พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 261 (เล่ม 17)

และความยึดมั่นอันเป็นเหตุที่ใจเข้าไปตั้งมั่นถือมั่นและนอนเนื่องในรูป เมื่อเป็นเช่นนี้
รูปนั้นก็จักเป็นอันเธอละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดราก
ถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้
เธอจงละความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก
อุบายและความยึดมั่นอันเป็นเหตุที่ใจเข้าไปตั้งมั่นถือมั่นและนอนเนื่องในเวทนา
เมื่อเป็นเช่นนี้ เวทนานั้นก็จักเป็นอันเธอละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคน เหมือน
ต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ …
ในสัญญา ฯลฯ
เธอจงละความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก
อุบายและความยึดมั่นอันเป็นเหตุที่ใจเข้าไปตั้งมั่นถือมั่นและนอนเนื่องในสังขาร
เมื่อเป็นเช่นนี้ สังขารนั้นก็จักเป็นอันเธอละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคน เหมือน
ต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้
เธอจงละความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก
อุบายและความยึดมั่นอันเป็นเหตุที่ใจเข้าไปตั้งมั่นถือมั่นและนอนเนื่องในวิญญาณ
เมื่อเป็นเช่นนี้ วิญญาณนั้นก็จักเป็นอันเธอละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคน เหมือน
ต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้”
ทุติยฉันทราคสูตรที่ ๑๐ จบ
ปฐมวรรค จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มารสูตร ๒. สัตตสูตร
๓. ภวเนตติสูตร ๔. ปริญเญยยสูตร
๕. สมณสูตร ๖. ทุติยสมณสูตร
๗. โสตาปันนสูตร ๘. อรหันตสูตร
๙. ฉันทราคสูตร ๑๐. ทุติยฉันทราคสูตร

261
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 262 (เล่ม 17)

๒. ทุติยวรรค
หมวดที่ ๒
๑. มารสูตร
ว่าด้วยมาร
[๑๗๐] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
ครั้งนั้น ท่านพระราธะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาท
แล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ที่พระองค์ตรัสว่า ‘มาร มาร’ มารเป็นอย่างไร”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราธะ รูปเป็นมาร เวทนาเป็นมาร สัญญา
เป็นมาร สังขารเป็นมาร วิญญาณเป็นมาร
ราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป ย่อม
เบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขาร
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด
จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็รู้ว่า ‘หลุดพ้นแล้ว’ รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว
อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้
อีกต่อไป”
มารสูตรที่ ๑ จบ
๒. มารธัมมสูตร
ว่าด้วยธรรมของมาร
[๑๗๑] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า ‘ธรรมของมาร ธรรมของมาร’ ธรรมของมาร
เป็นอย่างไร”

262
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 263 (เล่ม 17)

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราธะ รูปเป็นธรรมของมาร เวทนาเป็นธรรม
ของมาร สัญญาเป็นธรรมของมาร สังขารเป็นธรรมของมาร วิญญาณเป็นธรรม
ของมาร
ราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า … ไม่มีกิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”
มารธัมมสูตรที่ ๒ จบ
๓. อนิจจสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่ไม่เที่ยง
[๑๗๒] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า ‘สิ่งที่ไม่เที่ยง สิ่งที่ไม่เที่ยง’ สิ่งที่ไม่เที่ยง
เป็นอย่างไร”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราธะ รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง
สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง
ราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า … ไม่มีกิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”
อนิจจสูตรที่ ๓ จบ
๔. อนิจจธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา
[๑๗๓] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า ‘สิ่งที่มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา สิ่งที่มีความ
ไม่เที่ยงเป็นธรรมดา’ สิ่งที่มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดาเป็นอย่างไร”

263
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 264 (เล่ม 17)

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราธะ รูปมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา เวทนา
มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา สัญญามีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา สังขารมีความไม่
เที่ยงเป็นธรรมดา วิญญาณมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา
ราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า … ไม่มีกิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”
อนิจจธัมมสูตรที่ ๔ จบ
๕. ทุกขสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เป็นทุกข์
[๑๗๔] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า ‘ทุกข์ ทุกข์’ ทุกข์เป็นอย่างไร”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราธะ รูปเป็นทุกข์ เวทนาเป็นทุกข์ สัญญา
เป็นทุกข์ สังขารเป็นทุกข์ วิญญาณเป็นทุกข์
ราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า … ไม่มีกิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”
ทุกขสูตรที่ ๕ จบ
๖. ทุกขธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีทุกข์เป็นธรรมดา
[๑๗๕] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า ‘สิ่งที่มีทุกข์เป็นธรรมดา สิ่งที่มีทุกข์เป็นธรรมดา’
สิ่งที่มีทุกข์เป็นธรรมดาเป็นอย่างไร”

264
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 265 (เล่ม 17)

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราธะ รูปมีทุกข์เป็นธรรมดา เวทนามีทุกข์
เป็นธรรมดา สัญญามีทุกข์เป็นธรรมดา สังขารมีทุกข์เป็นธรรมดา วิญญาณมี
ทุกข์เป็นธรรมดา
ราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า … ไม่มีกิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”
ทุกขธัมมสูตรที่ ๖ จบ
๗. อนัตตสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เป็นอนัตตา
[๑๗๖] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า ‘อนัตตา อนัตตา’ อนัตตาเป็นอย่างไร”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราธะ รูปเป็นอนัตตา เวทนาเป็นอนัตตา
สัญญาเป็นอนัตตา สังขารเป็นอนัตตา วิญญาณเป็นอนัตตา
ราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า … ไม่มีกิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”
อนัตตสูตรที่ ๗ จบ
๘. อนัตตธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีอนัตตาเป็นธรรมดา
[๑๗๗] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า ‘สิ่งที่มีอนัตตาเป็นธรรมดา สิ่งที่มีอนัตตาเป็น
ธรรมดา’ สิ่งที่มีอนัตตาเป็นธรรมดาเป็นอย่างไร”

265
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 266 (เล่ม 17)

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราธะ รูปมีอนัตตาเป็นธรรมดา เวทนามี
อนัตตาเป็นธรรมดา สัญญามีอนัตตาเป็นธรรมดา สังขารมีอนัตตาเป็นธรรมดา
วิญญาณมีอนัตตาเป็นธรรมดา
ราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า … ไม่มีกิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”
อนัตตธัมมสูตรที่ ๘ จบ
๙. ขยธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา
[๑๗๘] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า ‘สิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา สิ่งที่มีความสิ้น
ไปเป็นธรรมดา’ สิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดาเป็นอย่างไร”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราธะ รูปมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เวทนามี
ความสิ้นไปเป็นธรรมดา สัญญามีความสิ้นไปเป็นธรรมดา สังขารมีความสิ้นไป
เป็นธรรมดา วิญญาณมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา
ราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า … ไม่มีกิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”
ขยธัมมสูตรที่ ๙ จบ

266
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 267 (เล่ม 17)

๑๐. วยธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
[๑๗๙] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า ‘สิ่งที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา สิ่งที่มีความ
เสื่อมไปเป็นธรรมดา’ สิ่งที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาเป็นอย่างไร”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราธะ รูปมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เวทนา
มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา สัญญามีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา สังขารมีความ
เสื่อมไปเป็นธรรมดา วิญญาณมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
ราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า … ไม่มีกิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”
วยธัมมสูตรที่ ๑๐ จบ
๑๑. สมุทยธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
[๑๘๐] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า ‘สิ่งที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งที่มีความ
เกิดขึ้นเป็นธรรมดา’ สิ่งที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเป็นอย่างไร”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราธะ รูปมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เวทนามี
ความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สัญญามีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สังขารมีความเกิดขึ้น
เป็นธรรมดา วิญญาณมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
ราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า … ไม่มีกิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”
สมุทยธัมมสูตรที่ ๑๑ จบ

267
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 268 (เล่ม 17)

๑๒. นิโรธธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีความดับไปเป็นธรรมดา
[๑๘๑] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
ครั้งนั้น ท่านพระราธะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาท
แล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ที่พระองค์ตรัสว่า ‘สิ่งที่มีความดับไปเป็นธรรมดา สิ่งที่มีความดับไปเป็นธรรมดา’
สิ่งที่มีความดับไปเป็นธรรมดาเป็นอย่างไร”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราธะ รูปมีความดับไปเป็นธรรมดา เวทนามี
ความดับไปเป็นธรรมดา สัญญามีความดับไปเป็นธรรมดา สังขารมีความดับไป
เป็นธรรมดา วิญญาณมีความดับไปเป็นธรรมดา
ราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า … ไม่มีกิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”
นิโรธธัมมสูตรที่ ๑๒ จบ
ทุติยวรรค จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มารสูตร ๒. มารธัมมสูตร
๓. อนิจจสูตร ๔. อนิจจธัมมสูตร
๕. ทุกขสูตร ๖. ทุกขธัมมสูตร
๗. อนัตตสูตร ๘. อนัตตธัมมสูตร
๙. ขยธัมมสูตร ๑๐. วยธัมมสูตร
๑๑. สมุทยธัมมสูตร ๑๒. นิโรธธัมมสูตร

268
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 269 (เล่ม 17)

๓. อายาจนวรรค
หมวดว่าด้วยการอาราธนา
๑๑๑. มาราทิสุตตเอกาทสกะ
ว่าด้วยพระสูตร ๑๑ สูตร มีมารสูตรเป็นต้น
๑. มารสูตร
ว่าด้วยมาร
[๑๘๑] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
ครั้งนั้น ท่านพระราธะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาท
แล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ขอประทานวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ
ซึ่งข้าพระองค์ได้ฟังแล้วจะพึงหลีกออกไปอยู่คนเดียว ไม่ประมาท มีความเพียร
อุทิศกายและใจอยู่เถิด”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ราธะ สิ่งใดเป็นมาร เธอพึงละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะ
ในสิ่งนั้น
ก็อะไรเล่าเป็นมาร
คือ รูปเป็นมาร เธอพึงละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะในรูปนั้น
เวทนาเป็นมาร เธอพึงละฉันทะ … ในเวทนานั้น
สัญญาเป็นมาร เธอพึงละฉันทะ … ในสัญญานั้น
สังขารเป็นมาร เธอพึงละฉันทะ … ในสังขารนั้น
วิญญาณเป็นมาร เธอพึงละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะในวิญญาณนั้น
ราธะ สิ่งใดเป็นมาร เธอพึงละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะในสิ่งนั้น”
มารสูตรที่ ๑ จบ

269
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ 270 (เล่ม 17)

๒. มารธัมมสูตร
ว่าด้วยธรรมของมาร
[๑๘๓] “ราธะ สิ่งใดเป็นธรรมของมาร๑ เธอพึงละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะ
ในสิ่งนั้น ฯลฯ
มารธัมมสูตรที่ ๒ จบ
๓. อนิจจสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่ไม่เที่ยง
[๑๘๔] “ราธะ สิ่งใดไม่เที่ยง ฯลฯ
อนิจจสูตรที่ ๓ จบ
๔. อนิจจธัมมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา
[๑๘๕] “ราธะ สิ่งใดมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา ฯลฯ
อนิจจธัมมสูตรที่ ๔ จบ
๕. ทุกขสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เป็นทุกข์
[๑๘๖] “ราธะ สิ่งใดเป็นทุกข์ ฯลฯ
ทุกขสูตรที่ ๕ จบ
เชิงอรรถ :
๑ ธรรมของมาร ในที่นี้หมายถึงมรณธรรม ซึ่งเป็นสภาวะแห่งความพินาศย่อยยับ (สํ.ข.อ. ๒/๑๗๐๑๘๑/๓๖๘,
สํ.ฏีกา ๒/๑๗๐๑๘๑/๓๑๓)

270