พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 945 (เล่ม 37)

สก. หากอัญญาตาวินทรีย์ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น
มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดา ท่านก็ไม่ควร
ยอมรับว่า “อัญญาตาวินทรีย์เป็นสภาวธรรมที่ไม่สำเร็จ”
สก. ทุกข์เท่านั้นเป็นสภาวธรรมที่สำเร็จใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เป็นทุกข์” อัญญาตา-
วินทรีย์ ไม่เที่ยงมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เป็นทุกข์” อัญญาตา-
วินทรีย์ไม่เที่ยง ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ทุกข์เท่านั้นเป็นสภาวธรรมที่สำเร็จ”
อปรินิปผันนกถา จบ
เตวีสติมวรรค จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เอกาธิปปายกถา ๒. อรหันตวัณณกถา
๓๗. อิสสริยกามการิกากถา ๘. ปฏิรูปกถา
๙. อปรินิปผันนกถา
ขุททกอัฑฒปัณณาสก์ จบ

945
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 946 (เล่ม 37)

รวมวรรคที่มีในขุททกอัฑฒปัณณาสก์นี้ คือ
วรรคที่ ๒๑ เริ่มด้วยสาสนกถา
วรรคที่ ๒๒ เริ่มด้วยปรินิพพานกถา
วรรคที่ ๒๓ เริ่มด้วยเอกาธิปปายกถา
รวมปัณณาสก์ที่มีในกถาวัตถุปกรณ์นี้ คือ
๑. มหาปัณณาสก์
๒. นิยามปัณณาสก์ (ทุติยปัณณาสก์)
๓. อนุสยปัณณาสก์ (ตติยปัณณาสก์)
๔. นิคคหปัณณาสก์ (จตุตถปัณณาสก์)
๕. ขุททกอัฑฒปัณณาสก์ (ปัณณาสก์ที่เกินครึ่งไปเล็กน้อย)
ปัณณาสก์เหล่านี้ ในกถาวัตถุปกรณ์ตั้งอยู่ในพระสูตรเดิมเป็นหลัก ย่ำยีนิกายอื่น
รุ่งเรืองในศาสนาของพระพุทธเจ้า
กถาวัตถุปกรณ์มี ๓๕ ภาณวาร จบ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๗ อภิธรรมปิฎกที่ ๔ กถาวัตถุ จบ

946
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๕ ยมกปกรณ์ ภาค ๑ หน้าที่ 1 (เล่ม 38)

พระอภิธรรมปิฎก
ยมก ภาค ๑
_____________
ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
๑. มูลยมก
๑. มูลวารอุทเทส
๑. กุสลบท นยจตุกกะ*
[๑] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็น
กุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม (๕๐)
[๒] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูล
อย่างเดียวกันกับกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
เป็นกุศลใช่ไหม (๕๑)
[๓] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาวธรรม
เหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมดเป็นกุศลใช่ไหม (๑) (๕๒)
เชิงอรรถ :
* นยะมี ๔ คือ มูลนยะ มูลมูลนยะ มูลกนยะ มูลมูลกนยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑/๓๒๘) ตัวเลข [๑] หมายถึงนยะ
ที่ ๑ ตัวเลข (๕๐) หมายถึงเลขหัวข้อในนิทเทสหน้า ๑๐ เป็นต้นไป

1
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๕ ยมกปกรณ์ ภาค ๑ หน้าที่ 2 (เล่ม 38)

[๔] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูล
ที่เป็นกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล
ใช่ไหม (๕๓)
[๕] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูล
ที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่า
นั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม (๕๔)
[๖] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล
สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูล สภาวธรรม
เหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม (๒) (๕๕)
[๗] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูล
ที่เป็นกุศลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล
ใช่ไหม (๕๖)
[๘] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูล
อย่างเดียวกันกับกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
เป็นกุศลใช่ไหม (๕๗)
[๙] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาวธรรม
เหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมดเป็นกุศลใช่ไหม (๓) (๕๘)

2
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๕ ยมกปกรณ์ ภาค ๑ หน้าที่ 3 (เล่ม 38)

[๑๐] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
มีมูลที่เป็นกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล
ใช่ไหม (๕๙)
[๑๑] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมี
มูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่า
นั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม (๖๐)
[๑๒] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล
สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูล สภาวธรรม
เหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม (๔) (๖๑)
๒. อกุสลบท นยจตุกกะ
[๑๓] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
เป็นอกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดเป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม
(๖๒)
[๑๔] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
มีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๖๓)
[๑๕] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล สภาวธรรม
เหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๑) (๖๔)

3
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๕ ยมกปกรณ์ ภาค ๑ หน้าที่ 4 (เล่ม 38)

[๑๖] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมี
มูลที่เป็นอกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็น
อกุศลใช่ไหม (๖๕)
[๑๗] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
มีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่า
นั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๖๖)
[๑๘] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล
สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูล สภาวธรรม
เหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๒) (๖๗)
[๑๙] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
มีมูลที่เป็นอกุศลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศล
ใช่ไหม (๖๘)
[๒๐] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
มีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๖๙)
[๒๑] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล สภาว-
ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๓) (๗๐)

4
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๕ ยมกปกรณ์ ภาค ๑ หน้าที่ 5 (เล่ม 38)

[๒๒] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
มีมูลที่เป็นอกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็น
อกุศลใช่ไหม (๗๑)
[๒๓] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
มีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่า
นั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๗๒)
[๒๔] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล
สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูล สภาวธรรม
เหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๔) (๗๓)
๓. อัพยากตบท นยจตุกกะ
[๒๕] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมดเป็นอัพยากตมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดเป็นอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤต
ใช่ไหม (๗๔)
[๒๖] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๗๕)
[๒๗] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล สภาว-
ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๑) (๗๖)

5
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๕ ยมกปกรณ์ ภาค ๑ หน้าที่ 6 (เล่ม 38)

[๒๘] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมดมีมูลที่เป็นอัพยากตมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็น
อัพยากฤตใช่ไหม (๗๗)
[๒๙] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรม
เหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๗๘)
[๓๐] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล
สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรม
เหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๒) (๗๙)
[๓๑] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมดมีมูลที่เป็นอัพยากฤตใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็น
อัพยากฤตใช่ไหม (๘๐)
[๓๒] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมดมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๘๑)
[๓๓] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล สภาว-
ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๓) (๘๒)

6
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๕ ยมกปกรณ์ ภาค ๑ หน้าที่ 7 (เล่ม 38)

[๓๔] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมดมีมูลที่เป็นอัพยากตมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็น
อัพยากฤตใช่ไหม (๘๓)
[๓๕] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรม
เหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๘๔)
[๓๖] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล
สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรม
เหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๔) (๘๕)
๔. นามบท นยจตุกกะ
[๓๗] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
เป็นนามมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดเป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม (๘๖)
[๓๘] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมี
มูลอย่างเดียวกันกับนามมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม (๘๗)
[๓๙] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล สภาวธรรม
เหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับนามมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
เป็นนามใช่ไหม (๑) (๘๘)

7
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๕ ยมกปกรณ์ ภาค ๑ หน้าที่ 8 (เล่ม 38)

[๔๐] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมี
มูลที่เป็นนามมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนาม
ใช่ไหม (๘๙)
[๔๑] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมี
มูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่า
นั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม (๙๐)
[๔๒] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล
สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับนามมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่า
นั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม (๒) (๙๑)
[๔๓] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมี
มูลที่เป็นนามใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม
(๙๒)
[๔๔] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมี
มูลอย่างเดียวกันกับนามมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
เป็นนามใช่ไหม (๙๓)
[๔๕] สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล สภาวธรรม
เหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับนามมูลใช่ไหม
สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมดเป็นนามใช่ไหม (๓) (๙๔)

8