พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค หน้าที่ 77 (เล่ม 15)

๙. อิจฉาสูตร
ว่าด้วยความอยาก
[๖๙] เทวดาทูลถามว่า
โลกถูกอะไรเล่าผูกไว้
เพราะกำจัดอะไรออกไป จึงพ้นได้
เพราะละอะไรได้เล่า จึงตัดเครื่องผูกได้ทั้งหมด
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
โลกถูกความอยากผูกไว้
เพราะกำจัดความอยากออกไป จึงพ้นได้
เพราะละความอยาก จึงตัดเครื่องผูกได้ทั้งหมด
อิจฉาสูตรที่ ๙ จบ
๑๐. โลกสูตร
ว่าด้วยโลก
[๗๐] เทวดาทูลถามว่า
เมื่ออะไรเกิด โลกจึงเกิด
โลกทำความเชยชิดในอะไร โลกยึดถืออะไร
โลกเดือดร้อนเพราะอะไร

77
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค หน้าที่ 78 (เล่ม 15)

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
เมื่ออายตนะ ๖ เกิด โลกจึงเกิด
โลกทำความเชยชิดในอายตนะ ๖
โลกยึดถืออายตนะ ๖ นั่นแล
โลกเดือดร้อนเพราะอายตนะ ๖
โลกสูตรที่ ๑๐ จบ
อัทธวรรคที่ ๗ จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. นามสูตร ๒. จิตตสูตร
๓. ตัณหาสูตร ๔. สัญโญชนสูตร
๕. พันธนสูตร ๖. อัพภาหตสูตร
๗. อุฑฑิตสูตร ๘. ปิหิตสูตร
๙. อิจฉาสูตร ๑๐. โลกสูตร

78
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค หน้าที่ 79 (เล่ม 15)

๘. ฆัตวาวรรค
หมวดว่าด้วยการฆ่า
๑. ฆัตวาสูตร
ว่าด้วยการฆ่า
[๗๑] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
เทวดานั้นยืนอยู่ ณ ที่สมควรแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
บุคคลฆ่าอะไรได้จึงอยู่เป็นสุข
ฆ่าอะไรได้จึงไม่เศร้าโศก ข้าแต่พระโคดม
พระองค์ทรงพอพระทัยการฆ่าธรรมอย่างหนึ่ง คืออะไร
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
บุคคลฆ่าความโกรธได้จึงอยู่เป็นสุข
ฆ่าความโกรธได้จึงไม่เศร้าโศก เทวดา
พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญการฆ่าความโกรธ
ซึ่งมีรากเป็นพิษ๑ มียอดหวาน
เพราะบุคคลฆ่าความโกรธนั้นได้แล้ว จึงไม่เศร้าโศก
ฆัตวาสูตรที่ ๑ จบ
๒. รถสูตร
ว่าด้วยรถ
[๗๒] เทวดาทูลถามว่า
อะไรเล่าเป็นเครื่องปรากฏของรถ
อะไรเล่าเป็นเครื่องปรากฏของไฟ
อะไรเล่าเป็นเครื่องปรากฏของรัฐ
อะไรเล่าเป็นเครื่องปรากฏของหญิง
เชิงอรรถ :
๑ มีรากเป็นพิษ หมายถึงมีทุกข์เป็นวิบาก (สํ.ส.อ. ๑/๗๑/๙๓)

79
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค หน้าที่ 80 (เล่ม 15)

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ธงเป็นเครื่องปรากฏของรถ
ควันเป็นเครื่องปรากฏของไฟ
พระราชาเป็นเครื่องปรากฏของรัฐ
ภัสดาเป็นเครื่องปรากฏของหญิง๑
รถสูตรที่ ๒ จบ
๓. วิตตสูตร
ว่าด้วยทรัพย์เครื่องปลื้มใจ
[๗๓] เทวดาทูลถามว่า
อะไรเล่าเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจที่ประเสริฐของบุรุษในโลกนี้
อะไรเล่าที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้
อะไรเล่าเป็นรสที่ดีกว่ารสทั้งหลาย
บุคคลมีความเป็นอยู่อย่างไร นักปราชญ์ทั้งหลาย
จึงกล่าวว่ามีชีวิตประเสริฐ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจที่ประเสริฐของบุรุษในโลกนี้
ธรรม๒ ที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้
สัจจะเท่านั้นเป็นรสที่ดีกว่ารสทั้งหลาย
บุคคลมีความเป็นอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลาย
จึงกล่าวว่ามีชีวิตประเสริฐ
วิตตสูตรที่ ๓ จบ
เชิงอรรถ :
๑ ดู ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๐๗/๓๖๗
๒ ธรรม ในที่นี้หมายถึงกุศลกรรมบถ ๑๐ (สํ.ส.อ. ๑/๗๓/๙๔)

80
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค หน้าที่ 81 (เล่ม 15)

๔. วุฏฐิสูตร
ว่าด้วยฝน
[๗๔] เทวดาทูลถามว่า
บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น อะไรเล่าประเสริฐ
บรรดาสิ่งที่ตกลงไป อะไรเล่าประเสริฐ
บรรดาสัตว์ที่เดินได้ สัตว์ประเภทใดประเสริฐ
บรรดาชนผู้พูด ใครเป็นผู้ประเสริฐ
เทวดาองค์หนึ่งกล่าวแก้ว่า
บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น พืชประเสริฐ
บรรดาสิ่งที่ตกลงไป ฝนประเสริฐ
บรรดาสัตว์ที่เดินได้ โคเป็นสัตว์ประเสริฐ
บรรดาชนผู้พูด บุตรเป็นผู้ประเสริฐ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น ความรู้ประเสริฐ
บรรดาสิ่งที่ตกลงไป ความไม่รู้ประเสริฐ
บรรดาสัตว์ที่เดินได้ พระสงฆ์เป็นผู้ประเสริฐ
บรรดาชนผู้พูด พระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐ
วุฏฐิสูตรที่ ๔ จบ

81
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค หน้าที่ 82 (เล่ม 15)

๕. ภีตสูตร
ว่าด้วยผู้กลัว
[๗๕] เทวดาทูลถามว่า
หมู่ชนเป็นอันมากในโลกนี้ยังจะกลัวอะไรอีกเล่า
เพราะพระพุทธเจ้าตรัสบอกทางไว้แล้วด้วยเหตุหลากหลาย๑
ข้าแต่พระโคดมผู้มีปัญญาดุจแผ่นดิน
ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ถึงเหตุนั้น
บุคคลตั้งอยู่ในธรรมอะไร จึงไม่กลัวปรโลก
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
บุคคลผู้ตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ
มิได้ทำบาปทางกาย อยู่ครองเรือนที่มีข้าวและน้ำมาก
เป็นผู้มีศรัทธา ๑ เป็นผู้อ่อนโยน ๑
มีปกติเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ๑ รู้เจรจาปราศรัย ๑
ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ๔ ประการนี้ ชื่อว่าผู้ตั้งอยู่ในธรรม
ผู้นั้นจึงจะไม่กลัวปรโลก
ภีตสูตรที่ ๕ จบ
๖. นชีรติสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่ไม่ทรุดโทรม
[๗๖] เทวดาทูลถามว่า
อะไรเล่าย่อมทรุดโทรม
อะไรเล่าย่อมไม่ทรุดโทรม
อะไรเล่าท่านเรียกว่าทางผิด
เชิงอรรถ :
๑ ตรัสบอกทางไว้แล้วด้วยเหตุหลากหลาย หมายถึงตรัสบอกทางไว้แล้วด้วยเหตุเป็นอันมาก ได้แก่
อารมณ์ ๓๘ ประการ (อารมณ์ ๓๘ มาจากอารมณ์กัมมัฏฐาน ๔๐ คือ กสิณ ๑๐ (เว้นอาโลกกสิณ
และอากาสกสิณ) อนุสสติ ๑๐ อสุภะ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ ธาตุววัตถาน ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑
อานาปานสติ ๑ จึงรวมเป็น ๓๘) (สํ.ส.อ. ๑/๗๕/๙๕)

82
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค หน้าที่ 83 (เล่ม 15)

อะไรเล่าเป็นอันตรายต่อธรรม
อะไรเล่าสิ้นไปตามคืนและวัน
อะไรเล่าเป็นมลทินของพรหมจรรย์
อะไรเล่ามิใช่น้ำ แต่เป็นเครื่องชำระล้าง
ในโลกมีช่องกี่ช่อง ที่จิตตั้งอยู่ไม่ได้
ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาค
ว่าจะรู้ข้อความนั้นได้อย่างไร
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
รูปของสัตว์ทั้งหลายย่อมทรุดโทรม
ชื่อและโคตรย่อมไม่ทรุดโทรม
ราคะท่านเรียกว่าทางผิด
ความโลภเป็นอันตรายต่อธรรม
วัยสิ้นไปตามคืนและวัน
หญิงเป็นมลทินของพรหมจรรย์ หมู่สัตว์นี้ข้องอยู่ในหญิงนั่น
ตบะและพรหมจรรย์นั้นมิใช่น้ำ แต่เป็นเครื่องชำระล้าง
ในโลกมีช่องอยู่ ๖ ช่อง ที่จิตตั้งอยู่ไม่ได้ คือ
ความเกียจคร้าน ๑ ความประมาท ๑ ความไม่ขยัน ๑
ความไม่สำรวม ๑ ความมักหลับ ๑ ความอ้างเลศไม่ทำงาน ๑
พึงเว้นช่องทั้ง ๖ เสีย โดยประการทั้งปวงเถิด
นชีรติสูตรที่ ๖ จบ
๗. อิสสรสูตร
ว่าด้วยความเป็นใหญ่
[๗๗] เทวดาทูลถามว่า
อะไรเล่าเป็นใหญ่ในโลก
อะไรเล่าเป็นสิ่งสูงสุดบรรดาภัณฑะทั้งหลาย
อะไรเล่าเป็นดังสนิมศัสตราในโลก
อะไรเล่าเป็นเสนียดจัญไรในโลก

83
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค หน้าที่ 84 (เล่ม 15)

ใครนำของไปย่อมถูกห้าม แต่ใครนำของไปกลับเป็นที่รัก
ใครมาบ่อยๆ บัณฑิตย่อมยินดี
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
อำนาจเป็นใหญ่ในโลก
หญิงเป็นสิ่งสูงสุดบรรดาภัณฑะทั้งหลาย
ความโกรธเป็นดังสนิมศัสตราในโลก
พวกโจรเป็นเสนียดจัญไรในโลก
โจรนำของไปย่อมถูกห้าม แต่สมณะนำของไปกลับเป็นที่รัก
สมณะมาบ่อยๆ บัณฑิตย่อมยินดี
อิสสรสูตรที่ ๗ จบ
๘. กามสูตร
ว่าด้วยผู้ต้องการประโยชน์
[๗๘] เทวดาทูลถามว่า
กุลบุตรผู้ต้องการประโยชน์
ไม่ควรให้อะไรเล่า ไม่ควรสละอะไรเล่า
อะไรเล่าที่ดีควรปล่อย แต่ที่ไม่ดีไม่ควรปล่อย
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
บุรุษไม่ควรให้ตน ไม่ควรสละตน
วาจาที่ดีควรปล่อย แต่วาจาที่ไม่ดีไม่ควรปล่อย
กามสูตรที่ ๘ จบ
๙. ปาเถยยสูตร
ว่าด้วยเสบียง
[๗๙] เทวดาทูลถามว่า
อะไรเล่ารวบรวมไว้ซึ่งเสบียง
อะไรเล่าเป็นบ่อเกิดแห่งโภคทรัพย์ทั้งหลาย
อะไรเล่าผลักไสนรชนไป อะไรเล่าละได้ยากในโลก
สัตว์เป็นอันมากติดอยู่ในอะไรเล่า เหมือนนกติดบ่วง ฉะนั้น

84
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค หน้าที่ 85 (เล่ม 15)

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ศรัทธารวบรวมไว้ซึ่งเสบียง
สิริเป็นบ่อเกิดแห่งโภคทรัพย์ทั้งหลาย
ความอยากผลักไสนรชนไป
ความอยากละได้ยากในโลก
สัตว์เป็นอันมากติดอยู่ในความอยาก เหมือนนกติดบ่วง ฉะนั้น
ปาเถยยสูตรที่ ๙ จบ
๑๐. ปัชโชตสูตร
ว่าด้วยแสงสว่าง
[๘๐] เทวดาทูลถามว่า
อะไรเล่าเป็นแสงสว่างในโลก
อะไรเล่าเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก
อะไรเล่าเป็นสหายในการทำงานของผู้เป็นอยู่
อะไรเล่าเป็นเครื่องสืบต่อชีวิตของเขา
อะไรเล่าย่อมเลี้ยงบุคคลผู้เกียจคร้านและไม่เกียจคร้าน
ดุจมารดาเลี้ยงดูบุตร
หมู่สัตว์ที่มีชีวิตอยู่บนแผ่นดิน อาศัยอะไรเลี้ยงชีพ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก
สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก
ฝูงโคเป็นสหายในการทำงานของผู้เป็นอยู่
ไถเป็นเครื่องสืบต่อชีวิตของเขา
ฝนย่อมเลี้ยงบุคคลผู้เกียจคร้านและไม่เกียจคร้าน
ดุจมารดาเลี้ยงดูบุตร
หมู่สัตว์ที่มีชีวิตอยู่บนแผ่นดิน อาศัยฝนเลี้ยงชีพ
ปัชโชตสูตรที่ ๑๐ จบ

85
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค หน้าที่ 86 (เล่ม 15)

๑๑. อรณสูตร
ว่าด้วยข้าศึก
[๘๑] เทวดาทูลถามว่า
คนเหล่าไหนไม่เป็นข้าศึกในโลกนี้
พรหมจรรย์ที่อยู่จบแล้วของคนเหล่าไหนไม่เสื่อม
คนเหล่าไหนกำหนดรู้ความอยากได้ในโลกนี้
ความเป็นไทย่อมมีแก่คนเหล่าไหนทุกเมื่อ
มารดาและบิดาหรือพี่น้องไหว้บุคคลนั้นผู้ตั้งมั่น(ในศีล) คือใครเล่า
กษัตริย์ทั้งหลายอภิวาทใครในโลกนี้ แม้จะมีชาติต่ำ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
สมณะทั้งหลายในธรรมวินัยไม่เป็นข้าศึกในโลกนี้
พรหมจรรย์ที่อยู่จบแล้วของสมณะทั้งหลายย่อมไม่เสื่อม
สมณะทั้งหลายย่อมกำหนดรู้ความอยากได้
ความเป็นไทย่อมมีแก่สมณะทั้งหลายทุกเมื่อ
มารดาและบิดาหรือพี่น้องไหว้บุคคลนั้นผู้ตั้งมั่น(ในศีล) คือสมณะ
กษัตริย์ทั้งหลายอภิวาทสมณะในโลกนี้ ผู้มีชาติต่ำ
อรณสูตรที่ ๑๑ จบ
ฆัตวาวรรคที่ ๘ จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ฆัตวาสูตร ๒. รถสูตร
๓. วิตตสูตร ๔. วุฏฐิสูตร
๕. ภีตสูตร ๖. นชีรติสูตร
๗. อิสสรสูตร ๘. กามสูตร
๙. ปาเถยยสูตร ๑๐. ปัชโชตสูตร
๑๑. อรณสูตร
เทวตาสังยุต จบบริบูรณ์

86