พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 381 (เล่ม 17)

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “วัจฉะ เพราะความไม่แทงตลอดในรูป ฯลฯ
เพราะความไม่แทงตลอดในวิญญาณ ฯลฯ
รูปอัปปฏิเวธาทิสุตตปัญจกะที่ ๒๑๒๕ จบ
๒๖๓๐. รูปอสัลลักขณาทิสุตตปัญจกะ
ว่าด้วยพระสูตร ๕ สูตร มีรูปอสัลลักขณสูตรเป็นต้น
[๖๓๒๖๓๖] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “วัจฉะ เพราะความไม่กำหนดในรูป ฯลฯ เพราะ
ความไม่กำหนดในวิญญาณ ฯลฯ
รูปอสัลลักขณาทิสุตตปัญจกะที่ ๒๖๓๐ จบ
๓๑๓๕. รูปอนุปลักขณาทิสุตตปัญจกะ
ว่าด้วยพระสูตร ๕ สูตร มีรูปอนุปลักขณสูตรเป็นต้น
[๖๓๗๖๔๑] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “วัจฉะ เพราะความไม่เข้าไปกำหนดในรูป ฯลฯ
เพราะความไม่เข้าไปกำหนดในวิญญาณ ฯลฯ
รูปอนุปลักขณาทิสุตตปัญจกะที่ ๓๑๓๕ จบ
๓๖๔๐. รูปอัปปัจจุปลักขณาทิสุตตปัญจกะ
ว่าด้วยพระสูตร ๕ สูตร มีรูปอัปปัจจุปลักขณสูตรเป็นต้น
[๖๔๒๖๔๖] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “วัจฉะ เพราะความไม่เข้าไปกำหนดเฉพาะในรูป ฯลฯ
เพราะความไม่เข้าไปกำหนดเฉพาะในวิญญาณ ฯลฯ
รูปอัปปัจจุปลักขณาทิสุตตปัญจกะที่ ๓๖๔๐ จบ

381
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 382 (เล่ม 17)

๔๑๔๕. รูปอสมเปกขณาทิสุตตปัญจกะ
ว่าด้วยพระสูตร ๕ สูตร มีรูปอสมเปกขณสูตรเป็นต้น
[๖๔๗๖๕๑] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “วัจฉะ เพราะความไม่เพ่งในรูป ฯลฯ เพราะ
ความไม่เพ่งในวิญญาณ ฯลฯ
รูปอสมเปกขณาทิสุตตปัญจกะที่ ๔๑๔๕ จบ
๔๖๕๐. รูปอัปปัจจุเปกขณาทิสุตตปัญจกะ
ว่าด้วยพระสูตร ๕ สูตร มีรูปอัปปัจจุเปกขณสูตรเป็นต้น
[๖๕๒๖๕๖] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “วัจฉะ เพราะความไม่เข้าไปเพ่งเฉพาะในรูป ฯลฯ
เพราะความไม่เข้าไปเพ่งเฉพาะในวิญญาณ ฯลฯ
รูปอัปปัจจุเปกขณาทิสุตตปัญจกะที่ ๔๖๕๐ จบ
๕๑๕๔. รูปอัปปัจจักขกัมมาทิสุตตจตุกกะ
ว่าด้วยพระสูตร ๔ สูตร มีรูปอัปปัจจักขกัมมสูตรเป็นต้น
[๖๕๗๖๖๐] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
ครั้งนั้น วัจฉโคตรปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนา
ปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูล
ถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอ เป็นเหตุเป็น
ปัจจัยให้ทิฏฐิหลายอย่างเหล่านี้เกิดขึ้นในโลกว่า ‘โลกเที่ยงหรือโลกไม่เที่ยง ฯลฯ
หรือหลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่”

382
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 383 (เล่ม 17)

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “วัจฉะ เพราะความไม่เห็นประจักษ์ในรูป
เพราะความไม่เห็นประจักษ์ในเหตุเกิดแห่งรูป เพราะความไม่เห็นประจักษ์ในความ
ดับแห่งรูป เพราะความไม่เห็นประจักษ์ในปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งรูป ฯลฯ
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
“วัจฉะ เพราะความไม่เห็นประจักษ์ในเวทนา ฯลฯ เพราะความไม่เห็น
ประจักษ์ในปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งเวทนา ฯลฯ
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
“วัจฉะ เพราะความไม่เห็นประจักษ์ในสัญญา ฯลฯ เพราะความไม่เห็น
ประจักษ์ในปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสัญญา ฯลฯ
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
“วัจฉะ เพราะความไม่เห็นประจักษ์ในสังขาร ฯลฯ เพราะความไม่เห็น
ประจักษ์ในปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสังขาร ฯลฯ
รูปอัปปัจจักขกัมมาทิสุตตจตุกกะที่ ๕๑๕๔ จบ
๕๕. วิญญาณอัปปัจจักขกัมมสูตร
ว่าด้วยความไม่เห็นประจักษ์ในวิญญาณ
[๖๖๑] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า “วัจฉะ เพราะความไม่เห็นประจักษ์ในวิญญาณ
เพราะความไม่เห็นประจักษ์ในเหตุเกิดแห่งวิญญาณ เพราะความไม่เห็นประจักษ์ใน
ความดับแห่งวิญญาณ เพราะความไม่เห็นประจักษ์ในปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่ง
วิญญาณ ทิฏฐิหลายอย่างเหล่านี้จึงเกิดขึ้นในโลกว่า ‘โลกเที่ยงหรือโลกไม่เที่ยง ฯลฯ
หรือหลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’
วัจฉะ นี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ทิฏฐิหลายอย่างเหล่านี้เกิดขึ้นในโลกว่า
‘โลกเที่ยงหรือโลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุดหรือโลกไม่มีที่สุด ชีวะกับสรีระเป็นอย่าง

383
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 384 (เล่ม 17)

เดียวกันหรือชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก หรือ
หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก
หรือหลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่”
วิญญาณอัปปัจจักขกัมมสูตรที่ ๕๕ จบ
(ด้วยการรวบรวมเข้าเป็นหมวดเดียวกันจึงมีพระสูตร ๕๕ สูตร)
วัจฉโคตตสังยุต จบ
รวมพระสูตรที่มีในสังยุตนี้ คือ
๑. รูปอัญญาณสูตร
๒. เวทนาอัญญาณสูตร
๓. สัญญาอัญญาณสูตร
๔. สังขารอัญญาณสูตร
๕. วิญญาณอัญญาณสูตร
๖๑๐. รูปอทัสสนาทิสุตตปัญจกะ
๑๑๑๕. รูปอนภิสมยาทิสุตตปัญจกะ
๑๖๒๐. รูปอนนุโพธาทิสุตตปัญจกะ
๒๑๒๕. รูปอัปปฏิเวธาทิสุตตปัญจกะ
๒๖๓๐. รูปอสัลลักขณาทิสุตตปัญจกะ
๓๑๓๕. รูปอนุปลักขณาทิสุตตปัญจกะ
๓๖๔๐. รูปอัปปัจจุปลักขณาทิสุตตปัญจกะ
๔๑๔๕. รูปอสมเปกขณาทิสุตตปัญจกะ
๔๖๕๐. รูปอัปปัจจุเปกขณาทิสุตตปัญจกะ
๕๑๕๔. รูปอัปปัจจักขกัมมาทิสุตตจตุกกะ
๕๕. วิญญาณอัปปัจจักขกัมมสูตร

384
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 385 (เล่ม 17)

๑๓. ฌานสังยุต
๑. สมาธิมูลกสมาปัตติสูตร
ว่าด้วยการเข้าสมาธิอันเป็นมูล
[๖๖๒] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้
บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ
๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
แต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ
๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ๑ แต่ไม่
ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
และไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ
๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
และฉลาดในการเข้าสมาธิ
ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
และฉลาดในการเข้าสมาธิ เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และยิ่งใหญ่ที่สุด
ภิกษุทั้งหลาย นมสดจากแม่โค นมส้มจากนมสด เนยข้นจากนมส้ม เนยใส
จากเนยข้น ยอดเนยใสจากเนยใส ยอดเนยใสชาวโลกถือว่าเป็นเลิศในบรรดานมสด
เป็นต้นนั้น แม้ฉันใด บุคคลผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และฉลาด
เชิงอรรถ :
๑ ฉลาดในการเข้าสมาธิ หมายถึงฉลาดในการเลือกอาหารและฤดูที่เหมาะแก่การเจริญสมาธิ
(องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๒๔/๑๐๙)

385
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 386 (เล่ม 17)

ในการเข้าสมาธิ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด
และยิ่งใหญ่ที่สุด”
สมาธิมูลกสมาปัตติสูตรที่ ๑ จบ
๒. สมาธิมูลกฐิติสูตร
ว่าด้วยการตั้งอยู่ในสมาธิอันเป็นมูล
[๖๖๓] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้
บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ
๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
แต่ไม่ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ
๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ๑
แต่ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
และไม่ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ
๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
และฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ
ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และ
ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และยิ่งใหญ่ที่สุด
ภิกษุทั้งหลาย นมสดจากแม่โค นมส้มจากนมสด เนยข้นจากนมส้ม เนยใส
จากเนยข้น ยอดเนยใสจากเนยใส ยอดเนยใสชาวโลกถือว่าเป็นเลิศในบรรดานมสด
เชิงอรรถ :
๑ ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ หมายถึงสามารถตั้งจิตให้เป็นสมาธิได้ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๒๔/๑๐๙)

386
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 387 (เล่ม 17)

เป็นต้นนั้น แม้ฉันใด บุคคลผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และฉลาด
ในการตั้งอยู่ในสมาธิ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน
สูงสุด และยิ่งใหญ่ที่สุด”
สมาธิมูลกฐิติสูตรที่ ๒ จบ
๓. สมาธิมูลกวุฏฐานสูตร
ว่าด้วยการออกจากสมาธิอันเป็นมูล
[๖๖๔] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้
บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ
๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
แต่ไม่ฉลาดในการออกจากสมาธิ
๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิ๑
แต่ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
และไม่ฉลาดในการออกจากสมาธิ
๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
และฉลาดในการออกจากสมาธิ
ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
และฉลาดในการออกจากสมาธิ เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และ
ยิ่งใหญ่ที่สุด
เชิงอรรถ :
๑ ฉลาดในการออกจากสมาธิ ในที่นี้หมายถึงกำหนดเวลาที่จะออกจากสมาธิได้ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๒๔/๑๐๙)

387
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 388 (เล่ม 17)

ภิกษุทั้งหลาย นมสดจากแม่โค นมส้มจากนมสด เนยข้นจากนมส้ม เนยใส
จากเนยข้น ยอดเนยใสจากเนยใส ฯลฯ และยิ่งใหญ่ที่สุด”
สมาธิมูลกวุฏฐานสูตรที่ ๓ จบ
๔. สมาธิมูลกกัลลิตสูตร
ว่าด้วยความพร้อมในสมาธิอันเป็นมูล
[๖๖๕] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้
บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ
๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
แต่ไม่ฉลาดในความพร้อมในสมาธิ
๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในความพร้อมในสมาธิ๑
แต่ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
และไม่ฉลาดในความพร้อมในสมาธิ
๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
และฉลาดในความพร้อมในสมาธิ
ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
และฉลาดในความพร้อมในสมาธิ เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และ
ยิ่งใหญ่ที่สุด
ภิกษุทั้งหลาย นมสดจากแม่โค นมส้มจากนมสด เนยข้นจากนมส้ม เนยใส
จากเนยข้น ยอดเนยใสจากเนยใส ฯลฯ และยิ่งใหญ่ที่สุด”
สมาธิมูลกกัลลิตสูตรที่ ๔ จบ
เชิงอรรถ :
๑ ฉลาดในความพร้อมในสมาธิ หมายถึงสามารถทำจิตให้มีความร่าเริงได้ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๒๔/๑๐๙)

388
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 389 (เล่ม 17)

๕. สมาธิมูลกอารัมมณสูตร
ว่าด้วยอารมณ์ในสมาธิอันเป็นมูล
[๖๖๖] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้
บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ
๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
แต่ไม่ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ
๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ
แต่ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
และไม่ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ
๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
และฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ
ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และ
ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และยิ่งใหญ่ที่สุด
ภิกษุทั้งหลาย นมสดจากแม่โค ฯลฯ และยิ่งใหญ่ที่สุด”
สมาธิมูลกอารัมมณสูตรที่ ๕ จบ

389
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 390 (เล่ม 17)

๖. สมาธิมูลกโคจรสูตร
ว่าด้วยโคจรในสมาธิอันเป็นมูล
[๖๖๗] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้
บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ
๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
แต่ไม่ฉลาดในโคจรในสมาธิ
๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในโคจรในสมาธิ๑ แต่ไม่
ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
และไม่ฉลาดในโคจรในสมาธิ
๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ
และฉลาดในโคจรในสมาธิ
ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และ
ฉลาดในโคจรในสมาธิ เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และยิ่งใหญ่ที่สุด
ภิกษุทั้งหลาย นมสดจากแม่โค ฯลฯ และยิ่งใหญ่ที่สุด”
สมาธิมูลกโคจรสูตรที่ ๖ จบ
เชิงอรรถ :
๑ ฉลาดในโคจรในสมาธิ หมายถึงฉลาดในการเว้นธรรมที่ไม่เป็นอุปการะแก่สมาธิแล้วเลือกเจริญแต่ธรรมที่
เป็นสัปปายะและเป็นอุปการะโดยรู้ว่า “นี้คือกามารมณ์ที่เป็นนิมิต (เครื่องหมาย) สำหรับทำให้จิตกำหนด
นี้คืออารมณ์ที่เป็นไตรลักษณ์” (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๒๔/๑๐๙)

390