พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต หน้าที่ 109 (เล่ม 20)

[๙๗] ธรรม ๒ อย่างนี้
ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ
๑. ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ๑ ๒. ความเป็นผู้ฉลาดในมนสิการ
ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๑๐)
[๙๘] ธรรม ๒ อย่างนี้
ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ
๑. ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติ๒ ๒. ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากอาบัติ๓
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๑๑)
ธัมมวรรคที่ ๔ จบ
๕. พาลวรรค
หมวดว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต
[๙๙] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้
คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่ทำหน้าที่ซึ่งยังมาไม่ถึง ๒. คนที่ไม่ทำหน้าที่ซึ่งมาถึงแล้ว
คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๑)
เชิงอรรถ :
๑ ธาตุ หมายถึงสิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เองตามที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ไม่มีผู้สร้างผู้บันดาล มี ๑๘ คือ
จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ
ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ
มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ (อภิ.วิ. ๓๕/๑๘๔/๑๐๒, วิสุทฺธิ. ๓/๖๕)
๒ อาบัติ ในที่นี้หมายถึงกองอาบัติ ๕ ที่มาในมาติกา คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ
และกองอาบัติ ๗ ที่มาในวิภังค์ คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต
(องฺ.ทุก.อ. ๒/๙๘/๖๓, วิ.อ. ๓/๒๗๑/๔๓๕)
๓ ฉลาดในการออกจากอาบัติ หมายถึงการรู้วิธีออกจากอาบัติ ๒ วิธี คือ (๑) เทสนาวิธี ได้แก่ วิธีแสดง
อาบัติหรือปลงอาบัติ (ได้แก่ อาบัติถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต) (๒) กัมมวาจาวิธี
หรือ วุฏฐานวิธี ได้แก่ วิธีปฏิบัติสำหรับผู้จะเปลื้องตนออกจากอาบัติสังฆาทิเสส มี ๔ อย่าง คือ ปริวาส
มานัต อัพภาน และปฏิกัสสนา (องฺ.ทุก.อ. ๒/๙๘/๖๓)

109
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต หน้าที่ 110 (เล่ม 20)

[๑๐๐] บัณฑิต ๒ จำพวกนี้
บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่ไม่ทำหน้าที่ซึ่งยังมาไม่ถึง ๒. คนที่ทำหน้าที่ซึ่งมาถึงแล้ว
บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๒)
[๑๐๑] คนพาล ๒ จำพวกนี้
คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ไม่ควร ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ควร
คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๓)
[๑๐๒] บัณฑิต ๒ จำพวกนี้
บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ไม่ควร ๒. คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ควร
บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๔)
[๑๐๓] คนพาล ๒ จำพวกนี้
คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ
๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ
คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๕)
[๑๐๔] บัณฑิต ๒ จำพวกนี้
บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ
๒. คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ
บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๖)
[๑๐๕] คนพาล ๒ จำพวกนี้
คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ

110
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต หน้าที่ 111 (เล่ม 20)

๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม
๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม
คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๗)
[๑๐๖] บัณฑิต ๒ จำพวกนี้
บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม
๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม
บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๘)
[๑๐๗] คนพาล ๒ จำพวกนี้
คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย
๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย
คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๙)
[๑๐๘] บัณฑิต ๒ จำพวกนี้
บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย
๒. คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย
บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๑๐)
[๑๐๙] อาสวะ๑ ย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่รังเกียจสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจ ๒. คนที่ไม่รังเกียจสิ่งที่น่ารังเกียจ
อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๑)
เชิงอรรถ :
๑ อาสวะ หมายถึงกิเลสทั้งหลาย (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๐๙/๖๔)

111
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต หน้าที่ 112 (เล่ม 20)

[๑๑๐] อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่ไม่รังเกียจสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจ ๒. คนที่รังเกียจสิ่งที่น่ารังเกียจ
อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๒)
[๑๑๑] อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ไม่ควร ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ควร
อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๓)
[๑๑๒] อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ไม่ควร ๒. คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ควร
อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๔)
[๑๑๓] อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ
๒. คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ
อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๕)
[๑๑๔] อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ
๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ
อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๖)

112
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต หน้าที่ 113 (เล่ม 20)

[๑๑๕] อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม
๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม
อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๗)
[๑๑๖] อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม
๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม
อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๘)
[๑๑๗] อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย
๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย
อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๙)
[๑๑๘] อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย
๒. คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย
ภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๒๐)
พาลวรรคที่ ๕ จบ
ทุติยปัณณาสก์ จบบริบูรณ์

113
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต หน้าที่ 114 (เล่ม 20)

๓. ตติยปัณณาสก์
๑. อาสาทุปปชหวรรค
หมวดว่าด้วยความหวังที่ละได้ยาก
[๑๑๙] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ความหวัง ๒ อย่างนี้ละได้ยาก
ความหวัง ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ
๑. ความหวังในลาภ ๒. ความหวังในชีวิต
ความหวัง ๒ อย่างนี้แล ละได้ยาก (๑)
[๑๒๐] บุคคล ๒ จำพวกนี้หาได้ยากในโลก
บุคคล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. บุพพการี (ผู้ทำอุปการะก่อน)
๒. กตัญญูกตเวที (ผู้รู้อุปการะที่เขาทำแล้วและตอบแทน)
บุคคล ๒ จำพวกนี้แลหาได้ยากในโลก (๒)
[๑๒๑] บุคคล ๒ จำพวกนี้หาได้ยากในโลก
บุคคล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่อิ่มเอง๑ ๒. คนที่ให้ผู้อื่นอิ่ม๒
บุคคล ๒ จำพวกนี้แลหาได้ยากในโลก (๓)
[๑๒๒] บุคคล ๒ จำพวกนี้ให้อิ่มได้ยาก
บุคคล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่สะสมสิ่งที่ได้มาทุกครั้ง ๒. คนที่สละสิ่งที่ได้มาทุกครั้ง
บุคคล ๒ จำพวกนี้แลให้อิ่มได้ยาก (๔)
เชิงอรรถ :
๑ คนที่อิ่มเอง หมายถึงพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวกของพุทธเจ้า
และพระขีณาสพ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๒๑/๖๕)
๒ คนที่ให้ผู้อื่นอิ่ม หมายถึงพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๒๑/๖๕)

114
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต หน้าที่ 115 (เล่ม 20)

[๑๒๓] บุคคล ๒ จำพวกนี้ให้อิ่มได้ง่าย
บุคคล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่ไม่สะสมสิ่งที่ได้มาทุกครั้ง ๒. คนที่ไม่สละสิ่งที่ได้มาทุกครั้ง
บุคคล ๒ จำพวกนี้แลให้อิ่มได้ง่าย (๕)
[๑๒๔] ปัจจัยให้เกิดราคะ ๒ อย่างนี้
ปัจจัย ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ
๑. สุภนิมิต๑ (นิมิตงาม)
๒. อโยนิโสมนสิการ (การมนสิการโดยไม่แยบคาย)
ปัจจัยให้เกิดราคะ ๒ อย่างนี้แล (๖)
[๑๒๕] ปัจจัยให้เกิดโทสะ ๒ อย่างนี้
ปัจจัย ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ
๑. ปฏิฆนิมิต๒ (นิมิตให้ขัดเคือง) ๒. อโยนิโสมนสิการ
ปัจจัยให้เกิดโทสะ ๒ อย่างนี้แล (๗)
[๑๒๖] ปัจจัยให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ ๒ อย่างนี้
ปัจจัย ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ
๑. ปรโตโฆสะ๓ (เสียงจากผู้อื่น) ๒. อโยนิโสมนสิการ
ปัจจัยให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ ๒ อย่างนี้แล (๘)
[๑๒๗] ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ๒ อย่างนี้
ปัจจัย ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ
๑. ปรโตโฆสะ๔ ๒. โยนิโสมนสิการ (การมนสิการโดยแยบคาย)
ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ๒ อย่างนี้แล (๙)
เชิงอรรถ :
๑ สุภนิมิต หมายถึงอิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ที่น่าปรารถนา (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๒๔/๖๖)
๒ ปฏิฆนิมิต หมายถึงอนิฏฐนิมิต คืออารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๒๕/๖๖)
๓ ปรโตโฆสะ ในที่นี้หมายถึงการฟังอสัทธรรมจากผู้อื่น (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๒๖/๖๖)
๔ ปรโตโฆสะ ในที่นี้หมายถึงการฟังพระสัทธรรมจากผู้อื่น (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๒๗/๖๖)

115
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต หน้าที่ 116 (เล่ม 20)

[๑๒๘] อาบัติ ๒ อย่างนี้
อาบัติ ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ
๑. อาบัติเบา ๒. อาบัติหนัก๑
อาบัติ ๒ อย่างนี้แล (๑๐)
[๑๒๙] อาบัติ ๒ อย่างนี้
อาบัติ ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ
๑. อาบัติชั่วหยาบ ๒. อาบัติไม่ชั่วหยาบ๒
อาบัติ ๒ อย่างนี้แล (๑๑)
[๑๓๐] อาบัติ ๒ อย่างนี้
อาบัติ ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ
๑. อาบัติที่มีส่วนเหลือ๓ ๒. อาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ๔
ภิกษุทั้งหลาย อาบัติ ๒ อย่างนี้แล (๑๒)
อาสาทุปปชหวรรคที่ ๑ จบ
๒. อายาจนวรรค
หมวดว่าด้วยความปรารถนา
[๑๓๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีศรัทธา เมื่อ
ปรารถนาโดยชอบพึงปรารถนาอย่างนี้ว่า “ขอให้เราเป็นเช่นกับพระสารีบุตรและพระ
โมคคัลลานะเถิด” สารีบุตรและโมคคัลลานะนี้เป็นบรรทัดฐาน เป็นมาตรฐานของ
ภิกษุสาวกของเรา (๑)
เชิงอรรถ :
๑ อาบัติหนัก คือปาราชิก และสังฆาทิเสส อาบัติเบา คือถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต
๒ อาบัติชั่วหยาบ คือปาราชิกและสังฆาทิเสส อาบัติไม่ชั่วหยาบ คืออาบัติ ๕ อย่างที่เหลือ
๓ อาบัติที่มีส่วนเหลือ หมายถึงอาบัติที่เป็นสเตกิจฉา (อาบัติที่ยังพอเยียวยาหรือแก้ไขได้) คือสังฆาทิเสส
ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต
๔ อาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ หมายถึงอเตกิจฉา (อาบัติที่เยียวยาไม่ได้หรือแก้ไขไม่ได้) คือปาราชิก

116
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต หน้าที่ 117 (เล่ม 20)

[๑๓๒] ภิกษุณีผู้มีศรัทธา เมื่อปรารถนาโดยชอบพึงปรารถนาอย่างนี้ว่า “ขอ
ให้เราเป็นเช่นกับภิกษุณีเขมาและภิกษุณีอุบลวรรณาเถิด” เขมาและอุบลวรรณานี้
เป็นบรรทัดฐาน เป็นมาตรฐานของภิกษุณีสาวิกาของเรา (๒)
[๑๓๓] อุบาสกผู้มีศรัทธา เมื่อปรารถนาโดยชอบพึงปรารถนาอย่างนี้ว่า “ขอ
ให้เราเป็นเช่นกับจิตตคหบดีและหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีเถิด” จิตตคหบดีและ
หัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีนี้เป็นบรรทัดฐาน เป็นมาตรฐานของอุบาสกสาวก
ของเรา (๓)
[๑๓๔] อุบาสิกาผู้มีศรัทธา เมื่อปรารถนาโดยชอบพึงปรารถนาอย่างนี้ว่า
“ขอให้เราเป็นเช่นกับอุบาสิกาขุชชุตตราและอุบาสิกาเวฬุกัณฏกีนันทมาตาเถิด”
ขุชชุตราและเวฬุกัณฏกีนันทมาตานี้เป็นบรรทัดฐาน เป็นมาตรฐานของอุบาสิกา
สาวิกาของเรา (๔)
[๑๓๕] คนพาลผู้ไม่เฉียบแหลม เป็นอสัตบุรุษ ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ
ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย มีความเสียหาย ถูกผู้รู้ติเตียน และประสพ
สิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก
ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ไม่พิจารณา ไม่ไตร่ตรอง พูดสรรเสริญคนที่ควรติเตียน
๒. ไม่พิจารณา ไม่ไตร่ตรอง พูดติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ
คนพาลผู้ไม่เฉียบแหลม เป็นอสัตบุรุษ ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล
ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย มีความเสียหาย ถูกผู้รู้ติเตียน และประสพ
สิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก
บัณฑิตผู้เฉียบแหลม เป็นสัตบุรุษ ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ ย่อม
บริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ไม่มีความเสียหาย ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน และ
ประสพบุญเป็นอันมาก
ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. พิจารณา ไตร่ตรองแล้ว พูดติเตียนคนที่ควรติเตียน
๒. พิจารณา ไตร่ตรองแล้ว พูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ

117
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต หน้าที่ 118 (เล่ม 20)

บัณฑิตผู้เฉียบแหลม เป็นสัตบุรุษ ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แลย่อม
บริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ไม่มีความเสียหาย ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน และ
ประสพบุญเป็นอันมาก (๕)
[๑๓๖] คนพาลผู้ไม่เฉียบแหลม เป็นอสัตบุรุษ ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ
ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย มีความเสียหาย ถูกผู้รู้ติเตียน และประสพสิ่ง
ที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก
ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ไม่พิจารณา ไม่ไตร่ตรอง ปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส
๒. ไม่พิจารณา ไม่ไตร่ตรอง ปลูกความไม่เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส
คนพาล ผู้ไม่เฉียบแหลม เป็นอสัตบุรุษ ประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างนี้แล
ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย มีความเสียหาย ถูกผู้รู้ติเตียน และประสพสิ่ง
ที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก
บัณฑิต ผู้เฉียบแหลม เป็นสัตบุรุษ ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการย่อม
บริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ไม่มีความเสียหาย ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน และ
ประสพบุญเป็นอันมาก
ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. พิจารณาไตร่ตรองแล้ว ปลูกความไม่เลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส
๒. พิจารณาไตร่ตรองแล้ว ปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส
บัณฑิตผู้เฉียบแหลม เป็นสัตบุรุษ ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แลย่อม
บริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ไม่มีความเสียหาย ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน และ
ประสพบุญเป็นอันมาก (๖)
[๑๓๗] คนพาลผู้ไม่เฉียบแหลม เป็นอสัตบุรุษ ปฏิบัติผิดในบุคคล ๒ จำพวก
ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย มีความเสียหาย ถูกผู้รู้ติเตียน และประสพสิ่ง
ที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก
บุคคล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. มารดา ๒. บิดา

118