พุทธธรรมสงฆ์

ยังไม่มีบันทึก

บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้ใน 15/08/2026 ให้สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ


ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 935 (เล่ม 37)

จักษุและรูปนั้นก็ไม่ปรากฏ แต่เมื่อใด จักษุที่เป็นอายตนะภายในไม่แตกทำลาย รูป
ที่เป็นอายตนะภายนอกมาสู่คลองจักษุ และความใส่ใจอันเกิดจากจักษุและรูปนั้นก็มี
เมื่อนั้น วิญญาณส่วนที่เกิดจากจักษุและรูปนั้นย่อมปรากฏ ด้วยอาการอย่างนี้”๑
มีอยู่จริงมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “จักขายตนะเกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณ”
สก. โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ฯลฯ ชิวหายตนะ ฯลฯ กายายตนะ
เกิดพร้อมกับกายวิญญาณใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กายายตนะเกิดพร้อมกับกายวิญญาณใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระสูตรที่ว่า “ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘ท่านผู้มีอายุ กายที่
เป็นอายตนะภายในไม่แตกทำลาย โผฏฐัพพะที่เป็นอายตนะภายนอกไม่มาสู่คลองกาย
และความใส่ใจอันเกิดจากกายและโผฏฐัพพะก็ไม่มี ฯลฯ กายที่เป็นอายตนะ
ภายในไม่แตกทำลาย โผฏฐัพพะที่เป็นอายตนะภายนอกมาสู่คลองกาย แต่ความ
ใส่ใจอันเกิดจากกายและโผฏฐัพพะไม่มี ฯลฯ แต่เมื่อใด กายที่เป็นอายตนะ
ภายในไม่แตกทำลาย โผฏฐัพพะที่เป็นอายตนะภายนอกมาสู่คลองกายและโผฏฐัพพะ
และความใส่ใจอันเกิดจากกายและโผฏฐัพพะก็มี เมื่อนั้น วิญญาณส่วนที่เกิดจาก
กายและโผฏฐัพพะนั้นย่อมปรากฏ ด้วยอาการอย่างนี้” มีอยู่จริงมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “กายายตนะเกิดพร้อมกับกายวิญญาณ”
เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ ม.มู. (แปล) ๑๒/๓๐๖/๓๓๘๓๓๙

935
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 936 (เล่ม 37)

[๙๐๗] ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “สภาวธรรมทั้งปวงเป็นไปชั่วขณะจิตหนึ่ง”
ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. สภาวธรรมทั้งปวงเที่ยง ยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา
ใช่ไหม
สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ดังนั้น สภาวธรรมทั้งปวงจึงเป็นไปชั่วขณะจิตหนึ่ง
ขณิกกถา จบ
พาวีสติมวรรค จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปรินิพพานกถา ๒. กุสลจิตตกถา
๓. อาเนญชกถา ๔. ธัมมาภิสมยกถา
๕๗. ติสโสปิกถา ๘. อัพยากตกถา
๙. อาเสวนปัจจยตากถา ๑๐. ขณิกกถา

936
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 937 (เล่ม 37)

๒๓. เตวีสติมวรรค
๑. เอกาธิปปายกถา (๒๑๘)
ว่าด้วยจุดประสงค์อย่างเดียวกัน
[๙๐๘] สก. บุคคลเสพเมถุนธรรมด้วยจุดประสงค์อย่างเดียวกันได้ใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
สก. บุคคลผู้เสพเมถุนธรรมไม่ควรเป็นสมณะ ไม่ควรเป็นภิกษุ ควรเป็นผู้มี
มูลขาดแล้ว ควรเป็นปาราชิก ด้วยจุดประสงค์อย่างเดียวกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลเสพเมถุนธรรมด้วยจุดประสงค์อย่างเดียวกันได้ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ
ตัดช่องย่องเบา ปล้นสะดม ปล้นเรือนหลังเดียว ดักปล้นในทางเปลี่ยว ผิดภรรยา
ของผู้อื่น ปล้นชาวบ้าน ปล้นชาวนิคม ด้วยจุดประสงค์อย่างเดียวกันได้ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เอกาธิปปายกถา จบ
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะและนิกายเวตุลลกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๐๘/๓๒๓)
๒ เพราะมีความเห็นว่า ถ้าภิกษุมีความเห็นพ้องต้องกับหญิงว่าพวกเราจะเกิดร่วมกันในชาติหน้า สามารถ
เสพเมถุนกับเธอได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๐๘/๓๒๓)

937
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 938 (เล่ม 37)

๒. อรหันตวัณณกถา (๒๑๙)
ว่าด้วยเพศของพระอรหันต์
[๙๐๙] สก. พวกอมนุษย์เสพเมถุนธรรมโดยเพศของพระอรหันต์ได้ใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
สก. พวกอมนุษย์ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ลักทรัพย์ ฯลฯ พูดเท็จ ฯลฯ พูดส่อเสียด
ฯลฯ พูดคำหยาบ ฯลฯ พูดเพ้อเจ้อ ฯลฯ ตัดช่องย่องเบา ฯลฯ ปล้นสะดม ฯลฯ
ปล้นเรือนหลังเดียว ฯลฯ ดักปล้นในทางเปลี่ยว ฯลฯ ผิดภรรยาของผู้อื่น ฯลฯ
ปล้นชาวบ้าน ฯลฯ ปล้นชาวนิคม โดยเพศของพระอรหันต์ได้ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรหันตวัณณกถา จบ
๓๗. อิสสริยกามการิกากถา๓ (๒๒๐๒๒๔)
ว่าด้วยการทำตามอำนาจความประสงค์
[๙๑๐] สก. พระโพธิสัตว์ไปสู่วินิบาต เพราะเหตุทำตามอำนาจความประสงค์
ใช่ไหม
ปร.๔ ใช่๕
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะบางพวก (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๐๙/๓๒๓)
๒ เพราะปรวาทีเห็นภิกษุผู้ที่ตนเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์เสพเมถุนธรรม จึงอ้างว่า พระอรหันต์อาจเสพ
เมถุนธรรมได้ ถ้าถูกอมนุษย์สั่งให้เสพ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๐๙/๓๒๓)
๓ หมายถึงตอนที่ว่าด้วยการทำตามอำนาจความประสงค์ ๕ เรื่อง คือ (๓) อิสสริยกามการิกากถา ว่าด้วย
การไปสู่วินิบาต เพราะเหตุ ทำตามอำนาจความประสงค์ (๔) อิสสริยกามการิกากถา ว่าด้วยการหยั่งลงสู่
ปฏิสนธิในครรภ์ เพราะเหตุทำตามอำนาจความประสงค์ (๕) อิสสริยกามการิกากถา ว่าด้วยการทำทุกกร-
กิริยา เพราะเหตุทำตามอำนาจความประสงค์ (๖) อิสสริยกามการิกากถา ว่าด้วยการบำเพ็ญตบะอื่น
เพราะเหตุทำตามอำนาจความประสงค์ (๗) อิสสริยกามการิกากถา ว่าด้วยการอุทิศศาสดาอื่น เพราะเหตุ
ทำตามอำนาจความประสงค์
๔ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๑๐/๓๒๔)
๕ เพราะมีความเห็นว่า พระโพธิสัตว์อาจเกิดในวินิบาตได้ ด้วยอำนาจแห่งความปรารถนาจะไปเกิด
(อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๑๐/๓๒๔)

938
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 939 (เล่ม 37)

สก. พระโพธิสัตว์ไปสู่นรก ฯลฯ สัญชีวนรก ฯลฯ กาลสุตตนรก ฯลฯ
ตาปนนรก ฯลฯ ปตาปนนรก ฯลฯ สังฆาฏนรก ฯลฯ โรรุวนรก ฯลฯ อเวจีนรก
เพราะเหตุทำตามอำนาจความประสงค์ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระโพธิสัตว์ไปสู่วินิบาต เพราะเหตุทำตามอำนาจความประสงค์ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระสูตรที่ว่า “พระโพธิสัตว์ไปสู่วินิบาต เพราะเหตุทำตามอำนาจ
ความประสงค์” มีอยู่จริงมิใช่หรือ
ปร. ไม่มี
สก. หากพระสูตรที่ว่า “พระโพธิสัตว์ไปสู่วินิบาต เพราะเหตุทำตามอำนาจ
ความประสงค์” ไม่มีอยู่จริง ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระโพธิสัตว์ไปสู่วินิบาต
เพราะเหตุทำตามอำนาจความประสงค์”
[๙๑๑] สก. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ปฏิสนธิในครรภ์ เพราะเหตุทำตามอำนาจ
ความประสงค์ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระโพธิสัตว์เข้าถึงนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เพราะเหตุทำตามอำนาจ
ความประสงค์ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ปฏิสนธิในครรภ์ เพราะเหตุทำตามอำนาจ
ความประสงค์ใช่ไหม
ปร. ใช่

939
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 940 (เล่ม 37)

สก. พระโพธิสัตว์เป็นผู้มีฤทธิ์ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระโพธิสัตว์เป็นผู้มีฤทธิ์ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระโพธิสัตว์ได้เจริญฉันทิทธิบาท ฯลฯ วิริยิทธิบาท ฯลฯ จิตติทธิบาท
ฯลฯ วิมังสิทธิบาทแล้วใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ปฏิสนธิในครรภ์ เพราะเหตุทำตามอำนาจความ
ประสงค์ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระสูตรที่ว่า “พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ปฏิสนธิในครรภ์ เพราะเหตุทำ
ตามอำนาจความประสงค์” มีอยู่จริงมิใช่หรือ
ปร. ไม่มี
สก. หากพระสูตรที่ว่า “พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ปฏิสนธิในครรภ์ เพราะเหตุ
ทำตามอำนาจความประสงค์” ไม่มีอยู่จริง ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระโพธิสัตว์
หยั่งลงสู่ปฏิสนธิในครรภ์ เพราะเหตุทำตามอำนาจความประสงค์”
[๙๑๒] สก. พระโพธิสัตว์ทำทุกกรกิริยา เพราะเหตุทำตามอำนาจความ
ประสงค์ใช่ไหม
ปร. ใช่

940
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 941 (เล่ม 37)

สก. พระโพธิสัตว์กลับมาสู่ความเห็นว่าโลกเที่ยง ฯลฯ โลกไม่เที่ยง ฯลฯ
โลกมีที่สุด ฯลฯ โลกไม่มีที่สุด ฯลฯ ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ฯลฯ ชีวะ
กับสรีระเป็นคนละอย่างกัน ฯลฯ หลังจากตายแล้วตถาคต๑ เกิดอีก ฯลฯ หลัง
จากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก ฯลฯ หลังจากตายตถาคตแล้วเกิดอีกและไม่เกิดอีก
ฯลฯ หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ เพราะเหตุ
ทำตามอำนาจความประสงค์ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระโพธิสัตว์ทำทุกกรกิริยา เพราะเหตุทำตามอำนาจความประสงค์ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระสูตรที่ว่า “พระโพธิสัตว์ทำทุกกรกิริยา เพราะเหตุทำตามอำนาจ
ความประสงค์” มีอยู่จริงมิใช่หรือ
ปร. ไม่มี
สก. หากพระสูตรที่ว่า “พระโพธิสัตว์ทำทุกกรกิริยา เพราะเหตุทำตาม
อำนาจความประสงค์” ไม่มีอยู่จริง ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระโพธิสัตว์ทำทุกกร-
กิริยา เพราะเหตุทำตามอำนาจความประสงค์”
[๙๑๓] สก. พระโพธิสัตว์ทำความเพียรอื่นอุทิศศาสดาอื่น เพราะเหตุทำตาม
อำนาจความประสงค์ใช่ไหม
ปร. ใช่
เชิงอรรถ :
๑ ดูเชิงอรรถที่ ๔ ข้อ ๗๐๘ หน้า ๗๕๘ ในเล่มนี้

941
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 942 (เล่ม 37)

สก. พระโพธิสัตว์กลับมาสู่ความเห็นว่า “โลกเที่ยง ฯลฯ หลังจากตาย
แล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ เพราะเหตุทำตามอำนาจความ
ประสงค์” ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๙๑๔] สก. พระโพธิสัตว์อุทิศศาสดาอื่น เพราะเหตุทำตามอำนาจความ
ประสงค์ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระสูตรที่ว่า “พระโพธิสัตว์อุทิศศาสดาอื่น เพราะเหตุทำตามอำนาจ
ความประสงค์” มีอยู่จริงมิใช่หรือ
ปร. ไม่มี
สก. หากพระสูตรที่ว่า “พระโพธิสัตว์อุทิศศาสดาอื่น เพราะเหตุทำตาม
อำนาจความประสงค์” ไม่มีอยู่จริง ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระโพธิสัตว์อุทิศ
ศาสดาอื่น เพราะเหตุทำตามอำนาจความประสงค์”
อิสสริยกามการิกากถา จบ
๘. ปฏิรูปกถา (๒๒๕)
ว่าด้วยสภาวธรรมที่เทียบกันได้
[๙๑๕] สก. สภาวธรรมที่ไม่ใช่ราคะ แต่เทียบได้กับราคะมีอยู่ใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๑๕/๓๒๔)
๒ เพราะมีความเห็นว่า ราคะปลอม โทสะปลอม โมหะปลอม กิเลสปลอมก็มี ซึ่งต่างกับความเห็นของ
สกวาทีที่เห็นว่า ราคะปลอม เป็นต้น ไม่มี (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๑๕/๓๒๔)

942
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 943 (เล่ม 37)

สก. สภาวธรรมที่ไม่ใช่ผัสสะแต่เทียบได้กับผัสสะ ไม่ใช่เวทนาแต่เทียบได้
กับเวทนา ไม่ใช่สัญญาแต่เทียบได้กับสัญญา ไม่ใช่เจตนาแต่เทียบได้กับเจตนา
ไม่ใช่จิตแต่เทียบได้กับจิต ไม่ใช่สัทธาแต่เทียบได้กับสัทธา ไม่ใช่วิริยะแต่เทียบได้
กับวิริยะ ไม่ใช่สติแต่เทียบได้กับสติ ไม่ใช่สมาธิแต่เทียบได้กับสมาธิ ไม่ใช่ปัญญา
แต่เทียบได้กับปัญญามีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๙๑๖] สก. สภาวธรรมที่ไม่ใช่โทสะแต่เทียบได้กับโทสะ ไม่ใช่โมหะแต่เทียบ
ได้กับโมหะ ไม่ใช่กิเลสแต่เทียบได้กับกิเลสมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สภาวธรรมที่ไม่ใช่ผัสสะแต่เทียบได้กับผัสสะ ฯลฯ ไม่ใช่ปัญญาแต่
เทียบได้กับปัญญามีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปฏิรูปกถา จบ
๙. อปรินิปผันนกถา (๒๒๖)
ว่าด้วยสภาวธรรมที่ไม่สำเร็จ(มาจากเหตุ)
[๙๑๗] สก. รูปเป็นสภาวธรรมที่ไม่สำเร็จใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
สก. รูปไม่ใช่ไม่เที่ยง ไม่ใช่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ไม่ใช่อิงอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น
ไม่ใช่มีความสิ้นไป ไม่ใช่มีความเสื่อมไป ไม่ใช่มีความคลายไป ไม่ใช่มีความดับไป
ไม่ใช่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะและนิกายเหตุวาท (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๑๗/๓๒๕)
๒ เพราะมีความเห็นว่า ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ สิ่งเหล่านี้ เรียกว่าสภาวธรรมที่ไม่สำเร็จมาจากเหตุ
เพราะตั้งอยู่โดยปราศจากการเกิดดับ ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า สภาวธรรมเหล่านั้นเรียกว่า
สภาวธรรมที่สำเร็จมาจากเหตุ เพราะมีการเกิดดับตามสภาวะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๑๗/๓๒๕)

943
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 944 (เล่ม 37)

สก. รูปไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป
คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดามิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากรูปไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ฯลฯ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา
ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “รูปเป็นสภาวธรรมที่ไม่สำเร็จ”
สก. ทุกข์เท่านั้นเป็นสภาวธรรมที่สำเร็จใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เป็นทุกข์” รูปไม่เที่ยง
มิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เป็นทุกข์” รูปไม่เที่ยง
ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ทุกข์เท่านั้นเป็นสภาวธรรมที่สำเร็จ”
[๙๑๘] สก. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯ
จักขายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะ ฯลฯ จักขุธาตุ ฯลฯ ธัมมธาตุ ฯลฯ จักขุนทรีย์
ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์ เป็นสภาวธรรมที่ไม่สำเร็จใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อัญญาตาวินทรีย์ไม่ใช่ไม่เที่ยง ฯลฯ ไม่ใช่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา
ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อัญญาตาวินทรีย์ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ฯลฯ มีความแปรผันไปเป็น
ธรรมดามิใช่หรือ
ปร. ใช่

944