พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 147 (เล่ม 36)

ในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อน เป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบัน
แต่ไม่บรรลุสาวกบารมีจำพวก ๑ บุคคลผู้ไม่ตรัสรู้สัจจะด้วยตนเอง
ในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อนและไม่ได้ทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบัน
เป็นพระอนาคามี ไม่มาสู่โลกนี้อีกจำพวก ๑ บุคคลผู้ไม่ตรัสรู้สัจจะ
ด้วยตนเองในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อนและไม่ได้ทำที่สุดแห่งทุกข์
ในปัจจุบัน เป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกทาคามี ยังมาสู่โลกนี้
อีกจำพวก ๑ (๒๐๒)
ฉักกอุทเทส จบ
๗. สัตตกอุทเทส
หมวดว่าด้วยบุคคล ๗ จำพวก
[๑๓] บุคคล ๗ จำพวก คือ
(๑) บุคคลเปรียบเหมือนคนตกน้ำ ๗ จำพวก คือ
๑. บุคคลผู้จมแล้วครั้งเดียวก็ยังจมอยู่นั่นเอง
๒. บุคคลผู้โผล่ขึ้นแล้วจมลงอีก
๓. บุคคลผู้โผล่ขึ้นแล้วหยุดอยู่
๔. บุคคลผู้โผล่ขึ้นแล้วเหลียวมองดู
๕. บุคคลผู้โผล่ขึ้นแล้วข้ามไป
๖. บุคคลผู้โผล่ขึ้นแล้วได้ที่พึ่ง
๗. บุคคลผู้โผล่ขึ้นแล้วข้ามไปถึงฝั่งเป็นผู้ลอยบาปอยู่บนบก (๒๐๓)
(๒) บุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุตตะ (๒๐๔)
บุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุตตะ (๒๐๕)
บุคคลผู้เป็นกายสักขี บุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ
บุคคลผู้เป็นสัทธาวิมุตตะ บุคคลผู้เป็นธัมมานุสารี
บุคคลผู้เป็นสัทธานุสารี (๒๐๖)
สัตตกอุทเทส จบ

147
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 148 (เล่ม 36)

๘. อัฏฐกอุทเทส
หมวดว่าด้วยบุคคล ๘ จำพวก
[๑๔] บุคคล ๘ จำพวก คือ
(๑) บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๔ จำพวก บุคคลผู้พร้อมเพรียง
ด้วยผล ๔ จำพวก (๒๐๗)
อัฏฐกอุทเทส จบ
๙. นวกอุทเทส
หมวดว่าด้วยบุคคล ๙ จำพวก
[๑๕] บุคคล ๙ จำพวก คือ
๑. บุคคลผู้เป็นสัมมาสัมพุทธะ ๒. บุคคลผู้เป็นปัจเจกพุทธะ
๓. บุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุตตะ ๔. บุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุตตะ
๕. บุคคลผู้เป็นกายสักขี ๖. บุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ
๗. บุคคลผู้เป็นสัทธาวิมุตตะ ๘. บุคคลผู้เป็นธัมมานุสารี
๙. บุคคลผู้เป็นสัทธานุสารี (๒๐๘)
นวกอุทเทส จบ
๑๐. ทสกอุทเทส
หมวดว่าด้วยบุคคล ๑๐ จำพวก
[๑๖] บุคคล ๑๐ จำพวก คือ
(๑) บุคคลผู้มีความสำเร็จในกามาวจรภูมินี้ ๕ จำพวก บุคคลผู้ละ
อัตภาพในกามาวจรภูมินี้แล้วสำเร็จ ๕ จำพวก (๒๐๙)
ทสกอุทเทส จบ
มาติกาปุคคลบัญญัติ จบ

148
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 149 (เล่ม 36)

นิทเทส
๑. เอกกปุคคลบัญญัติ
[๑] บุคคลผู้เป็นสมยวิมุตตะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย๑ ทุกกาล ทุกสมัย และอาสวะ
ทั้งหลายของเขาย่อมสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นสมยวิมุตตะ
[๒] บุคคลผู้เป็นอสมยวิมุตตะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกายทุกกาล ทุกสมัย แต่อาสวะ
ทั้งหลายของเขาย่อมสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นอสมยวิมุตตะ
แม้พระอริยบุคคลทั้งหมดก็ชื่อว่าผู้เป็นอสมยวิมุตตะในอริยวิโมกข์๒
[๓] บุคคลผู้เป็นกุปปธรรม เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้มีปกติได้สมาบัติมีรูป๓ เป็นอารมณ์หรือมีอรูป๔ เป็นอารมณ์
แต่บุคคลนั้นมิใช่ได้ตามที่ต้องการ มิใช่ได้โดยไม่ยาก มิใช่ได้โดยไม่ลำบาก มิใช่จะเข้า
หรือออกจากสมาบัติได้ตามโอกาสที่ต้องการ ตามสมาบัติที่ต้องการ ตามกำหนด
เวลาที่ต้องการ ข้อที่สมาบัติเหล่านั้นจะพึงเสื่อมเพราะอาศัยความประมาทของบุคคล
นั้น นั่นเป็นฐานะที่จะมีได้ บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นกุปปธรรม
[๔] บุคคลผู้เป็นอกุปปธรรม เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้มีปกติได้สมาบัติมีรูปเป็นอารมณ์หรือมีอรูปเป็นอารมณ์
และบุคคลนั้นเป็นผู้ได้ตามที่ต้องการ ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก จะเข้าหรือ
ออกจากสมาบัติได้ตามโอกาสที่ต้องการ ตามสมาบัติที่ต้องการ ตามกำหนดเวลา
ที่ต้องการ ข้อที่สมาบัติเหล่านั้นจะพึงเสื่อมไปเพราะอาศัยความประมาทของบุคคล
นั้น นั่นมิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นอกุปปธรรม พระอริยบุคคล
แม้ทั้งหมดก็ชื่อว่าผู้เป็นอกุปปธรรมในอริยวิโมกข์
เชิงอรรถ :
๑ กาย ในที่นี้หมายถึงนามกาย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑/๓๕)
๒ อริยวิโมกข์ ในที่นี้หมายถึงโลกุตตระ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒/๓๗)
๓ รูป ในที่นี้หมายถึงรูปนิมิต (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓/๓๗)
๔ อรูป ในที่นี้หมายถึงอรูปนิมิต (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓/๓๗)

149
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 150 (เล่ม 36)

[๕] บุคคลผู้เป็นปริหานธรรม เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้มีปกติได้สมาบัติมีรูปเป็นอารมณ์หรือมีอรูปเป็นอารมณ์
แต่บุคคลนั้นมิใช่ได้ตามที่ต้องการ มิใช่ได้โดยไม่ยาก มิใช่ได้โดยไม่ลำบาก มิใช่
จะเข้าหรือออกจากสมาบัติได้ตามโอกาสที่ต้องการ ตามสมาบัติที่ต้องการ ตาม
กำหนดเวลาที่ต้องการ ข้อที่บุคคลนั้นจะพึงเสื่อมจากสมาบัติเหล่านั้นเพราะอาศัย
ความประมาท นั่นเป็นฐานะที่จะมีได้ บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นปริหานธรรม
[๖] บุคคลผู้เป็นอปริหานธรรม เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้มีปกติได้สมาบัติมีรูปเป็นอารมณ์หรือมีอรูปเป็นอารมณ์
และบุคคลนั้นเป็นผู้ได้ตามที่ต้องการ ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก จะเข้าหรือ
ออกจากสมาบัติได้ตามโอกาสที่ต้องการ ตามสมาบัติที่ต้องการ ตามกำหนดเวลา
ที่ต้องการ ข้อที่บุคคลนั้นจะพึงเสื่อมจากสมาบัตินั้นเพราะอาศัยความประมาท นั่น
มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นอปริหานธรรม พระอริยบุคคลแม้
ทั้งหมดก็ชื่อว่าผู้เป็นอปริหานธรรมในอริยวิโมกข์
[๗] บุคคลผู้เป็นเจตนาภัพพะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้มีปกติได้สมาบัติมีรูปเป็นอารมณ์หรือมีอรูปเป็นอารมณ์
แต่บุคคลนั้นมิใช่จะได้ตามที่ต้องการ มิใช่จะได้โดยไม่ยาก มิใช่จะได้โดยไม่ลำบาก
มิใช่จะเข้าหรือออกจากสมาบัติได้ตามโอกาสที่ต้องการ ตามสมาบัติที่ต้องการ
ตามกำหนดเวลาที่ต้องการ ถ้าตามใส่ใจ๑ ย่อมไม่เสื่อมจากสมาบัติเหล่านั้น ถ้าไม่
ตามใส่ใจ ย่อมเสื่อมจากสมาบัติเหล่านั้น บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นเจตนาภัพพะ
[๘] บุคคลผู้เป็นอนุรักขนาภัพพะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้มีปกติได้สมาบัติมีรูปเป็นอารมณ์หรือมีอรูปเป็นอารมณ์
แต่บุคคลนั้นมิใช่จะได้ตามที่ต้องการ มิใช่จะได้โดยไม่ยาก มิใช่จะได้โดยไม่ลำบาก
มิใช่จะเข้าสมาบัติหรือออกจากสมาบัติได้ตามโอกาสที่ต้องการ ตามสมาบัติที่ต้องการ
ตามกำหนดเวลาที่ต้องการ ถ้าตามรักษา ย่อมไม่เสื่อมจากสมาบัติเหล่านั้น ถ้า
ไม่ตามรักษา ย่อมเสื่อมจากสมาบัติเหล่านั้น บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นอนุรักขนาภัพพะ
เชิงอรรถ :
๑ ตามใส่ใจในที่นี้หมายถึงเข้าสมาบัติเนืองๆ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗/๔๐)

150
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 151 (เล่ม 36)

[๙] บุคคลผู้เป็นปุถุชน เป็นไฉน
บุคคลใดยังละสังโยชน์ ๓ ไม่ได้และไม่ปฏิบัติเพื่อละสภาวธรรมเหล่านั้น บุคคล
นี้เรียกว่า ผู้เป็นปุถุชน
[๑๐] บุคคลผู้เป็นโคตรภู เป็นไฉน
การก้าวลงสู่อริยธรรมมีในลำดับแห่งสภาวธรรมเหล่าใด บุคคลผู้ประกอบด้วย
สภาวธรรมเหล่านั้น บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นโคตรภู
[๑๑] บุคคลผู้เป็นภยูปรตะ เป็นไฉน
พระเสขะ ๗ จำพวกและปุถุชนผู้มีศีลชื่อว่าผู้เป็นภยูปรตะ พระอรหันต์ชื่อว่า
ผู้เป็นอภยูปรตะ
[๑๒] บุคคลผู้เป็นอภัพพาคมนะ เป็นไฉน
บุคคลผู้ประกอบด้วยเครื่องกั้นคือกรรม๑ เครื่องกั้นคือกิเลส๒ เครื่องกั้นคือ
วิบาก๓ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม โง่เขลา ไม่ควรหยั่งลงสู่
นิยาม๔ ที่ถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย บุคคลเหล่านี้เรียกว่า ผู้เป็นอภัพพาคมนะ
[๑๓] บุคคลผู้เป็นภัพพาคมนะ เป็นไฉน
บุคคลผู้ไม่ประกอบด้วยเครื่องกั้นคือกรรม เครื่องกั้นคือกิเลส เครื่องกั้นคือ
วิบาก เป็นผู้มีศรัทธา มีฉันทะ มีปัญญา ไม่โง่เขลา ควรหยั่งลงสู่นิยามที่ถูกต้อง
ในกุศลธรรมทั้งหลาย บุคคลเหล่านี้เรียกว่า ผู้เป็นภัพพาคมนะ
เชิงอรรถ :
๑ กรรม ในที่นี้หมายถึงอนันตริยกรรม ๕ คือ (๑) ฆ่ามารดา (๒) ฆ่าบิดา (๓) ฆ่าพระอรหันต์ (๔) ทำร้าย
พระพุทธเจ้าจนถึงห้อพระโลหิต (๕) ทำสงฆ์ให้แตกกัน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๒/๔๒)
๒ กิเลสในที่นี้หมายถึงนิยตมิจฉาทิฏฐิ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๒/๔๒)
๓ วิบากในที่นี้หมายถึงอเหตุกปฏิสนธิ ได้แก่ ปฏิสนธิที่ปราศจากกุศลเหตุ ๓ ประการ คือ อโลภะ อโทสะ
และอโมหะ ได้แก่ ปฏิสนธิของสัตว์ดิรัจฉาน และทุกเหตุกปฏิสนธิ หมายถึงปฎิสนธิที่ปราศจากอโมหเหตุ
ได้แก่ ปฏิสนธิของมนุษย์บางจำพวก เช่น พวกที่บอด ใบ้ มาแต่กำเนิด (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๒/๔๒)
๔ นิยาม ในที่นี้หมายถึงมรรค (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๒/๔๒)

151
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 152 (เล่ม 36)

[๑๔] บุคคลผู้เป็นนิยตะ เป็นไฉน
บุคคลผู้ทำอนันตริยกรรม ๕ จำพวก บุคคลผู้เป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิ และพระ
อริยบุคคล ๘ จำพวกชื่อว่าผู้เป็นนิยตะ บุคคลที่เหลือชื่อว่าผู้เป็นอนิยตะ
[๑๕] บุคคลผู้เป็นปฏิปันนกะ เป็นไฉน
บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๔ จำพวก ชื่อว่าผู้เป็นปฏิปันนกะ บุคคลผู้
พร้อมเพรียงด้วยผล ๔ จำพวกชื่อว่าผู้เป็นผเลฐิตะ
[๑๖] บุคคลผู้เป็นสมสีสี เป็นไฉน
ความสิ้นอาสวะและความสิ้นชีวิตของบุคคลใดไม่ก่อนไม่หลัง บุคคลนี้เรียกว่า
ผู้เป็นสมสีสี
[๑๗] บุคคลผู้เป็นฐิตกัปปี เป็นไฉน
บุคคลนี้เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล และเป็นเวลาที่กัปถูกไฟไหม้
กัปไม่พึงถูกไฟไหม้ตราบเท่าที่บุคคลนี้ยังไม่ทำให้แจ้งโสดาปัตติผล บุคคลนี้เรียกว่า
ผู้เป็นฐิตกัปปี บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแม้ทั้งหมดชื่อว่าผู้เป็นฐิตกัปปี
[๑๘] บุคคลผู้เป็นอริยะ เป็นไฉน
พระอริยบุคคล ๘ จำพวกชื่อว่าผู้เป็นอริยะ บุคคลที่เหลือชื่อว่าผู้เป็นอนริยะ
[๑๙] บุคคลผู้เป็นเสขะ เป็นไฉน
บุคคลเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๔ จำพวก บุคคลเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วย
ผล ๓ จำพวก ชื่อว่าผู้เป็นเสขะ พระอรหันต์ชื่อว่าผู้เป็นอเสขะ บุคคลที่เหลือชื่อว่า
ผู้เป็นเนวเสขานาเสขะ
[๒๐] บุคคลผู้เป็นเตวิชชะ เป็นไฉน
บุคคลผู้ประกอบด้วยวิชชา ๓ ชื่อว่าผู้เป็นเตวิชชะ
[๒๑] บุคคลผู้เป็นฉฬภิญญะ เป็นไฉน
บุคคลผู้ประกอบด้วยอภิญญา ๖ ชื่อว่าผู้เป็นฉฬภิญญะ

152
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 153 (เล่ม 36)

[๒๒] บุคคลผู้เป็นสัมมาสัมพุทธะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ตรัสรู้สัจจะ ๔ ด้วยตนเองในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อน
บรรลุความเป็นสัพพัญญูในธรรมคือสัจจะ ๔ นั้น และถึงความชำนาญในทศพลญาณ
บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นสัมมาสัมพุทธะ
[๒๓] บุคคลผู้เป็นปัจเจกพุทธะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ตรัสรู้สัจจะ ๔ ด้วยตนเองในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อน
แต่ไม่บรรลุความเป็นสัพพัญญูในธรรมคือสัจจะ ๔ นั้น และไม่ถึงความชำนาญใน
ทศพลญาณ บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นปัจเจกพุทธะ
[๒๔] บุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุตตะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกายอยู่และอาสวะทั้งหลายของเขา
ย่อมสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นอุภโตภาควิมุตตะ
[๒๕] บุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุตตะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกายอยู่ แต่อาสวะทั้งหลาย
ของเขาย่อมสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นปัญญาวิมุตตะ
[๒๖] บุคคลผู้เป็นกายสักขี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกายอยู่ และอาสวะทั้งหลายของ
เขาย่อมสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นกายสักขี
[๒๗] บุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุเกิดแห่งทุกข์
นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อนึ่ง สภาวธรรมที่พระตถาคต
ประกาศแล้วเป็นอันเขาเห็นชัดแล้วประพฤติดีแล้วด้วยปัญญา และอาสวะบางอย่าง
ของเขาย่อมสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ
[๒๘] บุคคลผู้เป็นสัทธาวิมุตตะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุเกิดแห่งทุกข์
นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อนึ่ง สภาวธรรมที่พระตถาคต
ประกาศแล้วเป็นอันเขาเห็นชัดแล้วประพฤติดีแล้วด้วยปัญญา และอาสวะบางอย่าง

153
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 154 (เล่ม 36)

ของเขาย่อมสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา แต่ไม่เหมือนผู้ชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ บุคคลนี้
เรียกว่า ผู้เป็นสัทธาวิมุตตะ
[๒๙] บุคคลผู้เป็นธัมมานุสารี เป็นไฉน
ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผลมีประมาณยิ่ง
บุคคลนั้นย่อมเจริญอริยมรรคอันมีปัญญาเป็นตัวนำ มีปัญญาเป็นประธาน บุคคล
นี้เรียกว่า ผู้เป็นธัมมานุสารี บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผลชื่อว่าผู้เป็น
ธัมมานุสารี บุคคลผู้ตั้งอยู่ในผลชื่อว่าผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ
[๓๐] บุคคลผู้เป็นสัทธานุสารี เป็นไฉน
สัทธินทรีย์ของบุคคลใดผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผลมีประมาณยิ่ง
บุคคลนั้นย่อมเจริญอริยมรรคอันมีศรัทธาเป็นตัวนำ มีศรัทธาเป็นประธาน บุคคล
นี้เรียกว่า ผู้เป็นสัทธานุสารี บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผลชื่อว่าผู้เป็น
สัทธานุสารี บุคคลผู้ตั้งอยู่ในผลชื่อว่าผู้เป็นสัทธาวิมุตตะ
[๓๑] บุคคลผู้เป็นสัตตักขัตตุปรมะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป เป็นโสดาบัน ไม่มี
ทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิ๑ ในวันข้างหน้า บุคคลนั้นท่องเที่ยวไป
ในเทวโลกและมนุษยโลก ๗ ชาติแล้วจึงจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็น
สัตตักขัตตุปรมะ
[๓๒] บุคคลผู้เป็นโกลังโกละ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป เป็นโสดาบัน ไม่มี
ทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า บุคคลนั้นท่องเที่ยวไป ๒
หรือ ๓ ตระกูลแล้วจึงจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นโกลังโกละ
[๓๓] บุคคลผู้เป็นเอกพีชี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป เป็นโสดาบัน ไม่มี
ทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า บุคคลนั้นเกิดเป็น
มนุษย์ภพเดียวเท่านั้นก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นเอกพีชี
เชิงอรรถ :
๑ สัมโพธิ ในที่นี้หมายถึงมรรคเบื้องสูง ๓ (คือ สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค)
(สารตฺถ.ฏีกา ๑/๒๑/๕๕๙)

154
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 155 (เล่ม 36)

[๓๔] บุคคลผู้เป็นสกทาคามี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป และเพราะทำราคะ
โทสะ และโมหะให้เบาบาง เป็นสกทาคามี มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้นก็จะ
ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นสกทาคามี
[๓๕] บุคคลผู้เป็นอนาคามี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง ๕ ประการสิ้นไป เป็น
โอปปาติกะ๑ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุทธาวาสนั้น ไม่กลับมาจากภพนั้นเป็น
ธรรมดา บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นอนาคามี
[๓๖] บุคคลผู้เป็นอันตราปรินิพพายี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง ๕ ประการสิ้นไป เป็น
โอปปาติกะ ปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนั้น ไม่กลับมาจากภพนั้นเป็นธรรมดา
บุคคลนั้นยังอริยมรรคให้เกิดขึ้นเพื่อละสังโยชน์เบื้องสูงในลำดับที่เกิดบ้าง ยังไม่ถึง
ท่ามกลางประมาณอายุบ้าง บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นอันตราปรินิพพายี
[๓๗] บุคคลผู้เป็นอุปหัจจปรินิพพายี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง ๕ ประการสิ้นไป เป็น
โอปปาติกะ ปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนั้น ไม่กลับมาจากภพนั้นเป็นธรรมดา
บุคคลนั้นยังอริยมรรคให้เกิดขึ้นเพื่อละสังโยชน์เบื้องสูง ก้าวล่วงท่ามกลางประมาณ
อายุบ้าง ใกล้จะทำกาลกิริยาบ้าง บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นอุปหัจจปรินิพพายี
[๓๘] บุคคลผู้เป็นอสังขารปรินิพพายี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง ๕ ประการสิ้นไป เป็น
โอปปาติกะ ปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนั้น ไม่กลับมาจากภพนั้นเป็นธรรมดา
บุคคลนั้นยังอริยมรรคให้เกิดขึ้นโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากเพื่อละสังโยชน์เบื้องสูง
บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นอสังขารปรินิพพายี
เชิงอรรถ :
๑ โอปปาติกะ ในที่นี้หมายถึงสัตว์ที่เกิดและเติบโตทันทีเมื่อตายก็หายวับไปไม่ทิ้งซากศพไว้ เช่น เทวดา
และสัตว์นรกเป็นต้น (ที.สี.อ. ๑๗๑/๑๔๙)

155
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 156 (เล่ม 36)

[๓๙] บุคคลผู้เป็นสสังขารปรินิพพายี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง ๕ ประการสิ้นไป เป็น
โอปปาติกะ ปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนั้น ไม่กลับมาจากภพนั้นเป็นธรรมดา บุคคล
นั้นยังอริยมรรคให้เกิดขึ้นโดยต้องใช้ความพยายามมากเพื่อละสังโยชน์เบื้องสูง
บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นสสังขารปรินิพพายี
[๔๐] บุคคลผู้เป็นอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง ๕ ประการสิ้นไป เป็น
โอปปาติกะ ปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนั้น ไม่กลับมาจากภพนั้นเป็นธรรมดา
บุคคลนั้นจุติจากอวิหาภพแล้วไปสู่ชั้นอตัปปาภพ จุติจากชั้นอตัปปาภพแล้วไปสู่ชั้น
สุทัสสาภพ จุติจากชั้นสุทัสสาภพแล้วไปสู่ชั้นสุทัสสีภพ จุติจากชั้นสุทัสสีภพแล้ว
ไปสู่ชั้นอกนิฏฐภพ ยังอริยมรรคให้เกิดขึ้นในชั้นอกนิฏฐภพเพื่อละสังโยชน์เบื้องสูง
บุคคลนี้เรียกว่า อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี
[๔๑] บุคคลผู้เป็นโสดาบันและบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล
เป็นไฉน
บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อละสังโยชน์ ๓ ชื่อว่าผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล
บุคคลใดละสังโยชน์ ๓ ได้แล้ว บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นโสดาบัน
[๔๒] บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำกามราคะและพยาบาทให้เบาบางชื่อว่าผู้ปฏิบัติ
เพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล บุคคลใดทำกามราคะและพยาบาทให้เบาบาง บุคคล
นี้เรียกว่า ผู้เป็นสกทาคามี
[๔๓] บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อละกามราคะและพยาบาทโดยไม่เหลือชื่อว่าผู้ปฏิบัติ
เพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล บุคคลใดละกามราคะและพยาบาทได้โดยไม่เหลือ บุคคล
นี้เรียกว่า ผู้เป็นอนาคามี
[๔๔] บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา
โดยไม่เหลือชื่อว่าผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล บุคคลใดละรูปราคะ อรูปราคะ
มานะ อุทธัจจะ และอวิชชาได้โดยไม่เหลือ บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นอรหันต์
เอกกนิทเทส จบ

156