ แก่อนาคตังสญาณ โดยอารัมมณปัจจัย
วิปากธรรม เป็นปัจจัยแก่เนววิปากนวิปากธัมมธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ พระอรหันต์ พิจารณาผล พิจารณาเห็นวิบาก โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา รู้จิตของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยวิปากจิต โดยเจโตปริยญาณ
วิบากขันธ์ เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่อนาคตัง
สญาณ แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย
[๑๓๕๘] วิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่วิปากธัมมธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ แล้วพิจารณากุศลนั้น พิจารณากุศล
ที่เคยสั่งสมไว้ในกาลก่อน ออกจากฌาน พิจารณาฌาน พระเสกขบุคคลพิจารณาโคตรภู
พิจารณาโวทาน พระเสกขบุคคลออกจากมรรค พิจารณามรรค พระเสกขบุคคลพิจารณากิเลส
ที่ละแล้ว พิจารณากิเลสที่ข่มได้แล้ว รู้กิเลสที่เคยเกิดแล้วในกาลก่อน พิจารณาเห็นขันธ์ที่เป็น
วิปากธัมมธรรม โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง
เพราะปรารภขันธ์นั้น มีราคะ ฯลฯ โทมนัส เกิดขึ้น รู้จิตของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
วิปากธัมมธรรม โดยเจโตปริยญาณ
อากาสานัญจายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนกุศล โดยอารัมมณปัจจัย ฯลฯ
อากิญจัญญายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนกุศล โดยอารัมมณ
ปัจจัย
ขันธ์ที่เป็นวิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ แก่เจโตปริยญาณ แก่ปุพเพ
นิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมุปคญาณ แก่อนาคตังสญาณ โดยอารัมมณปัจจัย
วิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่วิปากธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ บุคคลพิจารณาเห็นขันธ์ที่เป็นวิปากธัมมธรรม โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภขันธ์นั้น มีราคะ ฯลฯ โทมนัส เกิดขึ้น
เมื่อกุศล อกุศลดับแล้ว ตทารัมมณจิต อันเป็นวิบาก เกิดขึ้น
อากาสานัญจายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนวิบาก โดยอารัมมณปัจจัย ฯลฯ
อากิญจัญญายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนวิบาก โดยอารัมมณ
ปัจจัย
วิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่เนววิปากนวิปากธัมมธรรม โดยอารัมมณ
ปัจจัย
คือ พระอรหันต์ออกจากมรรค พิจารณามรรค พิจารณากุศล ธรรมที่เคยสั่งสมไว้
แล้วในกาลก่อน พระอรหันต์พิจารณากิเลสที่ละแล้ว รู้กิเลสที่เคยเกิดแล้วในกาลก่อน พิจารณา
เห็นขันธ์ที่เป็นวิปากธัมมธรรม โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา รู้จิตของบุคคลผู้มี
ความพร้อมเพรียงด้วยวิปากธัมมธรรม โดยเจโตปริยญาณ
อากาสานัญจายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนกิริยา โดยอารัมมณปัจจัย ฯลฯ
อากิญจัญญายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนกิริยา โดยอารัมมณปัจจัย
ขันธ์ที่เป็นวิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
แก่ยถากัมมุปคญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย
[๑๓๕๙] เนววิปากนวิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่เนววิปากนวิปากธัมมธรรม
โดยอารัมมณปัจจัย
คือ พระอรหันต์พิจารณานิพพาน นิพพานเป็นปัจจัยแก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย
พระอรหันต์พิจารณาเห็นจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย รูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะ หทัยวัตถุ โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พิจารณาเห็นขันธ์ที่เป็น
เนววิปากนวิปากธัมมธรรม โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นรูปด้วยทิพยจักษุ
ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ รู้จิตของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยเนววิปากนวิปากธัมมธรรม
โดยเจโตปริยญาณ
อากาสานัญจายตนกิริยา เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนกิริยา โดยอารัมมณปัจจัย ฯลฯ
อากิญจัญญายตนกิริยา เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนกิริยา โดยอารัมมณปัจจัย
ขันธ์ที่เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ แก่เจโตปริยญาณ
แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมุปคญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดย
อารัมมณปัจจัย
เนววิปากนวิปากธัมมธรรมเป็นปัจจัยแก่วิปากธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ นิพพานเป็นปัจจัยแก่ผล โดยอารัมมณปัจจัย พระเสกขะหรือปุถุชน พิจารณา
เห็นจักษุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เพราะปรารภจักษุนั้น มีราคะ ฯลฯ
โทมนัส เกิดขึ้น เมื่อกุศล และอกุศลดับไปแล้ว ตทารัมมณจิตอันเป็นวิบาก ย่อมเกิดขึ้น
พระเสกขะ หรือปุถุชน พิจารณาเห็นโสตะ ฆานะ ชิวหา กาย รูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะ หทยวัตถุ ขันธ์ที่เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภโสตะเป็นต้นนั้น มีราคะ ฯลฯ โทมนัส
เกิดขึ้น เมื่อกุศลและอกุศลดับไปแล้ว ตทารัมมณจิตอันเป็นวิบาก เกิดขึ้น
รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักษุวิญญาณ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ
โดยอารัมมณปัจจัย
เนววิปากนวิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่วิปากธัมมธรรม โดยอารัมมณ
ปัจจัย
คือ พระเสกขะ พิจารณานิพพาน นิพพานเป็นปัจจัยแก่โคตรภู แก่โวทาน แก่มรรค
โดยอารัมมณปัจจัย
พระเสกขะ หรือปุถุชน พิจารณาเห็นจักษุ โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภจักษุนั้น ฯลฯ มีโทมนัส เกิดขึ้น
พระเสกขะ หรือปุถุชน พิจารณาเห็นโสตะ ฯลฯ ขันธ์ที่เป็นเนววิปากนวิปาก
ธัมมธรรม โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เห็นรูป
ด้วยทิพยจักษุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ รู้จิตของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยเนววิปาก
นวิปากธัมมธรรม โดยเจโตปริยญาณ
ขันธ์ที่เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ แก่เจโตปริยญาณ
แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่อนาคตังสญาณ โดยอารัมมณปัจจัย
[๑๓๖๐] วิปากธรรม เป็นปัจจัยแก่วิปากธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิปติธรรมที่เป็นวิบาก เป็นปัจจัยแก่
สัมปยุตตขันธ์ โดยอธิปติปัจจัย
วิปากธรรม เป็นปัจจัยแก่วิปากธัมมธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่พระเสกขะ กระทำผลให้เป็นอารมณ์
อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณากระทำวิบากขันธ์ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ย่อมยินดี
ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำผลและวิบากนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น มีราคะ ทิฏฐิ
เกิดขึ้น ฯลฯ
วิปากธรรม เป็นปัจจัยแก่เนววิปากนวิปากธัมมธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอรหันต์ กระทำผลให้เป็นอารมณ์อย่าง
หนักแน่น แล้วพิจารณา
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นวิบาก เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป
โดยอธิปติปัจจัย
วิปากธรรม เป็นปัจจัยแก่วิปากธรรม และเนววิปากนวิปากธัมมธรรม
โดยอธิปติปัจจัย
คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นวิบาก เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์
และจิตตสมุฏฐานรูป โดยอธิปติปัจจัย
[๑๓๖๑] วิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่วิปากธัมมธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ แล้ว
กระทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา กระทำกุศลที่เคยสั่งสมไว้ดีแล้ว
ในกาลก่อน ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา ออกจากฌาน กระทำฌานให้เป็น
อารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา พระเสกขะกระทำโคตรภูให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
แล้วพิจารณา กระทำโวทานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา
พระเสกขะออกจากมรรค กระทำมรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา
กระทำขันธ์ที่เป็นวิปากธัมมธรรม ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง
เพราะกระทำขันธ์นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น มีราคะ ทิฏฐิ เกิดขึ้น
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นวิปากธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตต
ขันธ์ โดยอธิปติปัจจัย
วิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่เนววิปากนวิปากธัมมธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอรหันต์ออกจากมรรค กระทำมรรคให้เป็น
อารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นวิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่
จิตตสมุฏฐานรูป โดยอธิปติปัจจัย
วิปากธัมมธรรม เป็นปัจจัยแก่วิปากธัมมธรรมและเนววิปากนวิปากธัมมธรรม
โดยอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นวิปากธัมมธรรม เป็น
ปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูป โดยอธิปติปัจจัย