พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 525 (เล่ม 37)

สก. สัตว์บางพวกใช้กรรมวิบากยังไม่หมดสิ้นแล้วปรินิพพานมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. แผ่นดินเป็นกรรมวิบากของพระเจ้าจักรพรรดิใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัตว์เหล่าอื่นก็อาศัยแผ่นดินใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัตว์เหล่าอื่นอาศัยกรรมวิบากของพระเจ้าจักรพรรดิใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สัตว์เหล่าอื่นอาศัยกรรมวิบากของพระเจ้าจักรพรรดิใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สัตว์เหล่าอื่นอาศัยผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต สัทธา วิริยะ
สติ สมาธิ ปัญญา ของพระเจ้าจักรพรรดิใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๔๙๔] ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “แผ่นดินเป็นกรรมวิบาก” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. กรรมที่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีอำนาจ กรรมที่เป็นไปเพื่อความเป็น
ใหญ่ในแผ่นดินมีอยู่มิใช่หรือ
สก. ใช่
ปร. หากกรรมที่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีอำนาจ กรรมที่เป็นไปเพื่อความ
เป็นใหญ่มีอยู่ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “แผ่นดินเป็นกรรมวิบาก”
ปฐวีกัมมวิปาโกติกถา จบ

525
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 526 (เล่ม 37)

๘. ชรามรณังวิปาโกติกถา (๗๐)
ว่าด้วยชรามรณะเป็นวิบาก
[๔๙๕] สก. ชรามรณะเป็นวิบากใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
สก. ชรามรณะมีสุขเวทนา มีทุกขเวทนา มีอทุกขมสุขเวทนา สัมปยุตด้วย
สุขเวทนา สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา สัมปยุตด้วยผัสสะ
สัมปยุตด้วยเวทนา สัมปยุตด้วยสัญญา สัมปยุตด้วยเจตนา สัมปยุตด้วยจิต รับรู้
อารมณ์ได้ มีความนึกถึง มีความผูกใจ มีความสนใจ มีความใฝ่ใจ มีความจงใจ
มีความปรารถนา มีความตั้งใจใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ชรามรณะไม่มีสุขเวทนา ไม่มีทุกขเวทนา ฯลฯ รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ไม่มี
ความนึกถึง ฯลฯ ไม่มีความตั้งใจใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. หากชรามรณะไม่มีสุขเวทนา ไม่มีทุกขเวทนา ฯลฯ รับรู้อารมณ์ไม่ได้
ไม่มีความนึกถึง ฯลฯ ไม่มีความตั้งใจ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ชรามรณะเป็น
วิบาก”
สก. ผัสสะเป็นวิบาก ผัสสะมีสุขเวทนา มีทุกขเวทนา ฯลฯ รับรู้อารมณ์ได้
มีความนึกถึง ฯลฯ มีความตั้งใจใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ชรามรณะเป็นวิบาก ชรามรณะมีสุขเวทนา มีทุกขเวทนา ฯลฯ รับรู้
อารมณ์ได้ มีความนึกถึง ฯลฯ มีความตั้งใจใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๙๕๔๙๗/๒๒๘๒๒๙)
๒ เพราะมีความเห็นว่า ชรามรณะเป็นผลแห่งกรรม ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า ชรามรณะ
มิได้เกิดจากกรรม แต่เป็นธัมมนิยาม คือเป็นไปเองตามสภาวะ มิใช่เกิดจากการกระทำของผู้ใด
(อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๙๕๔๙๗/๒๒๘๒๒๙)

526
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 527 (เล่ม 37)

สก. ชรามรณะเป็นวิบาก ชรามรณะไม่มีสุขเวทนา ไม่มีทุกขเวทนา ฯลฯ
รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ไม่มีความนึกถึง ฯลฯ ไม่มีความตั้งใจใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ผัสสะเป็นวิบาก ผัสสะไม่มีสุขเวทนา ไม่มีทุกขเวทนา ฯลฯ รับรู้
อารมณ์ไม่ได้ ไม่มีความนึกถึง ฯลฯ ไม่มีความตั้งใจใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๔๙๖] สก. ชรามรณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศล ก็เป็นวิบากแห่งสภาว-
ธรรมที่เป็นอกุศลใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ชรามรณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศล ก็เป็นวิบากแห่งสภาวธรรมที่เป็น
กุศลใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ชรามรณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลมีอยู่ ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็น
วิบากแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศล” ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ชรามรณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศลมีอยู่ ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็น
วิบากแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศล” ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ชรามรณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศล เป็นวิบากแห่งสภาวธรรมที่เป็น
อกุศลใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ชรามรณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศล เป็นวิบากแห่งสภาวธรรมที่เป็น
กุศลใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

527
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 528 (เล่ม 37)

สก. ชรามรณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศลมีอยู่ ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็น
วิบากแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศล” ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ชรามรณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลมีอยู่ ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็น
วิบากแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศล” ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ชรามรณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล เป็นวิบากแห่งสภาว-
ธรรมที่เป็นอกุศลใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ชรามรณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล เป็นวิบากแห่งสภาว-
ธรรมที่เป็นกุศลใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ชรามรณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลมีอยู่ ท่านไม่ยอมรับว่า
“เป็นวิบากแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศล” ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ชรามรณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลมีอยู่ ท่านไม่ยอมรับว่า
“เป็นวิบากแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศล” ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๔๙๗] ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ชรามรณะเป็นวิบาก” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. กรรมที่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีผิวพรรณหม่นหมอง กรรมที่เป็นไปเพื่อ
ความเป็นผู้มีอายุสั้นมีอยู่ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. หากกรรมที่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีผิวพรรณหม่นหมอง กรรมที่เป็นไป
เพื่อความเป็นผู้มีอายุสั้นมีอยู่ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “ชรามรณะเป็นวิบาก”
ชรามรณังวิปาโกติกถา จบ

528
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 529 (เล่ม 37)

๙. อริยธัมมวิปากกถา (๗๑)
ว่าด้วยวิบากแห่งอริยธรรม
[๔๙๘] สก. วิบากแห่งอริยธรรมไม่มีใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
สก. ความเป็นสมณะ๓ มีผลมาก ความเป็นพราหมณ์๔ มีผลมาก มิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากความเป็นสมณะมีผลมาก ความเป็นพราหมณ์มีผลมาก ท่านก็ไม่ควร
ยอมรับว่า “วิบากแห่งอริยธรรมไม่มี”
สก. วิบากแห่งอริยธรรมไม่มีใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. โสดาปัตติผลมีอยู่มิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากโสดาปัตติผลมีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “วิบากแห่งอริยธรรมไม่มี”
สก. สกทาคามิผล ฯลฯ อนาคามิผล ฯลฯ อรหัตตผลมีอยู่มิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากอรหัตตผลมีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “วิบากแห่งอริยธรรมไม่มี”
สก. โสดาปัตติผลไม่เป็นวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๙๘/๒๒๙๒๓๐)
๒ เพราะมีความเห็นว่า ผลของอริยมรรคเป็นเพียงการละกิเลสเท่านั้น หาใช่จิตและเจตสิกไม่
(อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๙๘/๒๒๙๒๓๐)
๓๔ ความเป็นสมณะ ความเป็นพราหมณ์ ในที่นี้หมายถึงอริยมรรค (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๙๘/๒๒๙๒๓๐)

529
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 530 (เล่ม 37)

สก. ผลแห่งทานไม่เป็นวิบากใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. โสดาปัตติผลไม่เป็นวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ผลแห่งศีล ฯลฯ ผลแห่งภาวนา ไม่เป็นวิบากใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สกทาคามิผล ฯลฯ อนาคามิผล ฯลฯ อรหัตตผล ไม่เป็นวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ผลแห่งทานไม่เป็นวิบากใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อรหัตตผลไม่เป็นวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ผลแห่งศีล ฯลฯ ผลแห่งภาวนา ไม่เป็นวิบากใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ผลแห่งทานเป็นวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. โสดาปัตติผลเป็นวิบากใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ผลแห่งทานเป็นวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สกทาคามิผล ฯลฯ อนาคามิผล ฯลฯ อรหัตตผล เป็นวิบากใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ผลแห่งศีล ฯลฯ ผลแห่งภาวนา เป็นวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่

530
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 531 (เล่ม 37)

สก. โสดาปัตติผลเป็นวิบากใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ผลแห่งภาวนาเป็นวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สกทาคามิผล ฯลฯ อนาคามิผล ฯลฯ อรหัตตผล เป็นวิบากใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๔๙๙] สก. กามาวจรกุศลมีวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. โลกุตตรกุศลมีวิบากใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. รูปาวจรกุศล ฯลฯ อรูปาวจรกุศล มีวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. โลกุตตรกุศลมีวิบากใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. โลกุตตรกุศลไม่มีวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. กามาวจรกุศลไม่มีวิบากใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. โลกุตตรกุศลไม่มีวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. รูปาวจรกุศล ฯลฯ อรูปาวจรกุศล ไม่มีวิบากใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๕๐๐] ปร. กามาวจรกุศลมีวิบาก เป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงจุติและ
ปฏิสนธิใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. โลกุตตรกุศลมีวิบาก เป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงจุติและปฏิสนธิ
ใช่ไหม
สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

531
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 532 (เล่ม 37)

ปร. รูปาวจรกุศล ฯลฯ อรูปาวจรกุศล มีวิบาก เป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุ
ให้ถึงจุติและปฏิสนธิใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. โลกุตตรกุศลมีวิบาก เป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงจุติและปฏิสนธิ
ใช่ไหม
สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. โลกุตตรกุศลมีวิบาก เป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. กามาวจรกุศลมีวิบาก เป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานใช่ไหม
สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. โลกุตตรกุศลมีวิบาก เป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. รูปาวจรกุศล ฯลฯ อรูปาวจรกุศล มีวิบาก เป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุ
ให้ถึงนิพพานใช่ไหม
สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อริยธัมมวิปากกถา จบ
๑๐. วิปาโกวิปากธัมมธัมโมติกถา (๗๒)
ว่าด้วยวิบากเป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก
[๕๐๑] สก. วิบากเป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากใช่ไหม
ปร.๑ ใช่๒
เชิงอรรถ :
๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๐๑/๒๓๐๒๓๑)
๒ เพราะมีความเห็นว่า วิบากสามารถเป็นกรรมได้ โดยอ้างหลักการแห่งอัญญมัญญปัจจัยในปัฏฐาน
ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า วิบากเป็นเพียงปัจจัยเกื้อหนุนแก่กันและกันเท่านั้น
(อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๐๑/๒๓๐๒๓๑)

532
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 533 (เล่ม 37)

สก. วิบากแห่งวิบากนั้น เป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. วิบากแห่งวิบากนั้น เป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี การตัดขาดจากวัฏฏะไม่มี อนุปาทาปรินิพพาน
ก็ไม่มีแก่วิบากแห่งวิบากที่เป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากทั้ง ๒ ชั้นดังกล่าว
มานั้นใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. วิบากเป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บัญญัติว่าวิบากกับสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก หรือบัญญัติว่า
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากกับวิบาก นี้นั้น มีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน
มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. วิบากเป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. วิบากและสภาวธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบาก สภาวธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบาก
และวิบากสหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน มีวัตถุอย่าง
เดียวกัน มีอารมณ์อย่างเดียวกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. วิบากเป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. อกุศลกับวิบากแห่งอกุศลเป็นอันเดียวกัน กุศลกับวิบากแห่งกุศลเป็น
อันเดียวกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

533
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์ หน้าที่ 534 (เล่ม 37)

สก. วิบากเป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลถูกไหม้อยู่ในนรกด้วยจิตดวงที่เป็นเหตุฆ่าสัตว์เท่านั้น บันเทิงอยู่
ในสวรรค์ก็ด้วยจิตดวงที่เป็นเหตุให้ทานเท่านั้นใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๕๐๒] ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “วิบากเป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก”
ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. วิบากคืออรูปขันธ์ ๔ เป็นอัญญมัญญปัจจัยมิใช่หรือ
สก. ใช่
ปร. หากวิบากคืออรูปขันธ์ ๔ เป็นอัญญมัญญปัจจัย ดังนั้น ท่านจึงควร
ยอมรับว่า “วิบากเป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก”
วิปาโกวิปากธัมมธัมโมติกถา จบ
สัตตมวรรค จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สังคหิตกถา ๒. สัมปยุตตกถา
๓. เจตสิกกถา ๔. ทานกถา
๕. ปริโภคมยปุญญกถา ๖. อิโตทินนกถา
๗. ปฐวีกัมมวิปาโกติกถา ๘. ชรามรณังวิปาโกติกถา
๙. อริยธัมมวิปากกถา ๑๐. วิปาโกวิปากธัมมธัมโมติกถา

534