พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 271 (เล่ม 17)

๖. ทุกขธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีทุกข์เป็นธรรมดา
[๑๘๗] “ราธะ สิ่งใดมีทุกข์เป็นธรรมดา ฯลฯ
ทุกขธัมมสูตรที่ ๖ จบ
๗. อนัตตสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เป็นอนัตตา
[๑๘๘] “ราธะ สิ่งใดเป็นอนัตตา ฯลฯ
อนัตตสูตรที่ ๗ จบ
๘. อนัตตธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีอนัตตาเป็นธรรมดา
[๑๘๙] “ราธะ สิ่งใดมีอนัตตาเป็นธรรมดา ฯลฯ
อนัตตธัมมสูตรที่ ๘ จบ
๙. ขยธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา
[๑๙๐] “ราธะ สิ่งใดมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา ฯลฯ
ขยธัมมสูตรที่ ๙ จบ
๑๐. วยธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
[๑๙๑] “ราธะ สิ่งใดมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ฯลฯ
วยธัมมสูตรที่ ๑๐ จบ

271
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 272 (เล่ม 17)

๑๑. สมุทยธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
[๑๙๒] “ราธะ สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เธอพึงละฉันทะ ราคะ
ฉันทราคะในสิ่งนั้น ฯลฯ
สมุทยธัมมสูตรที่ ๑๑ จบ
๑๒. นิโรธธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีความดับไปเป็นธรรมดา
[๑๙๓] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
ครั้งนั้น ท่านพระราธะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ได้กราบ
ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ขอพระผู้มี
พระภาคโปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ ซึ่งข้าพระองค์ได้ฟังแล้วจะพึงหลีก
ออกไปอยู่คนเดียว ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่เถิด”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ราธะ สิ่งใดมีความดับไปเป็นธรรมดา เธอพึงละฉันทะ
ราคะ ฉันทราคะในสิ่งนั้น
ก็อะไรเล่ามีความดับไปเป็นธรรมดา
คือ รูปมีความดับไปเป็นธรรมดา เธอพึงละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะในรูปนั้น
เวทนามีความดับไปเป็นธรรมดา ฯลฯ
สัญญา …
สังขาร …
วิญญาณมีความดับไปเป็นธรรมดา เธอพึงละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะใน
วิญญาณนั้น

272
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 273 (เล่ม 17)

ราธะ สิ่งใดมีความดับไปเป็นธรรมดา เธอพึงละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะในสิ่งนั้น”
นิโรธธัมมสูตรที่ ๑๒ จบ
อายาจนวรรคที่ ๓ จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มารสูตร ๒. มารธัมมสูตร
๓. อนิจจสูตร ๔. อนิจจธัมมสูตร
๕. ทุกขสูตร ๖. ทุกขธัมมสูตร
๗. อนัตตสูตร ๘. อนัตตธัมมสูตร
๙. ขยธัมมสูตร ๑๐. วยธัมมสูตร
๑๑. สมุทยธัมมสูตร ๑๒. นิโรธธัมมสูตร

273
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 274 (เล่ม 17)

๔. อุปนิสินนวรรค
หมวดว่าด้วยผู้เข้าไปนั่งใกล้
๑๑๑. มาราทิสุตตเอกาทสกะ
ว่าด้วยพระสูตร ๑๑ สูตร มีมารสูตรเป็นต้น
๑. มารสูตร
ว่าด้วยมาร
[๑๙๔] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับท่านพระราธะผู้นั่ง ณ ที่สมควร ดังนี้ว่า “ราธะ
สิ่งใดเป็นมาร เธอพึงละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะในสิ่งนั้น
ก็อะไรเล่าเป็นมาร
คือ รูปเป็นมาร เธอพึงละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะในรูปนั้น ฯลฯ
วิญญาณเป็นมาร เธอพึงละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะในวิญญาณนั้น
ราธะ สิ่งใดเป็นมาร เธอพึงละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะในสิ่งนั้น”
มารสูตรที่ ๑ จบ
๒. มารธัมมสูตร
ว่าด้วยธรรมของมาร
[๑๙๕] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
“ราธะ สิ่งใดเป็นธรรมของมาร เธอพึงละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะในสิ่งนั้น ฯลฯ
มารธัมมสูตรที่ ๒ จบ

274
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 275 (เล่ม 17)

๓. อนิจจสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่ไม่เที่ยง
[๑๙๖] “ราธะ สิ่งใดไม่เที่ยง ฯลฯ
อนิจจสูตรที่ ๓ จบ
๔. อนิจจธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา
[๑๙๗] “ราธะ สิ่งใดมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา ฯลฯ
อนิจจธัมมสูตรที่ ๔ จบ
๕. ทุกขสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เป็นทุกข์
[๑๙๘] “ราธะ สิ่งใดเป็นทุกข์ ฯลฯ
ทุกขสูตรที่ ๕ จบ
๖. ทุกขธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีทุกข์เป็นธรรมดา
[๑๙๙] “ราธะ สิ่งใดมีทุกข์เป็นธรรมดา ฯลฯ
ทุกขธัมมสูตรที่ ๖ จบ
๗. อนัตตสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เป็นอนัตตา
[๒๐๐] “ราธะ สิ่งใดเป็นอนัตตา ฯลฯ
อนัตตสูตรที่ ๗ จบ

275
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 276 (เล่ม 17)

๘. อนัตตธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีอนัตตาเป็นธรรมดา
[๒๐๑] “ราธะ สิ่งใดมีอนัตตาเป็นธรรมดา ฯลฯ
อนัตตธัมมสูตรที่ ๘ จบ
๙. ขยธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา
[๒๐๒] “ราธะ สิ่งใดมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา ฯลฯ
ขยธัมมสูตรที่ ๙ จบ
๑๐. วยธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
[๒๐๓] “ราธะ สิ่งใดมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ฯลฯ
วยธัมมสูตรที่ ๑๐ จบ
๑๑. สมุทยธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
[๒๐๔] “ราธะ สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เธอพึงละฉันทะ ราคะ
ฉันทราคะในสิ่งนั้น ฯลฯ
สมุทยธัมมสูตรที่ ๑๑ จบ

276
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 277 (เล่ม 17)

๑๒. นิโรธธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีความดับไปเป็นธรรมดา
[๒๐๕] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับท่านพระราธะผู้นั่ง ณ ที่สมควร ดังนี้ว่า “ราธะ
สิ่งใดมีความดับไปเป็นธรรมดา เธอพึงละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะในสิ่งนั้น
ก็อะไรเล่ามีความดับไปเป็นธรรมดา
คือ รูปมีความดับไปเป็นธรรมดา เธอพึงละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะในรูปนั้น
เวทนา ฯลฯ
สัญญา …
สังขาร …
วิญญาณมีความดับไปเป็นธรรมดา เธอพึงละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะใน
วิญญาณนั้น
ราธะ สิ่งใดมีความดับไปเป็นธรรมดา เธอพึงละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะในสิ่งนั้น”
นิโรธธัมมสูตรที่ ๑๒ จบ
อุปนิสินนวรรคที่ ๔ จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มารสูตร ๒. มารธัมมสูตร
๓. อนิจจสูตร ๔. อนิจจธัมมสูตร
๕. ทุกขสูตร ๖. ทุกขธัมมสูตร
๗. อนัตตสูตร ๘. อนัตตธัมมสูตร
๙. ขยธัมมสูตร ๑๐. วยธัมมสูตร
๑๑. สมุทยธัมมสูตร ๑๒. นิโรธธัมมสูตร
ราธสังยุต จบ

277
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 278 (เล่ม 17)

๓. ทิฏฐิสังยุต
๑. โสตาปัตติวรรค
หมวดว่าด้วยโสดาปัตติมรรค
๑. วาตสูตร
ว่าด้วยทิฏฐิว่าลมไม่พัดเป็นต้น
[๒๐๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน เขต
กรุงสาวัตถี ฯลฯ ได้ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีอะไร เพราะถือมั่นอะไร
เพราะยึดมั่นอะไร ทิฏฐิอย่างนี้จึงเกิดขึ้นว่า ‘ลมไม่พัด แม่น้ำไม่ไหล สตรีมีครรภ์
ไม่คลอด ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ไม่ขึ้นหรือไม่ตก มั่นคงดุจเสาระเนียด”
ภิกษุเหล่านั้นทูลตอบว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์
ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเป็นหลัก มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาค
เป็นที่พึ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส เฉพาะพระผู้มีพระภาค
เท่านั้นที่จะทรงอธิบายเนื้อความแห่งพระภาษิตนั้นให้แจ่มแจ้งได้ ภิกษุทั้งหลายฟัง
ต่อจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จง
ใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว”
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเรื่องนี้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีรูป เพราะถือมั่นรูป เพราะยึดมั่นรูป ทิฏฐิอย่างนี้จึง
เกิดขึ้นว่า ‘ลมไม่พัด แม่น้ำไม่ไหล สตรีมีครรภ์ไม่คลอด ดวงจันทร์และ
ดวงอาทิตย์ไม่ขึ้นหรือไม่ตก มั่นคงดุจเสาระเนียด’
เมื่อมีเวทนา ฯลฯ
เมื่อมีสัญญา …
เมื่อมีสังขาร …

278
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 279 (เล่ม 17)

เมื่อมีวิญญาณ เพราะถือมั่นวิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ ทิฏฐิอย่างนี้จึง
เกิดขึ้นว่า ‘ลมไม่พัด แม่น้ำไม่ไหล สตรีมีครรภ์ไม่คลอด ดวงจันทร์และ
ดวงอาทิตย์ไม่ขึ้นหรือไม่ตก มั่นคงดุจเสาระเนียด’
ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้น
ทิฏฐิอย่างนี้จะพึงเกิดขึ้นบ้างหรือว่า ‘ลมไม่พัด แม่น้ำไม่ไหล สตรีมีครรภ์ไม่คลอด
ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ไม่ขึ้นหรือไม่ตก มั่นคงดุจเสาระเนียด”
“ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯลฯ สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯลฯ สังขาร
เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้น
ทิฏฐิอย่างนี้จะพึงเกิดขึ้นบ้างหรือว่า ‘ลมไม่พัด แม่น้ำไม่ไหล สตรีมีครรภ์ไม่คลอด
ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ไม่ขึ้นหรือไม่ตก มั่นคงดุจเสาระเนียด”
“ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“แม้สิ่งที่บุคคลได้เห็น ฟัง ทราบ รู้ ถึง แสวงหา ใคร่ครวญด้วยใจ
เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”

279
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 280 (เล่ม 17)

“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้น
ทิฏฐิอย่างนี้จะพึงเกิดขึ้นบ้างหรือว่า ‘ลมไม่พัด แม่น้ำไม่ไหล สตรีมีครรภ์ไม่คลอด
ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ไม่ขึ้นหรือไม่ตก มั่นคงดุจเสาระเนียด”
“ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่อริยสาวกละความสงสัยในฐานะ ๖ ประการนี้ได้
ฉะนั้น จึงละความสงสัยแม้ในทุกข์ ละความสงสัยแม้ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ละความ
สงสัยแม้ในความดับแห่งทุกข์ ละความสงสัยแม้ในปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่ง
ทุกข์ได้
ภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า อริยสาวกผู้เป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ
มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า”
วาตสูตรที่ ๑ จบ
๒. เอตังมมสูตร
ว่าด้วยทิฏฐิว่านั่นของเรา
[๒๐๗] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีอะไร เพราะถือมั่นอะไร
เพราะยึดมั่นอะไร ทิฏฐิอย่างนี้จึงเกิดขึ้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตา
ของเรา”
ภิกษุเหล่านั้นทูลตอบว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย
มีพระผู้มีพระภาคเป็นหลัก ฯลฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีรูป เพราะถือมั่นรูป เพราะ
ยึดมั่นรูป ทิฏฐิอย่างนี้จึงเกิดขึ้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’

280