พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 263 (เล่ม 11)

๑๔
ธาตุ ๓ อีกนัยหนึ่ง
๑. รูปธาตุ (ธาตุคือรูปภพ)
๒. อรูปธาตุ (ธาตุคืออรูปภพ)
๓. นิโรธธาตุ (ธาตุคือนิโรธ)
๑๕
ธาตุ๑ ๓ อีกนัยหนึ่ง
๑. หีนธาตุ (ธาตุอย่างหยาบ)
๒. มัชฌิมธาตุ (ธาตุอย่างกลาง)
๓. ปณีตธาตุ (ธาตุอย่างประณีต)
๑๖
ตัณหา ๓
๑. กามตัณหา๒ (ความทะยานอยากในกาม)
๒. ภวตัณหา๓ (ความทะยานอยากในภพ)
๓. วิภวตัณหา๔ (ความทะยานอยากในวิภพ)
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๗๗/๓๐๐๓๐๑
๒ กามตัณหา หมายถึงราคะที่มีกามคุณ ๕ เป็นอารมณ์ (ที.ปา.อ. ๓๐๕/๑๘๒, ที.ปา.ฏีกา ๓๐๕/๒๓๕)
๓ ภวตัณหา หมายถึงราคะในรูปภพและอรูปภพ ราคะอันสหรคตด้วยสัสสตทิฏฐิ หรือความปรารถนาภพ
(ที.ปา.อ. ๓๐๕/๑๘๒)
๔ วิภวตัณหา หมายถึงราคะที่สหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ (ที.ปา.อ. ๓๐๕/๑๘๒)

263
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 264 (เล่ม 11)

๑๗
ตัณหา ๓ อีกนัยหนึ่ง
๑. กามตัณหา (ความทะยานอยากในกามภพ)
๒. รูปตัณหา (ความทะยานอยากในรูปภพ)
๓. อรูปตัณหา (ความทะยานอยากในอรูปภพ)
๑๘
ตัณหา๑ ๓ อีกนัยหนึ่ง
๑. รูปตัณหา (ความทะยานอยากในรูปภพ)
๒. อรูปตัณหา (ความทะยานอยากในอรูปภพ)
๓. นิโรธตัณหา๒ (ความทะยานอยากในความดับสูญ)
๑๙
สังโยชน์๓ ๓
๑. สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน)
๒. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย)
๓. สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นศีลพรต)
๒๐
อาสวะ๔ ๓
๑. กามาสวะ (อาสวะคือกาม)
๒. ภวาสวะ (อาสวะคือภพ)
๓. อวิชชาสวะ (อาสวะคืออวิชชา)
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๑๘/๕๗๔
๒ นิโรธตัณหา หมายถึงราคะที่สหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ ที่ถือว่าภพ คือ ความเป็นมนุษย์ ความเป็นเทพ
ชั้นกามาวจร ความเป็นเทพชั้นรูปาวจรและชั้นอรูปาวจร ขาดสูญ (ที.ปา.อ. ๓๐๕/๑๘๒,
ที.ปา.ฏีกา ๓๐๕/๒๓๖)
๓ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๙๕/๓๒๘
๔ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๑๔/๕๗๑

264
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 265 (เล่ม 11)

๒๑
ภพ ๓
๑. กามภพ (ภพที่เป็นกามาวจร)
๒. รูปภพ (ภพที่เป็นรูปาวจร)
๓. อรูปภพ (ภพที่เป็นอรูปาวจร)
๒๒
เอสนา๑ (การแสวงหา) ๓
๑. กาเมสนา (การแสวงหากาม)
๒. ภเวสนา (การแสวงหาภพ)
๓. พรหมจริเยสนา (การแสวงหาพรหมจรรย์)
๒๓
วิธา๒ (ความถือตัว) ๓
๑. เสยโยหมัสมีติ วิธา (ถือตัวว่าเราเป็นผู้เลิศกว่าเขา)
๒. สทิโสหมัสมีติ วิธา (ถือตัวว่าเราเป็นผู้เสมอเขา)
๓. หีโนหมัสมีติ วิธา (ถือตัวว่าเราเป็นผู้ด้อยกว่าเขา)
๒๔
อัทธา(กาล) ๓
๑. อตีตอัทธา (อดีตกาล)
๒. อนาคตอัทธา (อนาคตกาล)
๓. ปัจจุปปันนอัทธา (ปัจจุบันกาล)
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๑๙/๕๗๕
๒ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๒๐/๕๗๖

265
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 266 (เล่ม 11)

๒๕
อันตะ ๓
๑. สักกายอันตะ (ส่วนสุดคือสักกายะ)
๒. สักกายสมุทยอันตะ (ส่วนสุดคือสักกายสมุทัย)
๓. สักกายนิโรธอันตะ (ส่วนสุดคือสักกายนิโรธ)
๒๖
เวทนา๑ ๓
๑. สุขเวทนา (ความรู้สึกสุข)
๒. ทุกขเวทนา (ความรู้สึกทุกข์)
๓. อทุกขมสุขเวทนา (ความรู้สึกไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข)
๒๗
ทุกขตา๒ ๓
๑. ทุกขทุกขตา (สภาวทุกข์คือทุกข์)
๒. สังขารทุกขตา (สภาวทุกข์คือสังขาร)
๓. วิปริณามทุกขตา (สภาวทุกข์คือความแปรผันไป)
๒๘
ราสี(กอง) ๓
๑. มิจฉัตตนิยตราสี (กองแห่งธรรมที่มีสภาวะผิดและให้ผลแน่นอน)
๒. สัมมัตตนิยตราสี (กองแห่งธรรมที่มีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอน)
๓. อนิยตราสี (กองแห่งธรรมที่ให้ผลไม่แน่นอน)
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๒๔๙/๒๗๐
๒ ดูเทียบ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๓๒๗/๓๔๕

266
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 267 (เล่ม 11)

๒๙
ตมะ(ความมืด) ๓
๑. เคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส ปรารภอดีตกาล
๒. เคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส ปรารภอนาคตกาล
๓. เคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส ปรารภปัจจุบันกาล
๓๐
อรักเขยยะ(ข้อที่พระตถาคตไม่ต้องรักษา) ๓
๑. พระตถาคตทรงมีกายสมาจาร (ความประพฤติทางกาย) บริสุทธิ์ ไม่ทรง
มีกายทุจริตที่พระองค์จะต้องรักษาไว้โดยตั้งพระทัยว่า ‘คนอื่นๆ อย่าได้
รู้กายทุจริตของเรานี้’
๒. พระตถาคตทรงมีวจีสมาจาร (ความประพฤติทางวาจา) บริสุทธิ์ ไม่ทรง
มีวจีทุจริตที่พระองค์จะต้องรักษาไว้โดยตั้งพระทัยว่า ‘คนอื่นๆ อย่าได้รู้
วจีทุจริตของเรานี้’
๓. พระตถาคตทรงมีมโนสมาจาร (ความประพฤติทางใจ) บริสุทธิ์ ไม่ทรงมี
มโนทุจริตที่พระองค์จะต้องรักษาไว้โดยตั้งพระทัยว่า ‘คนอื่นๆ อย่าได้รู้
มโนทุจริตของเรานี้’
๓๑
กิญจนะ๑ (เครื่องกังวล) ๓
๑. ราคกิญจนะ (เครื่องกังวลคือราคะ)
๒. โทสกิญจนะ (เครื่องกังวลคือโทสะ)
๓. โมหกิญจนะ (เครื่องกังวลคือโมหะ)
เชิงอรรถ :
๑ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๒๔/๕๗๗

267
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 268 (เล่ม 11)

๓๒
อัคคิ๑ (ไฟ) ๓
๑. ราคัคคิ (ไฟคือราคะ)
๒. โทสัคคิ (ไฟคือโทสะ)
๓. โมหัคคิ (ไฟคือโมหะ)
๓๓
อัคคิ๒ ๓ อีกนัยหนึ่ง
๑. อาหุเนยยัคคิ (ไฟคืออาหุไนยบุคคล)
๒. คหปตัคคิ (ไฟคือคหบดี)
๓. ทักขิเณยยัคคิ (ไฟคือทักขิไณยบุคคล)
๓๔
รูปสังคหะ ๓
๑. สนิทัสสนสัปปฏิฆรูป (รูปที่เห็นได้และสัมผัสได้)
๒. อนิทัสสนสัปปฏิฆรูป (รูปที่เห็นไม่ได้ แต่สัมผัสได้)
๓. อนิทัสสนอัปปฏิฆรูป (รูปที่เห็นไม่ได้และสัมผัสไม่ได้)
๓๕
สังขาร๓ ๓
๑. ปุญญาภิสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี)
๒. อปุญญาภิสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว)
๓. อาเนญชาภิสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคงไม่หวั่นไหว)
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๔๗/๗๒
๒ ดูเทียบ องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๔๗/๗๓
๓ สังขาร ในที่นี้หมายถึงสภาพที่ปรุงแต่งกิจ(หน้าที่)อันเป็นของตน การให้ผลแก่ตน
(ที.ปา.อ. ๓๐๕/๑๙๒, ที.ปา.ฏีกา ๓๐๕/๒๕๒)

268
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 269 (เล่ม 11)

๓๖
บุคคล ๓
๑. เสขบุคคล (บุคคลผู้ยังต้องศึกษา)
๒. อเสขบุคคล (บุคคลผู้ไม่ต้องศึกษา)
๓. เนวเสขานาเสขบุคคล (บุคคลผู้ยังต้องศึกษาก็มิใช่
ผู้ไม่ต้องศึกษาก็มิใช่)
๓๗
เถระ ๓
๑. ชาติเถระ (พระเถระโดยชาติ)
๒. ธัมมเถระ (พระเถระโดยธรรม)
๓. สมมติเถระ (พระเถระโดยสมมติ)
๓๘
บุญกิริยาวัตถุ๑ ๓
๑. ทานมัยบุญกิริยาวัตถุ (บุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทาน)
๒. สีลมัยบุญกิริยาวัตถุ (บุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีล)
๓. ภาวนามัยบุญกิริยาวัตถุ (บุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนา)
๓๙
โจทนาวัตถุ(เหตุที่ใช้โจท) ๓
๑. ทิฏเฐนะ (โจทด้วยได้เห็น)
๒. สุเตนะ (โจทด้วยได้ยินได้ฟัง)
๓. ปริสังกายะ (โจทด้วยความระแวงสงสัย)
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๓๖/๒๙๔

269
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 270 (เล่ม 11)

๔๐
กามุปปัตติ(การเกิดในกามภพ) ๓
๑. สัตว์ที่มีกามปรากฏเฉพาะหน้ามีอยู่ สัตว์เหล่านั้นเป็นไปตามอำนาจของ
กามทั้งหลายที่ปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว เช่น มนุษย์ เทพบางพวกและ
วินิปาติกะบางพวก๑ นี้เป็นกามุปปัตติที่ ๑
๒. สัตว์ที่เนรมิตกามคุณได้มีอยู่ สัตว์เหล่านั้นเนรมิตแล้ว เป็นไปตามอำนาจ
ของกามทั้งหลาย เช่น พวกเทพชั้นนิมมานรดี นี้เป็นกามุปปัตติที่ ๒
๓. สัตว์ที่ผู้อื่นเนรมิตกามคุณให้มีอยู่ สัตว์เหล่านั้นเป็นไปตามอำนาจของ
กามคุณที่ผู้อื่นเนรมิตให้แล้ว เช่น พวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดี นี้เป็น
กามุปปัตติที่ ๓
๔๑
การเข้าถึงความสุข ๓
๑. สัตว์พวกที่ทำความสุขให้เกิดขึ้นๆ แล้วอยู่เป็นสุขมีอยู่ เช่น พวกเทพ
ชั้นพรหมกายิกา นี้เป็นการเข้าถึงความสุขที่ ๑
๒. สัตว์พวกที่เอิบอิ่ม อิ่มเอม บริบูรณ์ เปี่ยมล้นด้วยความสุขมีอยู่ สัตว์
เหล่านั้นบางครั้งบางคราวก็เปล่งอุทานว่า ‘สุขหนอๆ’ เช่น พวกเทพ
ชั้นอาภัสสระ นี้เป็นการเข้าถึงความสุขที่ ๒
๓. สัตว์พวกที่เอิบอิ่ม อิ่มเอม บริบูรณ์ เปี่ยมล้นด้วยความสุขมีอยู่ สัตว์
เหล่านั้นยินดีเสวยความสุขทางจิตอันประณีตเท่านั้น เช่น พวกเทพ
ชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นการเข้าถึงความสุขที่ ๓
เชิงอรรถ :
๑ วินิปาติกะบางจำพวก หมายถึงสัตว์จำพวกปลาและเต่า เป็นต้นที่มีที่อยู่ประจำของตน ยกเว้นสัตว์นรก
(ที.ปา.อ. ๓๐๕/๑๙๖)

270
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 271 (เล่ม 11)

๔๒
ปัญญา ๓
๑. เสขปัญญา (ปัญญาของบุคคลผู้ยังต้องศึกษา)
๒. อเสขปัญญา (ปัญญาของบุคคลผู้ไม่ต้องศึกษา)
๓. เนวเสขานาเสขปัญญา (ปัญญาของบุคคลผู้ยังต้องศึกษาก็มิใช่
ผู้ไม่ต้องศึกษาก็มิใช่)
๔๓
ปัญญา๑ ๓ อีกนัยหนึ่ง
๑. จินตามยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการคิด)
๒. สุตมยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการฟัง)
๓. ภาวนามยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการอบรม)
๔๔
อาวุธ๒ ๓
๑. สุตาวุธ (อาวุธคือสุตะ)
๒. ปวิเวกาวุธ (อาวุธคือปวิเวก)
๓. ปัญญาวุธ (อาวุธคือปัญญา)
๔๕
อินทรีย์๓ ๓
๑. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ (อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมุ่งว่าเราจักรู้สัจธรรม
ที่ยังมิได้รู้)
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๗๖๘/๕๐๓๕๐๔
๒ อาวุธ แปลว่าเครื่องมือที่ใช้ป้องกันหรือต่อสู้ ในที่นี้หมายถึงอาวุธในทางธรรม ๓ ประการ คือ (๑) สุตะ
หมายถึงพระพุทธพจน์ (๒) ปวิเวกะ หมายถึงวิเวก(ความสงัด) ๓ ประการ คือ กายวิเวก จิตตวิเวก และ
อุปธิวิเวก (๓) ปัญญา หมายถึงปัญญาทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ
๓ ดูเทียบ สํ.ม. (แปล) ๑๙/๔๙๓/๓๐๓, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๒๒๐/๒๐๑๒๐๒

271
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้าที่ 272 (เล่ม 11)

๒. อัญญินทรีย์ (อินทรีย์คือปัญญาที่รู้ทั่วถึงได้แก่ โสดาปัตติ-
ผลญาณ)
๓. อัญญาตาวินทรีย์ (อินทรีย์ของท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้ว)
๔๖
จักขุ๑ ๓
๑. มังสจักขุ (ตาเนื้อ)
๒. ทิพพจักขุ (ตาทิพย์)
๓. ปัญญาจักขุ (ตาคือปัญญา)
๔๗
สิกขา๒ ๓
๑. อธิสีลสิกขา (สิกขาคือศีลอันยิ่ง)
๒. อธิจิตตสิกขา (สิกขาคือจิตอันยิ่ง)
๓. อธิปัญญาสิกขา (สิกขาคือปัญญาอันยิ่ง)
๔๘
ภาวนา๓ ๓
๑. กายภาวนา (การอบรมกาย)
๒. จิตตภาวนา (การอบรมจิต)
๓. ปัญญาภาวนา (การอบรมปัญญา)
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๑/๕๕
๒ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๘๒/๓๐๙
๓ ดูเทียบ องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๗๙/๑๔๕

272