พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 373 (เล่ม 11)

๒. ทุกขเวทนา (ความรู้สึกทุกข์)
๓. อทุกขมสุขเวทนา (ความรู้สึกไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข)
นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรกำหนดรู้
(ฆ) ธรรม ๓ ประการที่ควรละ คืออะไร
คือ ตัณหา๑ ๓ ได้แก่
๑. กามตัณหา (ความทะยานอยากในกาม)
๒. ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ)
๓. วิภวตัณหา (ความทะยานอยากในวิภพ)
นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรละ
(ง) ธรรม ๓ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร
คือ อกุศลมูล๒ ๓ ได้แก่
๑. อกุศลมูลคือโลภะ (ความอยากได้)
๒. อกุศลมูลคือโทสะ (ความคิดประทุษร้าย)
๓. อกุศลมูลคือโมหะ (ความหลง)
นี้ คือธรรม ๓ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม
(จ) ธรรม ๓ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร
คือ กุศลมูล๓ ๓ ได้แก่
๑. กุศลมูลคืออโลภะ (ความไม่อยากได้)
๒. กุศลมูลคืออโทสะ (ความไม่คิดประทุษร้าย)
๓. กุศลมูลคืออโมหะ (ความไม่หลง)
นี้ คือธรรม ๓ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบข้อ ๓๐๕ หน้า ๒๖๔ ในเล่มนี้
๒ ดูเทียบข้อ ๓๐๕ หน้า ๒๕๙ ในเล่มนี้
๓ ดูเทียบข้อ ๓๐๕ หน้า ๒๕๙ ในเล่มนี้

373
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 374 (เล่ม 11)

(ฉ) ธรรม ๓ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร
คือ ธาตุที่สลัด ๓ ได้แก่
๑. ธาตุที่สลัดกามคือเนกขัมมะ๑
๒. ธาตุที่สลัดรูปคืออรูป๒
๓. การสลัดสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น สิ่งที่อาศัยกันและ
กันเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่ง คือนิโรธ๓
นี้ คือธรรม ๓ ประการที่แทงตลอดได้ยาก
(ช) ธรรม ๓ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร
คือ ญาณ ๓ ได้แก่
๑. อตีตังสญาณ (ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต)
๒. อนาคตังสญาณ (ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต)
๓. ปัจจุปปันนังสญาณ (ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน)
นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น
(ฌ) ธรรม ๓ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร
คือ ธาตุ๔ ๓ ได้แก่
๑. กามธาตุ (ธาตุคือกามภพ)
๒. รูปธาตุ (ธาตุคือรูปภพ)
๓. อรูปธาตุ (ธาตุคืออรูปภพ)
นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรรู้ยิ่ง
เชิงอรรถ :
๑ เนกขัมมะ ในที่นี้หมายถึงอนาคามิมรรค (ที.ปา.อ. ๓๕๓/๒๕๙)
๒ อรูป ในที่นี้หมายถึงอรหัตตมรรคในอรูปภพ (ที.ปา.อ. ๓๕๓/๒๕๙)
๓ นิโรธ ในที่นี้หมายถึงอรหัตตผล (ที.ปา.อ. ๓๕๓/๒๕๙)
๔ ดูเทียบข้อ ๓๐๕ หน้า ๒๖๒ ในเล่มนี้

374
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 375 (เล่ม 11)

(ญ) ธรรม ๓ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร
คือ วิชชา๑ ๓ ได้แก่
๑. วิชชา คือความหยั่งรู้ที่ทำให้ระลึกถึงชาติก่อนได้
๒. วิชชา คือความหยั่งรู้การจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย
๓. วิชชา คือความหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรทำให้แจ้ง
ธรรม ๓๐ ประการนี้ เป็นของจริง เป็นของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็น
อย่างอื่น ที่พระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ด้วยประการฉะนี้
ธรรม ๔ ประการ
[๓๕๔] ธรรม ๔ ประการที่มีอุปการะมาก___ธรรม ๔ ประการที่ควรเจริญ
ธรรม ๔ ประการที่ควรกำหนดรู้___ธรรม ๔ ประการที่ควรละ
ธรรม ๔ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม___ธรรม ๔ ประการที่เป็นไปในฝ่าย
คุณวิเศษ
ธรรม ๔ ประการที่แทงตลอดได้ยาก___ธรรม ๔ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น
ธรรม ๔ ประการที่ควรรู้ยิ่ง___ธรรม ๔ ประการที่ควรทำให้แจ้ง
(ก) ธรรม ๔ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร
คือ จักร๒ ๔ ได้แก่
๑. ปฏิรูปเทสวาสะ (การอยู่ในถิ่นที่ดี)
๒. สัปปุริสสังเสวะ (การคบหาสัตบุรุษ)
๓. อัตตสัมมาปณิธิ (การตั้งตนไว้ชอบ)
๔. ปุพเพกตปุญญตา (ความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ในก่อนแล้ว)
นี้ คือธรรม ๔ ประการที่มีอุปการะมาก
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบข้อ ๓๐๕ หน้า ๒๗๕ ในเล่มนี้
๒ ดูเทียบข้อ ๓๑๑ หน้า ๒๘๖ ในเล่มนี้

375
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 376 (เล่ม 11)

(ข) ธรรม ๔ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร
คือ สติปัฏฐาน๑ ๔ ได้แก่
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
๑. พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้
๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย …
๓. พิจารณาเห็นจิตในจิต …
๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มี
สัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้
นี้ คือธรรม ๔ ประการที่ควรเจริญ
(ค) ธรรม ๔ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร
คือ อาหาร๒ ๔ ได้แก่
๑. กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว) ทั้งหยาบและละเอียด
๒. ผัสสาหาร (อาหารคือผัสสะ)
๓. มโนสัญเจตนาหาร (อาหารคือมโนสัญเจตนา)
๔. วิญญาณาหาร (อาหารคือวิญญาณ)
นี้ คือธรรม ๔ ประการที่ควรกำหนดรู้
(ฆ) ธรรม ๔ ประการที่ควรละ คืออะไร
คือ โอฆะ๓ (ห้วงน้ำคือกิเลส) ๔ ได้แก่
๑. กาโมฆะ (โอฆะคือกาม)
๒. ภโวฆะ (โอฆะคือภพ)
๓. ทิฏโฐฆะ (โอฆะคือทิฏฐิ)
๔. อวิชโชฆะ (โอฆะคืออวิชชา)
นี้ คือธรรม ๔ ประการที่ควรละ
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบข้อ ๓๐๖ หน้า ๒๗๖ ในเล่มนี้
๒ ดูเทียบข้อ ๓๑๑ หน้า ๒๘๗ ในเล่มนี้
๓ ดูเทียบข้อ ๓๑๑ หน้า ๒๙๒ ในเล่มนี้

376
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 377 (เล่ม 11)

(ง) ธรรม ๔ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร
คือ โยคะ๑ (เครื่องเกาะเกี่ยว) ๔ ได้แก่
๑. กามโยคะ (โยคะคือกาม)
๒. ภวโยคะ (โยคะคือภพ)
๓. ทิฏฐิโยคะ (โยคะคือทิฏฐิ)
๔. อวิชชาโยคะ (โยคะคืออวิชชา)
นี้ คือธรรม ๔ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม
(จ) ธรรม ๔ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร
คือ วิสังโยคะ๒ (ความพราก) ๔ ได้แก่
๑. กามโยควิสังโยคะ (ความพรากจากกามโยคะ)
๒. ภวโยควิสังโยคะ (ความพรากจากภวโยคะ)
๓. ทิฏฐิโยควิสังโยคะ (ความพรากจากทิฏฐิโยคะ)
๔. อวิชชาโยควิสังโยคะ (ความพรากจากอวิชชาโยคะ)
นี้ คือธรรม ๔ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ
(ฉ) ธรรม ๔ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร
คือ สมาธิ ๔ ได้แก่
๑. หานภาคิยสมาธิ (สมาธิฝ่ายเสื่อม)
๒. ฐิติภาคิยสมาธิ (สมาธิฝ่ายดำรง)
๓. วิเสสภาคิยสมาธิ (สมาธิฝ่ายวิเศษ)
๔. นิพเพธภาคิยสมาธิ (สมาธิฝ่ายชำแรกกิเลส)
นี้ คือธรรม ๔ ประการที่แทงตลอดได้ยาก
(ช) ธรรม ๔ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร
คือ ญาณ๓ ๔ ได้แก่
๑. ธัมมญาณ (ความรู้ในธรรม)
๒. อันวยญาณ (ความรู้ในการคล้อยตาม)
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบข้อ ๓๑๒ หน้า ๒๙๒ ในเล่มนี้
๒ ดูเทียบข้อ ๓๑๒ หน้า ๒๙๒ ในเล่มนี้
๓ ดูเทียบข้อ ๓๑๐ หน้า ๒๘๕ ในเล่มนี้

377
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 378 (เล่ม 11)

๓. ปริยญาณ (ความรู้ในการกำหนดจิตของผู้อื่น)
๔. สัมมติญาณ (ความรู้ในสมมติ)
นี้ คือธรรม ๔ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น
(ฌ) ธรรม ๔ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร
คือ อริยสัจ ๔ ได้แก่
๑. ทุกขอริยสัจ (อริยสัจคือทุกข์)
๒. ทุกขสมุทยอริยสัจ (อริยสัจคือเหตุเกิดแห่งทุกข์)
๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ (อริยสัจคือความดับแห่งทุกข์)
๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (อริยสัจคือข้อปฏิบัติให้ถึงความ
ดับแห่งทุกข์)
นี้ คือธรรม ๔ ประการที่ควรรู้ยิ่ง
(ญ) ธรรม ๔ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร
คือ สามัญญผล๑ (ผลแห่งความเป็นสมณะ) ๔ ได้แก่
๑. โสดาปัตติผล
๒. สกทาคามิผล
๓. อนาคามิผล
๔. อรหัตตผล
นี้ คือธรรม ๔ ประการที่ควรทำให้แจ้ง
ธรรม ๔๐ ประการนี้ เป็นของจริง เป็นของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็น
อย่างอื่น ที่พระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ด้วยประการฉะนี้
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบข้อ ๓๑๑ หน้า ๒๘๗ ในเล่มนี้

378
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 379 (เล่ม 11)

ธรรม ๕ ประการ
[๓๕๕] ธรรม ๕ ประการที่มีอุปการะมาก___ธรรม ๕ ประการที่ควรเจริญ
ธรรม ๕ ประการที่ควรกำหนดรู้___ธรรม ๕ ประการที่ควรละ
ธรรม ๕ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม___ธรรม ๕ ประการที่เป็นไปในฝ่าย
คุณวิเศษ
ธรรม ๕ ประการที่แทงตลอดได้ยาก___ธรรม ๕ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น
ธรรม ๕ ประการที่ควรรู้ยิ่ง___ธรรม ๕ ประการที่ควรทำให้แจ้ง
(ก) ธรรม ๕ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร
คือ องค์ของผู้บำเพ็ญความเพียร๑ ๕ ได้แก่
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
๑. เป็นผู้มีศรัทธา เชื่อพระปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระตถาคตว่า
‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์
ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและ
จรณะ เสด็จไปดี ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้
อย่างยอดเยี่ยม เป็นพระศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’
๒. เป็นผู้มีอาพาธน้อย โรคเบาบาง ประกอบด้วยไฟธาตุสำหรับ
ย่อยอาหารสม่ำเสมอ ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก ปานกลาง เหมาะ
แก่การบำเพ็ญเพียร
๓. เป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา ทำตนให้เปิดเผยตามความเป็นจริง
ในพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลาย
๔. เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมเกิด
มีความเข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม
ทั้งหลายอยู่
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบข้อ ๓๑๗ หน้า ๓๐๖ ในเล่มนี้

379
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 380 (เล่ม 11)

๕. เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็น
ความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความ
สิ้นทุกข์โดยชอบ
นี้ คือธรรม ๕ ประการที่มีอุปการะมาก
(ข) ธรรม ๕ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร
คือ สัมมาสมาธิ ประกอบด้วยองค์ ๕ ได้แก่
๑. มีปีติแผ่ไป
๒. มีสุขแผ่ไป
๓. มีการกำหนดรู้จิตผู้อื่นแผ่ไป
๔. มีแสงสว่าง๑ แผ่ไป
๕. ปัจจเวกขณญาณเป็นนิมิต
นี้ คือธรรม ๕ ประการที่ควรเจริญ
(ค) ธรรม ๕ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร
คือ อุปาทานขันธ์๒ (กองแห่งความยึดมั่น) ๕ ได้แก่
๑. รูปูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือรูป)
๒. เวทนูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือเวทนา)
๓. สัญญูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสัญญา)
๔. สังขารูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสังขาร)
๕. วิญญาณูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ)
นี้ คือธรรม ๕ ประการที่ควรกำหนดรู้
(ฆ) ธรรม ๕ ประการที่ควรละ คืออะไร
คือ นิวรณ์๓ ๕ ได้แก่
๑. กามฉันทะ (ความพอใจในกาม)
๒. พยาบาท (ความคิดร้าย)
เชิงอรรถ :
๑ แสงสว่าง ในที่นี้หมายถึงทิพพจักขุ คือ ตาทิพย์ (ที.ปา.อ. ๓๕๕/๒๖๑)
๒ ดูเทียบข้อ ๓๑๕ หน้า ๓๐๐ ในเล่มนี้
๓ ดูเทียบข้อ ๓๑๕ หน้า ๓๐๑ ในเล่มนี้

380
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 381 (เล่ม 11)

๓. ถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม)
๔. อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ)
๕. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย)
นี้ คือธรรม ๕ ประการที่ควรละ
(ง) ธรรม ๕ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร
คือ กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู๑ ๕ ได้แก่
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
๑. เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระศาสดา
จิตของภิกษุผู้เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสใน
พระศาสดานั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบ
เนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร การที่จิตของ
ภิกษุไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อ
กระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นกิเลสเครื่องตึงจิต
ดุจตะปูประการที่ ๑
๒. เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระธรรม …
๓. เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์ …
๔. เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในสิกขา (ข้อที่จะ
ต้องศึกษา) …
๕. เป็นผู้โกรธ ไม่พอใจ มีจิตถูกโทสะ (ความคิดประทุษร้าย)
กระทบ มีจิตแข็งกระด้างในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย จิตของ
ภิกษุผู้โกรธ ไม่พอใจ มีจิตถูกโทสะกระทบ มีจิตแข็งกระด้าง
ในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร
เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร
การที่จิตของภิกษุไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ
เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นกิเลสเครื่องตรึงจิต
ดุจตะปูประการที่ ๕
นี้ คือธรรม ๕ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบข้อ ๓๑๙ หน้า ๓๐๘ ในเล่มนี้

381
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 382 (เล่ม 11)

(จ) ธรรม ๕ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร
คือ อินทรีย์๑ ๕ ได้แก่
๑. สัทธินทรีย์ (อินทรีย์คือศรัทธา)
๒. วิริยินทรีย์ (อินทรีย์คือวิริยะ)
๓. สตินทรีย์ (อินทรีย์คือสติ)
๔. สมาธินทรีย์ (อินทรีย์คือสมาธิ)
๕. ปัญญินทรีย์ (อินทรีย์คือปัญญา)
นี้ คือธรรม ๕ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ
(ฉ) ธรรม ๕ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร
คือ ธาตุที่สลัด๒ ๕ ได้แก่
๑. เมื่อภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มนสิการกามทั้งหลาย จิตของ
เธอย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในกามทั้งหลาย
แต่เมื่อเธอมนสิการเนกขัมมะ จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่
น้อมไปในเนกขัมมะ จิตนั้นของเธอชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว
อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้ว
จากกามทั้งหลาย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะและความเร่าร้อน
ที่ก่อความคับแค้น ซึ่งเกิดขึ้นเพราะกามเป็นปัจจัย เธอย่อม
ไม่เสวยเวทนานั้น นี้พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่าธาตุที่สลัดกาม
ทั้งหลาย
๒. เมื่อภิกษุมนสิการพยาบาท จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส
ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในพยาบาท แต่เมื่อเธอมนสิการอพยาบาท
จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไปในอพยาบาท
จิตนั้นของเธอชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่
ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากพยาบาท เธอ
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบข้อ ๓๒๐ หน้า ๓๑๐ ในเล่มนี้
๒ ดูเทียบข้อ ๓๒๑ หน้า ๓๑๑๓๑๒ ในเล่มนี้

382