พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 535 (เล่ม 37)

๘. อัฏฐมวรรค
๑. ฉคติกถา (๗๓)
ว่าด้วยคติ ๖
[๕๐๓] สก. คติมี ๖ ใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
สก. คติ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ ๕ อย่าง คือ นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน
ภูมิแห่งเปรต มนุษย์ เทวดามิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากคติพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ ๕ อย่าง คือ นรก กำเนิดดิรัจฉาน
ภูมิแห่งเปรต มนุษย์ เทวดา ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “คติมี ๖”
สก. คติมี ๖ ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อสูรจำพวกกาลกัญชิกา มีรูปร่างเหมือนกัน มีการเสพกามเหมือนกัน
มีอาหารเหมือนกัน มีอายุเหมือนกันกับเปรตทั้งหลาย และแต่งงานกับเปรตทั้งหลาย
ได้มิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากอสูรจำพวกกาลกัญชิกา มีรูปร่างเหมือนกัน มีการเสพกามเหมือนกัน
มีอาหารเหมือนกัน มีอายุเหมือนกันกับเปรตทั้งหลาย และแต่งงานกับเปรต
ทั้งหลายได้ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “คติมี ๖”
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะและนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๐๓/๒๓๒)
๒ เพราะมีความเห็นว่า คติมี ๖ คือ (๑) เทวคติ (๒) มนุสสคติ (๓) เปตคติ (๔) อสุรกายคติ (แยก
มาจากนิรยคติ) (๕) ติรัจฉานคติ (๖) นิรยคติ ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า คติมีเพียง ๕
โดยไม่แยกอสุรกายออกเป็นคติหนึ่งต่างหาก แต่จัดพวกอสุรกายฝ่ายชั่วเข้าในเปตคติ และจัดพวกอสุรกาย
ฝ่ายดีเข้าในเทวคติ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๐๓/๒๓๒)

535
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 536 (เล่ม 37)

สก. คติมี ๖ ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พวกอสูรที่เป็นบริวารของท้าวเวปจิตติ มีรูปร่างเหมือนกัน มีการ
เสพกามเหมือนกัน มีอาหารเหมือนกัน มีอายุเหมือนกันกับเทวดาทั้งหลาย และ
แต่งงานกับเทวดาทั้งหลายได้มิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากพวกอสูรที่เป็นบริวารท้าวเวปจิตติ มีรูปร่างเหมือนกัน มีการเสพ
กามเหมือนกัน มีอาหารเหมือนกัน มีอายุเหมือนกันกับเทวดาทั้งหลาย และแต่ง
งานกับเทวดาทั้งหลายได้ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “คติมี ๖”
สก. คติมี ๖ ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พวกอสูรที่เป็นบริวารของท้าวเวปจิตติเป็นเทวดามาก่อนมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากพวกอสูรที่เป็นบริวารของท้าวเวปจิตติเป็นเทวดามาก่อน ท่านก็ไม่
ควรยอมรับว่า “คติมี ๖”
[๕๐๔] ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “คติมี ๖” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. อสุรกายมีมิใช่หรือ
สก. ใช่
ปร. หากอสุรกายมี ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “คติมี ๖”
ฉคติกถา จบ

536
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 537 (เล่ม 37)

๒. อันตราภวกถา (๗๔)
ว่าด้วยอันตรภพ
[๕๐๕] สก. อันตรภพ๑ (ภพที่อยู่ในระหว่างตายกับเกิด)มีอยู่ใช่ไหม
ปร.๒ ใช่๓
สก. เป็นกามภพใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อันตรภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. เป็นรูปภพใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อันตรภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. เป็นอรูปภพใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อันตรภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อันตรภพมีอยู่ในระหว่างกามภพกับรูปภพใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อันตรภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
เชิงอรรถ :
๑ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๙๑ หน้า ๕๑ ในเล่มนี้
๒ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายปุพพเสลิยะและนิกายสมิติยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๐๕/๒๓๓)
๓ เพราะมีความเห็นว่า สัตว์หลังจากตายไป วิญญาณจะล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่(ช่วงนี้เองที่เรียกว่า อันตรภพ)
ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า สัตว์หลังจากตายไป วิญญาณก็ปฏิสนธิทันที
(อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๐๕/๒๓๓)

537
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 538 (เล่ม 37)

สก. อันตรภพมีอยู่ในระหว่างรูปภพกับอรูปภพใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อันตรภพไม่มีในระหว่างกามภพกับรูปภพใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. หากอันตรภพไม่มีในระหว่างกามภพกับรูปภพ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า
“อันตรภพมีอยู่”
สก. อันตรภพไม่มีในระหว่างรูปภพกับอรูปภพใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. หากอันตรภพไม่มีในระหว่างรูปภพกับอรูปภพ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า
“อันตรภพมีอยู่”
[๕๐๖] สก. อันตรภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อันตรภพนั้นจัดเป็นกำเนิดที่ ๕ เป็นคติที่ ๖ เป็นวิญญาณฐิติที่ ๘
เป็นสัตตาวาสที่ ๑๐ ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อันตรภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อันตรภพจัดเป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด
เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กรรมที่ให้เข้าถึงอันตรภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

538
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 539 (เล่ม 37)

สก. สัตว์ผู้เข้าถึงอันตรภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อันตรภพมีสัตว์เกิด แก่ ตาย จุติ ปฏิสนธิใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อันตรภพมีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อันตรภพเป็นภพที่มีขันธ์ ๕ ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๕๐๗] สก. กามภพมีอยู่ กามภพเป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร
เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อันตรภพมีอยู่ อันตรภพเป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร
เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กรรมที่ให้เข้าถึงกามภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. กรรมที่ให้เข้าถึงอันตรภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สัตว์ผู้เข้าถึงกามภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัตว์ผู้เข้าถึงอันตรภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ในกามภพ มีสัตว์เกิด แก่ ตาย จุติ ปฏิสนธิใช่ไหม
ปร. ใช่

539
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 540 (เล่ม 37)

สก. อันตรภพมีสัตว์เกิด แก่ ตาย จุติ ปฏิสนธิใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ในกามภพ มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อันตรภพมีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กามภพเป็นภพที่มีขันธ์ ๕ ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อันตรภพเป็นภพที่มีขันธ์ ๕ ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. รูปภพมีอยู่ รูปภพเป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็น
กำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อันตรภพมีอยู่ อันตรภพเป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร
เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กรรมที่ให้เข้าถึงรูปภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. กรรมที่ให้เข้าถึงอันตรภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สัตว์ผู้เข้าถึงรูปภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัตว์ผู้เข้าถึงอันตรภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

540
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 541 (เล่ม 37)

สก. ในรูปภพ มีสัตว์เกิด แก่ ตาย จุติ ปฏิสนธิใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อันตรภพมีสัตว์เกิด แก่ ตาย จุติ ปฏิสนธิใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ในรูปภพ มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ในอันตรภพ มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. รูปภพเป็นภพที่มีขันธ์ ๕ ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อันตรภพเป็นภพที่มีขันธ์ ๕ ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อรูปภพมีอยู่ อรูปภพเป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร
เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อันตรภพมีอยู่ อันตรภพเป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร
เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กรรมที่ให้เข้าถึงอรูปภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. กรรมที่ให้เข้าถึงอันตรภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สัตว์ผู้เข้าถึงอรูปภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่

541
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 542 (เล่ม 37)

สก. สัตว์ผู้เข้าถึงอันตรภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ในอรูปภพ มีสัตว์เกิด แก่ ตาย จุติ ปฏิสนธิใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ในอันตรภพ มีสัตว์เกิด แก่ ตาย จุติ ปฏิสนธิใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ในอรูปภพ มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ในอันตรภพ มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อรูปภพเป็นภพที่มีขันธ์ ๔ ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อันตรภพเป็นภพที่มีขันธ์ ๔ ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๕๐๘] สก. อันตรภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัตว์ทั้งปวงนั่นแหละมีอันตรภพใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สัตว์ทั้งปวงนั่นแหละไม่มีอันตรภพใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. หากสัตว์ทั้งปวงนั่นแหละไม่มีอันตรภพ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า
“อันตรภพมีอยู่”

542
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 543 (เล่ม 37)

สก. อันตรภพมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลผู้ทำอนันตริยกรรมมีอันตรภพใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลผู้ทำอนันตริยกรรมไม่มีอันตรภพใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. หากบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรมไม่มีอันตรภพ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า
“อันตรภพมีอยู่”
สก. บุคคลผู้ไม่ทำอนันตริยกรรมมีอันตรภพใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลผู้ทำอนันตริยกรรมมีอันตรภพใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลผู้ทำอนันตริยกรรมไม่มีอันตรภพใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลผู้ไม่ทำอนันตริยกรรมไม่มีอันตรภพใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลผู้เข้าถึงนรก ฯลฯ ผู้เข้าถึงอสัญญสัตว์ ฯลฯ ผู้เข้าถึงอรูปภพ
มีอันตรภพใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพไม่มีอันตรภพใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. หากบุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพไม่มีอันตรภพ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า
“อันตรภพมีอยู่”

543
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 544 (เล่ม 37)

สก. บุคคลผู้ไม่เข้าถึงอรูปภพมีอันตรภพใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพมีอันตรภพใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพไม่มีอันตรภพใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลผู้ไม่เข้าถึงอรูปภพไม่มีอันตรภพใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๕๐๙] ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “อันตรภพมีอยู่” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. อันตราปรินิพพายีบุคคลมีอยู่มิใช่หรือ
สก. ใช่
ปร. หากอันตราปรินิพพายีบุคคลมีอยู่ ท่านจึงควรยอมรับว่า
“อันตรภพมีอยู่”
สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “อันตราปรินิพพายีบุคคลมีอยู่” จึงยอมรับว่า
“อันตรภพมีอยู่” ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “อุปหัจจปรินิพพายีบุคคลมีอยู่” จึงยอมรับว่า
“อุปหัจจภพมีอยู่” ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “อันตราปรินิพพายีบุคคลมีอยู่” จึงยอมรับว่า
“อันตรภพมีอยู่” ใช่ไหม
ปร. ใช่

544