พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 663 (เล่ม 8)

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี ภิกษุผู้แจกภัตรประกอบด้วยองค์ ๕ เก็บของ
สงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้ เหมือนถูกโยนลงนรก องค์ ๕ คือ
๑. ลำเอียงเพราะชอบ ๒. ลำเอียงเพราะชัง
๓. ลำเอียงเพราะหลง ๔. ลำเอียงเพราะกลัว
๕. ไม่รู้จักอาหารที่แจกและอาหารที่ยังไม่ได้แจก
อุบาลี ภิกษุผู้แจกภัตรประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เก็บของสงฆ์ตามที่นำมา
เก็บไว้ เหมือนถูกโยนลงนรก
อุบาลี ภิกษุผู้แจกภัตรประกอบด้วยองค์ ๕ เก็บของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้
เหมือนถูกส่งขึ้นสวรรค์ องค์ ๕ คือ
๑. ไม่ลำเอียงเพราะชอบ ๒. ไม่ลำเอียงเพราะชัง
๓. ไม่ลำเอียงเพราะหลง ๔. ไม่ลำเอียงเพราะกลัว
๕. รู้จักอาหารที่แจกและอาหารที่ยังไม่ได้แจก
อุบาลี ภิกษุผู้แจกภัตรประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เก็บของสงฆ์ตามที่นำมา
เก็บไว้ เหมือนถูกส่งขึ้นสวรรค์”
องค์ของภิกษุผู้แต่งตั้งเสนาสนะ เป็นต้น
[๔๖๔] ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “ภิกษุผู้แต่งตั้งเสนาสนะประกอบด้วยองค์เท่าไร
หนอแล พระพุทธเจ้าข้า
ภิกษุผู้รักษาคลังเก็บพัสดุ ฯลฯ ภิกษุผู้รับจีวร ฯลฯ ภิกษุผู้แจกจีวร ฯลฯ
ภิกษุผู้แจกยาคู ฯลฯ ภิกษุผู้แจกผลไม้ ฯลฯ ภิกษุผู้แจกของเคี้ยว ฯลฯ ภิกษุ
ผู้แจกของเล็กน้อย ฯลฯ ภิกษุผู้ให้รับผ้าสาฎก ฯลฯ ภิกษุผู้ให้รับบาตร ฯลฯ
ภิกษุผู้ใช้คนทำงานวัด ฯลฯ
ภิกษุผู้ใช้สามเณรประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล เก็บของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้
เหมือนถูกโยนลงนรก”

663
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 664 (เล่ม 8)

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี ภิกษุผู้ใช้สามเณรประกอบด้วยองค์ ๕
เก็บของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้ เหมือนถูกโยนลงนรก องค์ ๕ คือ
๑. ลำเอียงเพราะชอบ ๒. ลำเอียงเพราะชัง
๓. ลำเอียงเพราะหลง ๔. ลำเอียงเพราะกลัว
๕. ไม่รู้จักงานที่ควรใช้และงานที่ยังไม่ได้ใช้
อุบาลี ภิกษุผู้ใช้สามเณรประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เก็บของสงฆ์ตามที่นำมา
เก็บไว้ เหมือนถูกโยนลงนรก
อุบาลี ภิกษุผู้ใช้สามเณรประกอบด้วยองค์ ๕ เก็บของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้
เหมือนถูกส่งขึ้นสวรรค์ องค์ ๕ คือ
๑. ไม่ลำเอียงเพราะชอบ ๒. ไม่ลำเอียงเพราะชัง
๓. ไม่ลำเอียงเพราะหลง ๔. ไม่ลำเอียงเพราะกลัว
๕. รู้จักงานที่ควรใช้และงานที่ยังไม่ได้ใช้
อุบาลี ภิกษุผู้ใช้สามเณรประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เก็บของสงฆ์ตามที่นำมา
เก็บไว้ เหมือนถูกส่งขึ้นสวรรค์”
อาวาสิกวรรคที่ ๑๓ จบ
หัวข้อประจำวรรค
ภิกษุผู้อยู่ในอาวาส ชี้แจงพระวินัย ภิกษุผู้แจกภัตร
ภิกษุผู้แต่งตั้งเสนาสนะ ภิกษุผู้รักษาคลังเก็บพัสดุ
ภิกษุผู้รับจีวร ภิกษุผู้แจกจีวร ภิกษุผู้แจกยาคู
ผู้แจกผลไม้ ผู้แจกของเคี้ยว ผู้แจกของเล็กน้อย
ภิกษุผู้ให้รับผ้าสาฎก ภิกษุผู้ให้รับบาตร
ภิกษุผู้ใช้คนทำงานวัด ภิกษุผู้ใช้สามเณร

664
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 665 (เล่ม 8)

๑๔. กฐินัตถารวรรค
หมวดว่าด้วยการกรานกฐิน
อานิสงส์กรานกฐิน
[๔๖๕] ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “การกรานกฐินมีอานิสงส์เท่าไรหนอแล
พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี การกรานกฐินมีอานิสงส์ ๕ อย่างนี้ คือ
๑. เที่ยวไปไม่ต้องบอกลา ๒. ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับ
๓. ฉันคณโภชนะได้ ๔. ทรงอติเรกจีวรไว้ได้ตามต้องการ
๕. พวกเธอจะได้จีวรที่เกิดขึ้นในที่นั้น
อุบาลี การกรานกฐินมีอานิสงส์ ๕ อย่างนี้แล”
โทษของการนอนลืมสติ
[๔๖๖] ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “บุคคลผู้นอนหลับลืมสติไม่รู้ตัวมีโทษเท่าไร
หนอแล พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี บุคคลผู้นอนหลับลืมสติไม่รู้ตัวมีโทษ ๕
อย่างนี้ คือ
๑. หลับเป็นทุกข์ ๒. ตื่นเป็นทุกข์
๓. เห็นความฝันเลวทราม ๔. เทวดาไม่รักษา
๕. น้ำอสุจิเคลื่อน
อุบาลี บุคคลผู้นอนหลับลืมสติไม่รู้ตัวมีโทษ ๕ อย่างนี้แล
อานิสงส์ของการนอนมีสติ
อุบาลี บุคคลผู้นอนหลับมีสติรู้สึกตัว มีอานิสงส์ ๕ อย่างนี้ คือ
๑. หลับเป็นสุข ๒. ตื่นเป็นสุข

665
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 666 (เล่ม 8)

๓. ไม่เห็นความฝันเลวทราม ๔. เทวดารักษา
๕. น้ำอสุจิไม่เคลื่อน
อุบาลี บุคคลผู้นอนหลับมีสติรู้สึกตัว มีอานิสงส์ ๕ อย่างนี้แล”
บุคคลไม่ควรไหว้
[๔๖๗] ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “ภิกษุที่ไม่ควรไหว้มีเท่าไรหนอแล พระ
พุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี ภิกษุที่ไม่ควรไหว้นี้มี ๕ จำพวก คือ
๑. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้เข้าไปสู่ละแวกบ้าน
๒. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้เข้าไปสู่ถนน
๓. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้อยู่ในที่มืด
๔. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ไม่ได้สนใจ
๕. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้หลับอยู่
อุบาลี ภิกษุ ๕ จำพวกนี้แล ที่ไม่ควรไหว้
อุบาลี ภิกษุที่ไม่ควรไหว้แม้อื่นอีก ๕ จำพวก คือ
๑. ไม่ควรไหว้ภิกษุในเวลาที่ดื่มยาคู
๒. ไม่ควรไหว้ภิกษุในโรงภัตร
๓. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้เป็นศัตรู
๔. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้กำลังคิดเรื่องอื่น
๕. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้กำลังเปลือยกาย
อุบาลี ภิกษุ ๕ จำพวกนี้แล ที่ไม่ควรไหว้
อุบาลี ภิกษุที่ไม่ควรไหว้แม้อื่นอีก ๕ จำพวก คือ
๑. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้กำลังเคี้ยวอยู่
๒. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้กำลังฉันอยู่
๓. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้กำลังถ่ายอุจจาระ
๔. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้กำลังถ่ายปัสสาวะ
๕. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกวัตร
อุบาลี ภิกษุ ๕ จำพวกนี้แล ที่ไม่ควรไหว้

666
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 667 (เล่ม 8)

อุบาลี บุคคลที่ไม่ควรไหว้แม้อื่นอีก ๕ จำพวก คือ
๑. ผู้อุปสมบทก่อนไม่ควรไหว้ผู้อุปสมบททีหลัง
๒. ไม่ควรไหว้อนุปสัมบัน
๓. ไม่ควรไหว้ภิกษุนานาสังวาส มีพรรษาแก่กว่า เป็นอธรรมวาที
๔. ไม่ควรไหว้มาตุคาม
๕. ไม่ควรไหว้บัณเฑาะก์
อุบาลี บุคคล ๕ จำพวกนี้แล ที่ไม่ควรไหว้
อุบาลี ภิกษุที่ไม่ควรไหว้แม้อื่นอีก ๕ จำพวก คือ
๑. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้กำลังอยู่ปริวาส
๒. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม
๓. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรแก่มานัต
๔. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้กำลังประพฤติมานัต
๕. ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรแก่อัพภาน
อุบาลี ภิกษุ ๕ จำพวกนี้แล ที่ไม่ควรไหว้”
บุคคลควรไหว้
[๔๖๘] ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “ภิกษุที่ควรไหว้มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี ภิกษุที่ควรไหว้นี้มี ๕ จำพวก คือ
๑. ผู้อุปสมบทหลังควรไหว้ผู้อุปสมบทก่อน
๒. ควรไหว้ภิกษุนานาสังวาส ผู้มีพรรษาแก่กว่า เป็นธรรมวาที
๓. ควรไหว้พระอาจารย์
๔. ควรไหว้พระอุปัชฌาย์
๕. ควรไหว้พระตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบในโลก
พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ
พราหมณ์เทวดาและมนุษย์
อุบาลี ภิกษุ ๕ จำพวกนี้แล ที่ควรไหว้”

667
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 668 (เล่ม 8)

ข้อปฏิบัติของภิกษุผู้อ่อนกว่า
[๔๖๙] ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “ภิกษุผู้อ่อนกว่า เมื่อไหว้เท้าของภิกษุผู้
แก่กว่า ควรตั้งธรรมเท่าไรไว้ในตน แล้วจึงไหว้เท้า พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี ภิกษุผู้อ่อนกว่า เมื่อไหว้เท้าของภิกษุผู้แก่กว่า
ควรตั้งธรรม ๕ อย่าง ไว้ในตน แล้วจึงไหว้เท้า ธรรม ๕ อย่าง คือ
อุบาลี ภิกษุผู้อ่อนกว่า เมื่อไหว้เท้าของภิกษุผู้แก่กว่า
๑. ควรห่มผ้าเฉวียงบ่า
๒. ประคองอัญชลี
๓. นวดเท้าด้วยฝ่ามือทั้งสอง
๔. มีความรัก
๕. มีความเคารพ แล้วจึงไหว้เท้า
อุบาลี ภิกษุผู้อ่อนกว่า เมื่อไหว้เท้าของภิกษุผู้แก่กว่า ควรตั้งธรรม ๕ อย่างนี้แล
ไว้ในตน แล้วจึงไหว้เท้า”
กฐินัตถารวรรคที่ ๑๔ จบ
หัวข้อประจำวรรค
การกรานกฐิน การหลับเป็นสุข
ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้เข้าสู่ละแวกบ้าน
ดื่มยาคู เคี้ยว อุปสมบทก่อน อยู่ปริวาส
บุคคลควรไหว้ ภิกษุอ่อนกว่าไหว้ภิกษุแก่กว่า
อุปาลิปัญจกะ จบ
หัวข้อบอกวรรค
อนิสสิตวรรค กัมมวรรค๑ โวหารวรรค
ทิฏฐาวิกัมมวรรค โจทนาวรรค๒ ธุดงควรรค
เชิงอรรถ :
๑ นัปปฏิปัสสัมภนวรรค (๔๒๐/๕๙๕)
๒ อัตตาทานวรรค (๔๓๖/๖๑๕)

668
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 669 (เล่ม 8)

มุสาวาทวรรค ภิกขุโนวาทวรรค อุพพาหิกวรรค
อธิกรณวูปสมวรรค สังฆเภทกวรรค
สังฆเภท ๕ อย่างเหมือนก่อน๑
อาวาสิกวรรค กฐินัตถารวรรค
รวม ๑๔ วรรค ท่านประกาศไว้ดีแล้วแล
เชิงอรรถ :
๑ ทุติยสังฆเภทกวรรค (๔๖๐/๖๕๖)

669
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 670 (เล่ม 8)

อัตถาปัตติสมุฏฐาน
ว่าด้วยสมุฏฐานอาบัติที่มีอยู่
๑. ปาราชิก
ว่าด้วยอาบัติปาราชิก
[๔๗๐] อาบัติที่ภิกษุไม่จงใจต้อง แต่จงใจออก มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุจงใจต้อง แต่ไม่จงใจออก มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุไม่จงใจต้อง ไม่จงใจออก มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุจงใจต้อง จงใจออก มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นกุศลต้อง มีจิตเป็นกุศลออก มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นกุศลต้อง แต่มีจิตเป็นอกุศลออก มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นกุศลต้อง แต่มีจิตเป็นอัพยากฤตออก มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นอกุศลต้อง แต่มีจิตเป็นกุศลออก มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นอกุศลต้อง มีจิตเป็นอกุศลออก มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นอกุศลต้อง แต่มีจิตเป็นอัพยากฤตออก มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นอัพยากฤตต้อง มีจิตเป็นกุศลออก มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นอัพยากฤตต้อง แต่มีจิตเป็นอกุศลออก มีอยู่
อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นอัพยากฤตต้อง แต่มีจิตเป็นอัพยากฤตออก มีอยู่
สิกขาบทที่ ๑
ถาม : ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบ : ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐาน คือ เกิด
ทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต

670
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 671 (เล่ม 8)

สิกขาบทที่ ๒
ถาม : ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบ : ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ สมุฏฐาน คือ (๑) เกิด
ทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา (๒) เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย (๓) เกิด
ทางกายวาจากับจิต
สิกขาบทที่ ๓
ถาม : ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบ : ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ สมุฏฐาน คือ (๑) เกิด
ทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา (๒) เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย
(๓) เกิดทางกายวาจากับจิต
สิกขาบทที่ ๔
ถาม : ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบ : ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ สมุฏฐาน คือ (๑) เกิด
ทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา (๒) เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย
(๓) เกิดทางกายวาจากับจิต
ปาราชิก ๔ สิกขาบท จบ
๒. สังฆาทิเสส
ว่าด้วยอาบัติสังฆาทิเสส
สิกขาบทที่ ๑
[๔๗๑] ถาม : สังฆาทิเสสของภิกษุผู้จงใจทำน้ำอสุจิให้เคลื่อน เกิดด้วยสมุฏฐาน
เท่าไร

671
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร หน้าที่ 672 (เล่ม 8)

ตอบ : สังฆาทิเสสของภิกษุผู้จงใจทำน้ำอสุจิให้เคลื่อน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑
สมุฏฐาน คือ เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา
สิกขาบทที่ ๒
ถาม : สังฆาทิเสสของภิกษุผู้ถูกต้องกายกับมาตุคาม เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบ : สังฆาทิเสสของภิกษุผู้ถูกต้องกายกับมาตุคาม เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑
สมุฏฐาน คือ เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา
สิกขาบทที่ ๓
ถาม : สังฆาทิเสสของภิกษุผู้พูดเกี้ยวมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบ เกิดด้วย
สมุฏฐานเท่าไร
ตอบ : สังฆาทิเสสของภิกษุผู้พูดเกี้ยวมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบ เกิดด้วย
สมุฏฐาน ๓ สมุฏฐาน คือ (๑) เกิดทางกายกับจิต แต่มิใช่เกิดทางวาจา (๒) เกิด
ทางวาจากับจิต แต่มิใช่เกิดทางกาย (๓) เกิดทางกายวาจากับจิต
สิกขาบทที่ ๔
ถาม : สังฆาทิเสสของภิกษุผู้กล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อ
หน้ามาตุคาม เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบ : สังฆาทิเสสของภิกษุผู้กล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อ
หน้ามาตุคาม เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ สมุฏฐาน ฯลฯ
สิกขาบทที่ ๕
ถาม : สังฆาทิเสสของภิกษุผู้ทำหน้าที่ชักสื่อ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบ : สังฆาทิเสสของภิกษุผู้ทำหน้าที่ชักสื่อ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ สมุฏฐาน
คือ (๑) เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางจิต (๒) เกิดทางวาจา มิใช่
เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางจิต (๓) เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต (๔) เกิด

672