พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 363 (เล่ม 11)

๘. อนภิชฌา (ความไม่เพ่งเล็งอยากได้ของของเขา)
๙. อพยาบาท (ความไม่คิดร้าย)
๑๐. สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)

[๓๔๘] อริยวาส๑ (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ) ๑๐
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
๑. เป็นผู้ละองค์ ๕ ได้
๒. เป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖
๓. เป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องรักษาอย่างเอก
๔. เป็นผู้มีอปัสเสนธรรม (ธรรมเป็นดุจพนักพิง) ๔ ประการ
๕. เป็นผู้มีปัจเจกสัจจะ๒ อันบรรเทาได้
๖. เป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้ดี
๗. เป็นผู้มีความดำริอันไม่ขุ่นมัว
๘. เป็นผู้มีกายสังขารอันระงับได้
๙. เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นได้ดี
๑๐. เป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นได้ดี
ภิกษุเป็นผู้ละองค์ ๕ ได้ เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละกามฉันทะ(ความพอใจในกาม) ได้ เป็นผู้
ละพยาบาท (ความคิดร้าย) ได้ เป็นผู้ละถีนมิทธะ(ความหดหู่และเซื่องซึม)ได้ เป็นผู้
ละอุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ) ได้ เป็นผู้ละวิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัย) ได้
ภิกษุเป็นผู้ละองค์ ๕ ได้ เป็นอย่างนี้แล
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๒๐/๓๙๔๒
๒ ปัจเจกสัจจะ หมายถึงความเห็นส่วนตัวของแต่ละคนที่แตกต่างกันไปโดยยึดถือว่า “ความเห็นนี้เท่านั้นจริง
ความเห็นนี้เท่านั้นจริง” (ที.ปา.อ. ๓๔๘/๒๕๑, องฺ.ทสก.อ. ๓/๒๐/๓๒๔)

363
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 364 (เล่ม 11)

ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เห็นรูปทางตาแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ
มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ฟังเสียงทางหู … ดมกลิ่นทางจมูก … ลิ้มรส
ทางลิ้น … ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย … รู้ธรรมารมณ์ทางใจแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่
เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ เป็นอย่างนี้แล
ภิกษุเป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องรักษาอย่างเอก เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยใจที่รักษาด้วยสติ ภิกษุเป็นผู้มี
ธรรมเป็นเครื่องรักษาอย่างเอก เป็นอย่างนี้แล
ภิกษุเป็นผู้มีอปัสเสนธรรม ๔ ประการ เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาแล้วเสพอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้ว อดกลั้น
อย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วบรรเทาอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วเว้นอย่างหนึ่ง๑ ภิกษุเป็น
ผู้มีอปัสเสนธรรม ๔ ประการ เป็นอย่างนี้แล
ภิกษุเป็นผู้มีปัจเจกสัจจะอันบรรเทาได้ เป็นอย่างไร
คือ ปัจเจกสัจจะเป็นอันมากของสมณพราหมณ์จำนวนมากที่มีอยู่ทั้งหมด ภิกษุ
ในพระธรรมวินัยนี้บรรเทาได้ กำจัดได้ สละได้ คลายได้ ปล่อยวางได้ ละได้ สละคืนได้
ภิกษุเป็นผู้มีปัจเจกสัจจะอันบรรเทาได้ เป็นอย่างนี้แล
ภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้ดี เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละการแสวงหากามได้ ละการแสวงหาภพได้
ระงับการแสวงหาพรหมจรรย์ได้ ภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้ดี เป็นอย่างนี้แล
ภิกษุเป็นผู้มีความดำริอันไม่ขุ่นมัว เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละความดำริในกามได้ เป็นผู้ละความดำริ
ในพยาบาทได้ เป็นผู้ละความดำริในวิหิงสาได้ ภิกษุเป็นผู้มีความดำริอันไม่ขุ่นมัว
เป็นอย่างนี้แล
เชิงอรรถ :
๑ พิจารณาแล้วเสพ หมายถึงพิจารณาแล้วใช้สอยปัจจัย ๔ มีจีวร เป็นต้น พิจารณาแล้วอดกลั้น หมายถึง
พิจารณาแล้วอดกลั้นต่อความหนาว เป็นต้น พิจารณาแล้วบรรเทา หมายถึงพิจารณาแล้วบรรเทา
อกุศลวิตก มีกามวิตก (ความตรึกในทางกาม) เป็นต้น พิจารณาแล้วเว้น หมายถึงพิจารณาแล้วเว้นช้าง
ดุร้าย หรือคนพาล เป็นต้น (ที.ปา.อ. ๓๐๘/๒๐๔)

364
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 365 (เล่ม 11)

ภิกษุเป็นผู้มีกายสังขารอันระงับได้ เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัส
ดับไปก่อนแล้ว จึงบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์และไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะ
อุเบกขาอยู่ ภิกษุเป็นผู้มีกายสังขารอันระงับได้ เป็นอย่างนี้แล
ภิกษุเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นได้ดี เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นจากราคะ มีจิตหลุดพ้นจาก
โทสะ มีจิตหลุดพ้นจากโมหะ ภิกษุเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นได้ดี เป็นอย่างนี้แล
ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นได้ดี เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้รู้ชัดว่า ‘ราคะเราละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคน
เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไป
ไม่ได้’ รู้ชัดว่า ‘โทสะเราละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดราก
ถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้’ รู้ชัดว่า ‘โมหะเราละได้
เด็ดขาด ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่
ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้’ ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นได้ดี เป็นอย่างนี้แล

อเสขธรรม๑ (ธรรมที่เป็นอเสขะ) ๑๐
๑. สัมมาทิฏฐิ๒ ที่เป็นอเสขะ
๒. สัมมาสังกัปปะที่เป็นอเสขะ
๓. สัมมาวาจาที่เป็นอเสขะ
เชิงอรรถ :
๑ อเสขธรรม หมายถึงธรรมที่เป็นผลและธรรมที่สัมปยุตด้วยธรรมเป็นผลนั้น เป็นธรรมระดับโลกุตตระของ
พระอเสขะ คือพระอรหันตขีณาสพ (ที.ปา.อ. ๓๔๘/๒๕๒, ที.ปา.ฏีกา ๓๔๘/๓๔๙,
องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๒/๓๒๐, ๓/๑๑๒/๓๗๔) และดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๑๑/๒๕๖
๒ สัมมาทิฏฐิ ในที่นี้หมายถึงปัญญาที่ทำหน้าที่เห็นอารมณ์ของตนถูกต้อง (ที.ปา.อ. ๓๔๘/๒๕๒)

365
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 366 (เล่ม 11)

๔. สัมมากัมมันตะที่เป็นอเสขะ
๕. สัมมาอาชีวะที่เป็นอเสขะ
๖. สัมมาวายามะที่เป็นอเสขะ
๗. สัมมาสติที่เป็นอเสขะ
๘. สัมมาสมาธิที่เป็นอเสขะ
๙. สัมมาญาณะ๑ ที่เป็นอเสขะ
๑๐. สัมมาวิมุตติที่เป็นอเสขะ
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย นี้แล คือธรรมหมวดละ ๑๐ ประการ ที่พระผู้มีพระภาค
ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้ว
พวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น เพื่อให้พรหมจรรย์นี้
ตั้งอยู่ได้นาน ดำรงอยู่ได้นาน ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่
คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดา
และมนุษย์ทั้งหลาย”
สังคีติหมวด ๑๐ จบ
[๓๔๙] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นแล้ว ตรัสกับท่านพระสารีบุตร
ดังนี้ว่า “ดีละ ดีละ ดีแท้ สารีบุตร ที่เธอกล่าวสังคีติปริยาย(แนวทางแห่งการ
สังคายนา)แก่ภิกษุทั้งหลาย” ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวสังคีติปริยายนี้แล้ว
พระศาสดาทรงพอพระทัย และภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมภาษิตของท่าน
พระสารีบุตรแล้วแล
สังคีติสูตรที่ ๑๐ จบ
เชิงอรรถ :
๑ สัมมาญาณะ ในที่นี้หมายถึงปัญญาที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์ของตนถูกต้อง ทั้งสัมมาทิฏฐิและสัมมาญาณะ
ในพระสูตรนี้หมายถึงปัญญาเหมือนกัน แต่ทำหน้าที่ต่างกัน
(ที.ปา.อ. ๓๔๘/๒๕๒, องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๑๑/๓๗๓)

366
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 367 (เล่ม 11)

๑๑. ทสุตตรสูตร
ว่าด้วยธรรม ๑ ถึง ๑๐ ประการ
[๓๕๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป
ประทับอยู่ที่ฝั่งสระโบกขรณีชื่อคัคครา เขตกรุงจัมปา ณ ที่นั้น ท่านพระสารีบุตร
เรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “ท่านภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นรับคำแล้ว
ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า
“เราจักกล่าวทสุตตรสูตร
อันเป็นธรรมเครื่องปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง
เพื่อบรรลุถึงพระนิพพาน เพื่อทำที่สุดทุกข์”
ธรรม ๑ ประการ
[๓๕๑] ธรรม ๑ ประการที่มีอุปการะมาก___ธรรม ๑ ประการที่ควรเจริญ
ธรรม ๑ ประการที่ควรกำหนดรู้___ธรรม ๑ ประการที่ควรละ
ธรรม ๑ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม___ธรรม ๑ ประการที่เป็นไปในฝ่าย
คุณวิเศษ
ธรรม ๑ ประการที่แทงตลอดได้ยาก___ธรรม ๑ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น
ธรรม ๑ ประการที่ควรรู้ยิ่ง___ธรรม ๑ ประการที่ควรทำให้แจ้ง
(ก) ธรรม ๑ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร
คือ ความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย
นี้ คือธรรม ๑ ประการที่มีอุปการะมาก
(ข) ธรรม ๑ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร
คือ กายคตาสติ๑ สหรคตด้วยความสำราญ
นี้ คือธรรม ๑ ประการที่ควรเจริญ
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ องฺ.เอกก. (แปล) ๒๐/๕๖๓/๕๑

367
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 368 (เล่ม 11)

(ค) ธรรม ๑ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร
คือ ผัสสะที่ยังมีอาสวะ มีอุปาทาน
นี้ คือธรรม ๑ ประการที่ควรกำหนดรู้
(ฆ) ธรรม ๑ ประการที่ควรละ คืออะไร
คือ อัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเป็นเรา)
นี้ คือธรรม ๑ ประการที่ควรละ
(ง) ธรรม ๑ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร
คือ อโยนิโสมนสิการ๑
นี้ คือธรรม ๑ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม
(จ) ธรรม ๑ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร
คือ โยนิโสมนสิการ๒
นี้ คือธรรม ๑ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ
(ฉ) ธรรม ๑ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร
คือ เจโตสมาธิ อันมีลำดับติดต่อกันไป
นี้ คือธรรม ๑ ประการที่แทงตลอดได้ยาก
(ช) ธรรม ๑ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร
คือ ญาณอันไม่กำเริบ
นี้ คือธรรม ๑ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น
(ฌ) ธรรม ๑ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร
คือ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร
นี้ คือธรรม ๑ ประการที่ควรรู้ยิ่ง
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ องฺ.เอกก. (แปล) ๒๐/๑๕/๓
๒ ดูเทียบ องฺ.เอกก. (แปล) ๒๐/๒๐/๔

368
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 369 (เล่ม 11)

(ญ) ธรรม ๑ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร
คือ เจโตวิมุตติ อันไม่กำเริบ
นี้ คือธรรม ๑ ประการที่ควรทำให้แจ้ง
ธรรม ๑๐ ประการนี้ เป็นของจริง เป็นของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็น
อย่างอื่น ที่พระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ด้วยประการฉะนี้
ธรรม ๒ ประการ
[๓๕๒] ธรรม ๒ ประการที่มีอุปการะมาก___ธรรม ๒ ประการที่ควรเจริญ
ธรรม ๒ ประการที่ควรกำหนดรู้___ธรรม ๒ ประการที่ควรละ
ธรรม ๒ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม___ธรรม ๒ ประการที่เป็นไปในฝ่าย
คุณวิเศษ
ธรรม ๒ ประการที่แทงตลอดได้ยาก___ธรรม ๒ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น
ธรรม ๒ ประการที่ควรรู้ยิ่ง___ธรรม ๒ ประการที่ควรทำให้แจ้ง
(ก) ธรรม ๒ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร
คือ
๑. สติ (ความระลึกได้)
๒. สัมปชัญญะ (ความรู้ตัว)๑
นี้ คือธรรม ๒ ประการที่มีอุปการะมาก
(ข) ธรรม ๒ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร
คือ
๑. สมถะ (การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ)
๒. วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง)๒
นี้ คือธรรม ๒ ประการที่ควรเจริญ
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบข้อ ๓๐๔ หน้า ๒๕๕ ในเล่มนี้, องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๘๐/๑๒๙
๒ ดูเทียบข้อ ๓๐๔ หน้า ๒๕๖ ในเล่มนี้, องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๗๓/๑๒๗

369
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 370 (เล่ม 11)

(ค) ธรรม ๒ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร
คือ
๑. นาม
๒. รูป๑
นี้ คือธรรม ๒ ประการที่ควรกำหนดรู้
(ฆ) ธรรม ๒ ประการที่ควรละ คืออะไร
คือ
๑. อวิชชา (ความไม่รู้แจ้ง)
๒. ภวตัณหา (ความอยากในภพ)๒
นี้ คือธรรม ๒ ประการที่ควรละ
(ง) ธรรม ๒ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร
คือ
๑. โทวจัสสตา (ความเป็นผู้ว่ายาก)
๒. ปาปมิตตตา (ความมีบาปมิตร)๓
นี้ คือธรรม ๒ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม
(จ) ธรรม ๒ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร
คือ
๑. โสวจัสสตา (ความเป็นผู้ว่าง่าย)
๒. กัลยาณมิตตตา (ความมีกัลยาณมิตร)๔
นี้คือธรรม ๒ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบข้อ ๓๐๔ หน้า ๒๕๒ ในเล่มนี้, องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๙๐/๑๐๗
๒ ดูเทียบข้อ ๓๐๔ หน้า ๒๕๒ ในเล่มนี้
๓ ดูเทียบข้อ ๓๐๔ หน้า ๒๕๓ ในเล่มนี้, องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๙๕/๑๐๘
๔ ดูเทียบข้อ ๓๐๔ หน้า ๒๕๓ ในเล่มนี้, องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๙๖/๑๐๘

370
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 371 (เล่ม 11)

(ฉ) ธรรม ๒ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร
คือ
๑. ธรรมที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เพื่อความเศร้าหมองของสัตว์ทั้งหลาย
๒. ธรรมที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย
นี้คือธรรม ๒ ประการที่แทงตลอดได้ยาก
(ช) ธรรม ๒ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร
คือ ญาณ ๒ ได้แก่
๑. ขยญาณ (ความรู้ในการสิ้นกิเลส)
๒. อนุปปาทญาณ (ความรู้ในการไม่เกิดกิเลส)๑
นี้ คือธรรม ๒ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น
(ฌ) ธรรม ๒ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร
คือ ธาตุ ๒ ได้แก่
๑. สังขตธาตุ (ธาตุที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง)
๒. อสังขตธาตุ (ธาตุที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง)
นี้ คือธรรม ๒ ประการที่ควรรู้ยิ่ง
(ญ) ธรรม ๒ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร
คือ
๑. วิชชา (ความรู้แจ้ง)
๒. วิมุตติ (ความหลุดพ้น)๒
นี้ คือธรรม ๒ ประการที่ควรทำให้แจ้ง
ธรรม ๒๐ ประการนี้ เป็นของจริง เป็นของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็น
อย่างอื่น ที่พระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ด้วยประการฉะนี้
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบข้อ ๓๐๔ หน้า ๒๕๘ ในเล่มนี้
๒ ดูเทียบข้อ ๓๐๔ หน้า ๒๕๘ ในเล่มนี้, องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๙๑/๑๐๗

371
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 372 (เล่ม 11)

ธรรม ๓ ประการ
[๓๕๓] ธรรม ๓ ประการที่มีอุปการะมาก___ธรรม ๓ ประการที่ควรเจริญ
ธรรม ๓ ประการที่ควรกำหนดรู้___ธรรม ๓ ประการที่ควรละ
ธรรม ๓ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม___ธรรม ๓ ประการที่เป็นไปในฝ่าย
คุณวิเศษ
ธรรม ๓ ประการที่แทงตลอดได้ยาก___ธรรม ๓ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น
ธรรม ๓ ประการที่ควรรู้ยิ่ง___ธรรม ๓ ประการที่ควรทำให้แจ้ง
(ก) ธรรม ๓ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร
คือ
๑. สัปปุริสสังเสวะ (การคบหาสัตบุรุษ)
๒. สัทธัมมัสสวนะ (การฟังพระสัทธรรม)
๓. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม)๑
นี้ คือธรรม ๓ ประการที่มีอุปการะมาก
(ข) ธรรม ๓ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร
คือ สมาธิ๒ ๓ ได้แก่
๑. สมาธิที่มีทั้งวิตก และมีวิจาร
๒. สมาธิที่ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร
๓. สมาธิที่ไม่มีวิตก และไม่มีวิจาร
นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรเจริญ
(ค) ธรรม ๓ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร
คือ เวทนา๓ ๓ ได้แก่
๑. สุขเวทนา (ความรู้สึกสุข)
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบข้อ ๓๑๑ หน้า ๒๘๖ ในเล่มนี้
๒ ดูเทียบข้อ ๓๐๕ หน้า ๒๗๓ ในเล่มนี้
๓ ดูเทียบข้อ ๓๐๕ หน้า ๒๖๖ ในเล่มนี้

372