พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 137 (เล่ม 36)

๕. อินทริยบัญญัติ
[๖] การบัญญัติสภาวธรรมที่เป็นใหญ่ว่าเป็นอินทรีย์ มีเท่าไร
อินทริยบัญญัติมี ๒๒ คือ
๑. จักขุนทรีย์ ๒. โสตินทรีย์
๓. ฆานินทรีย์ ๔. ชิวหินทรีย์
๕. กายินทรีย์ ๖. มนินทรีย์
๗. อิตถินทรีย์ ๘. ปุริสินทรีย์
๙. ชีวิตินทรีย์ ๑๐. สุขินทรีย์
๑๑. ทุกขินทรีย์ ๑๒. โสมนัสสินทรีย์
๑๓. โทมนัสสินทรีย์ ๑๔. อุเปกขินทรีย์
๑๕. สัทธินทรีย์ ๑๖. วิริยินทรีย์
๑๗. สตินทรีย์ ๑๘. สมาธินทรีย์
๑๙. ปัญญินทรีย์ ๒๐. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
๒๑. อัญญินทรีย์ ๒๒. อัญญาตาวินทรีย์
การบัญญัติสภาวธรรมที่เป็นใหญ่ว่าเป็นอินทรีย์มีเท่านี้
๖. ปุคคลบัญญัติ
[๗] การบัญญัติเหล่าบุคคลว่าเป็นบุคคล มีเท่าไร
บุคคล ๑ จำพวก คือ
๑. บุคคลผู้เป็นสมยวิมุตตะ (๑) ๒. บุคคลผู้เป็นอสมยวิมุตตะ (๒)
๓. บุคคลผู้เป็นกุปปธรรม (๓) ๔. บุคคลผู้เป็นอกุปปธรรม (๔)
๕. บุคคลผู้เป็นปริหานธรรม (๕) ๖. บุคคลผู้เป็นอปริหานธรรม (๖)
๗. บุคคลผู้เป็นเจตนาภัพพะ (๗) ๘. บุคคลผู้เป็นอนุรักขนาภัพพะ (๘)
๙. บุคคลผู้เป็นปุถุชน (๙) ๑๐. บุคคลผู้เป็นโคตรภู (๑๐)
๑๑. บุคคลผู้เป็นภยูปรตะ(๑๑) ๑๒. บุคคลผู้เป็นอภยูปรตะ (๑๑)
๑๓. บุคคลผู้เป็นภัพพาคมนะ (๑๓) ๑๔. บุคคลผู้เป็นอภัพพาคมนะ (๑๒)
๑๕. บุคคลผู้เป็นนิยตะ (๑๔) ๑๖. บุคคลผู้เป็นอนิยตะ (๑๔)

137
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 138 (เล่ม 36)

๑๗. บุคคลผู้เป็นปฏิปันนกะ (๑๕) ๑๘. บุคคลผู้เป็นผเลฐิตะ (๑๕)
๑๙. บุคคลผู้เป็นสมสีสี (๑๖) ๒๐. บุคคลผู้เป็นฐิตกัปปี (๑๗)
๒๑. บุคคลผู้เป็นอริยะ (๑๘) ๒๒. บุคคลผู้เป็นอนริยะ (๑๘)
๒๓. บุคคลผู้เป็นเสขะ (๑๙) ๒๔. บุคคลผู้เป็นอเสขะ (๑๙)
๒๕. บุคคลผู้เป็นเนวเสขานาเสขะ (๑๙) ๒๖. บุคคลผู้เป็นเตวิชชะ (๒๐)
๒๗. บุคคลผู้เป็นฉฬภิญญะ (๒๑) ๒๘. บุคคลผู้เป็นสัมมาสัมพุทธะ (๒๒)
๒๙. บุคคลผู้เป็นปัจเจกพุทธะ (๒๓) ๓๐. บุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุตตะ (๒๔)
๓๑. บุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุตตะ (๒๕) ๓๒. บุคคลผู้เป็นกายสักขี (๒๖)
๓๓. บุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ (๒๗) ๓๔. บุคคลผู้เป็นสัทธาวิมุตตะ (๒๘)
๓๕. บุคคลผู้เป็นธัมมานุสารี (๒๙) ๓๖. บุคคลผู้เป็นสัทธานุสารี (๓๐)
๓๗. บุคคลผู้เป็นสัตตักขัตตุปรมะ (๓๑) ๓๘. บุคคลผู้เป็นโกลังโกละ (๓๒)
๓๙. บุคคลผู้เป็นเอกพีชี (๓๓) ๔๐. บุคคลผู้เป็นสกทาคามี (๓๔)
๔๑. บุคคลผู้เป็นอนาคามี (๓๕)
๔๒. บุคคลผู้เป็นอันตราปรินิพพายี (๓๖)
๔๓. บุคคลผู้เป็นอุปหัจจปรินิพพายี (๓๗)
๔๔. บุคคลผู้เป็นอสังขารปรินิพพายี (๓๘)
๔๕. บุคคลผู้เป็นสสังขารปรินิพพายี (๓๙)
๔๖. บุคคลผู้เป็นอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (๔๐)
๔๗. บุคคลผู้เป็นโสดาบัน (๔๑)
๔๘. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล (๔๑)
๔๙. บุคคลผู้เป็นสกทาคามี (๔๒)
๕๐. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล (๔๒)
๕๑. บุคคลผู้เป็นอนาคามี (๔๓)
๕๒. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล (๔๓)
๕๓. บุคคลผู้เป็นอรหันต์ (๔๔)
๕๔. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล (๔๔)
เอกกอุทเทส จบ

138
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 139 (เล่ม 36)

๒. ทุกอุทเทส
หมวดว่าด้วยบุคคล ๒ จำพวก
[๘] บุคคล ๒ จำพวก คือ
๑. บุคคลผู้มักโกรธ บุคคลผู้ผูกโกรธ (๔๕๔๖)
๒. บุคคลผู้มักลบหลู่ บุคคลผู้ตีเสมอ (๔๗๔๘)
๓. บุคคลผู้มีความริษยา บุคคลผู้มีความตระหนี่ (๔๙๕๐)
๔. บุคคลผู้โอ้อวด บุคคลผู้มีมายา (๕๑๕๒)
๕. บุคคลผู้ไม่มีหิริ บุคคลผู้ไม่มีโอตตัปปะ (๕๓๕๔)
๖. บุคคลผู้ว่ายาก บุคคลผู้มีมิตรชั่ว (๕๕๕๖)
๗. บุคคลผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ บุคคลผู้ไม่รู้จักประมาณในการ
บริโภค (๕๗๕๘)
๘. บุคคลผู้มีสติหลงลืม บุคคลผู้ไม่มีสัมปชัญญะ (๕๙๖๐)
๙. บุคคลผู้มีศีลวิบัติ บุคคลผู้มีทิฏฐิวิบัติ (๖๑๖๒)
๑๐. บุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายใน บุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายนอก (๖๓๖๔)
๑๑. บุคคลผู้ไม่มักโกรธ บุคคลผู้ไม่ผูกโกรธ (๖๕๖๖)
๑๒. บุคคลผู้ไม่ลบหลู่ บุคคลผู้ไม่ตีเสมอ (๖๗๖๘)
๑๓. บุคคลผู้ไม่ริษยา บุคคลผู้ไม่ตระหนี่ (๖๙๗๐)
๑๔. บุคคลผู้ไม่โอ้อวด บุคคลผู้ไม่มีมายา (๗๑๗๒)
๑๕. บุคคลผู้มีหิริ บุคคลผู้มีโอตตัปปะ (๗๓๗๔)
๑๖. บุคคลผู้ว่าง่าย บุคคลผู้มีมิตรดี (๗๕๗๖)
๑๗. บุคคลผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ บุคคลผู้รู้ประมาณในการบริโภค
(๗๗๗๘)
๑๘. บุคคลผู้มีสติตั้งมั่น บุคคลผู้มีสัมปชัญญะ (๗๙๘๐)
๑๙. บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ (๘๑๘๒)
๒๐. บุคคลผู้หาได้ยากในโลก ๒ จำพวก (๘๓)

139
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 140 (เล่ม 36)

๒๑. บุคคลผู้ให้อิ่มได้ยาก ๒ จำพวก (๘๔)
๒๒. บุคคลผู้ให้อิ่มได้ง่าย ๒ จำพวก (๘๕)
๒๓. อาสวะของบุคคล ๒ จำพวกเหล่าไหนย่อมเพิ่มพูน (๘๖)
๒๔. อาสวะของบุคคล ๒ จำพวกเหล่าไหนย่อมไม่เพิ่มพูน (๘๗)
๒๕. บุคคลผู้มีอัธยาศัยเลว บุคคลผู้มีอัธยาศัยประณีต (๘๘๘๙)
๒๖. บุคคลผู้อิ่มแล้ว บุคคลผู้ทำคนอื่นให้อิ่ม (๙๐)
ทุกอุทเทส จบ
๓. ติกอุทเทส
หมวดว่าด้วยบุคคล ๓ จำพวก
[๙] บุคคล ๓ จำพวก คือ
๑. บุคคลที่หมดความหวัง บุคคลที่ยังมีความหวัง บุคคลที่ปราศจาก
ความหวัง (๙๑๙๓)
๒. บุคคลเปรียบเหมือนคนไข้ ๓ จำพวก (๙๔)
๓. บุคคลผู้เป็นกายสักขี บุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลผู้เป็นสัทธา-
วิมุตตะ (๙๕๙๗)
๔. บุคคลผู้พูดภาษาคูถ บุคคลผู้พูดภาษาดอกไม้ บุคคลผู้พูดภาษา
น้ำผึ้ง (๙๘๑๐๐)
๕. บุคคลผู้มีจิตเหมือนแผลเก่า บุคคลผู้มีจิตเหมือนฟ้าแลบ บุคคลผู้มี
จิตเหมือนเพชร (๑๐๑๑๐๓)
๖. บุคคลตาบอด บุคคลตาเดียว บุคคลสองตา (๑๐๔๑๐๖)
๗. บุคคลผู้มีปัญญาเหมือนหม้อคว่ำ บุคคลผู้มีปัญญาเหมือนชายพก
บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวาง (๑๐๗๑๐๙)
๘. บุคคลบางคนยังมีกามราคะและภวราคะ บุคคลบางคนไม่มีกามราคะ
แต่ยังมีภวราคะ บุคคลบางคนไม่มีทั้งกามราคะและภวราคะ (๑๑๐
๑๑๒)

140
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 141 (เล่ม 36)

๙. บุคคลผู้เปรียบเหมือนรอยขีดบนแผ่นหิน บุคคลผู้เปรียบเหมือน
รอยขีดที่แผ่นดิน บุคคลผู้เปรียบเหมือนรอยขีดที่น้ำ (๑๑๓๑๑๕)
๑๐. บุคคลเปรียบเหมือนผ้าเปลือกไม้ ๓ จำพวก (๑๑๖)
๑๑. บุคคลเปรียบเหมือนผ้าแคว้นกาสี ๓ จำพวก (๑๑๗)
๑๒. บุคคลผู้ประมาณได้ง่าย บุคคลผู้ประมาณได้ยาก บุคคลผู้ประมาณ
ไม่ได้ (๑๑๘๑๒๐)
๑๓. บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าไปนั่งใกล้
บุคคลบางคนในโลกนี้ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าไปนั่งใกล้ บุคคลบาง
คนในโลกนี้ควรสักการะ เคารพ แล้วจึงเสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้ (๑๒๑
๑๒๓)
๑๔. บุคคลบางคนที่ควรรังเกียจ ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าไปนั่ง
ใกล้ บุคคลบางคนที่ควรวางเฉย ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าไป
นั่งใกล้ บุคคลบางคนที่ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าไปนั่งเข้าใกล้ (๑๒๔
๑๒๖)
๑๕. บุคคลบางคนมีปกติทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำให้พอประมาณในสมาธิ
ทำให้พอประมาณในปัญญา บุคคลบางคนมีปกติทำให้บริบูรณ์ในศีล
ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ ทำให้พอประมาณในปัญญา บุคคลบางคนมี
ปกติทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ ทำให้บริบูรณ์ใน
ปัญญา (๑๒๗๑๒๙)
๑๖. บุคคลผู้เป็นศาสดา ๓ จำพวก (๑๓๐)
๑๗. บุคคลผู้เป็นศาสดา ๓ จำพวก แม้อื่นอีก (๑๓๑)
ติกอุทเทส จบ
๔. จตุกกอุทเทส
หมวดว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวก
[๑๐] บุคคล ๔ จำพวก คือ
๑. บุคคลผู้เป็นอสัตบุรุษ บุคคลผู้เป็นอสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ บุคคล
ผู้เป็นสัตบุรุษ บุคคลผู้เป็นสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ (๑๓๒๑๓๕)

141
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 142 (เล่ม 36)

๒. บุคคลผู้เป็นคนชั่ว บุคคลผู้เป็นคนชั่วที่ยิ่งกว่าคนชั่ว บุคคลผู้เป็น
คนดี บุคคลผู้เป็นคนดีที่ยิ่งกว่าคนดี (๑๓๖๑๓๙)
๓. บุคคลผู้มีธรรมชั่ว บุคคลผู้มีธรรมชั่วที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมชั่ว บุคคล
ผู้มีธรรมดี บุคคลผู้มีธรรมดีที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมดี (๑๔๐๑๔๓)
๔. บุคคลผู้มีแต่โทษ บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนมาก บุคคลผู้มีโทษเป็น
ส่วนน้อย บุคคลผู้ไม่มีโทษ (๑๔๔๑๔๗)
๕. บุคคลผู้เป็นอุคฆฏิตัญญู บุคคลผู้เป็นวิปจิตัญญู บุคคลผู้เป็นเนยยะ
บุคคลผู้เป็นปทปรมะ (๑๔๘๑๕๑)
๖. บุคคลผู้ตอบได้ถูกต้องแต่ไม่รวดเร็ว บุคคลผู้ตอบได้รวดเร็วแต่ไม่
ถูกต้อง บุคคลผู้ตอบได้ถูกต้องและรวดเร็ว บุคคลผู้ตอบได้ไม่
ถูกต้องและไม่รวดเร็ว (๑๕๒๑๕๕)
๗. บุคคลผู้เป็นธรรมกถึก ๔ จำพวก (๑๕๖)
๘. บุคคลเปรียบเหมือนเมฆ ๔ จำพวก (๑๕๗)
๙. บุคคลเปรียบเหมือนหนู ๔ จำพวก (๑๕๘)
๑๐. บุคคลเปรียบเหมือนมะม่วง ๔ จำพวก (๑๕๙)
๑๑. บุคคลเปรียบเหมือนหม้อ ๔ จำพวก (๑๖๐)
๑๒. บุคคลเปรียบเหมือนห้วงน้ำ ๔ จำพวก (๑๖๑)
๑๓. บุคคลเปรียบเหมือนโคผู้ ๔ จำพวก (๑๖๒)
๑๔. บุคคลเปรียบเหมือนอสรพิษ ๔ จำพวก (๑๖๓)
๑๕. บุคคลไม่พิจารณาไม่ไตร่ตรองแล้วกล่าวสรรเสริญผู้ควรติเตียน
จำพวก ๑ บุคคลไม่พิจารณาไม่ไตร่ตรองแล้วกล่าวติเตียนผู้ควร
สรรเสริญจำพวก ๑ บุคคลไม่พิจารณาไม่ไตร่ตรองแล้วแสดงความ
เลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใสจำพวก ๑ บุคคลไม่พิจารณาไม่
ไตร่ตรองแล้วแสดงความไม่เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใสจำพวก ๑
(๑๖๔)
๑๖. บุคคลพิจารณาไตร่ตรองแล้วกล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนจำพวก ๑
บุคคลพิจารณาไตร่ตรองแล้วกล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญจำพวก ๑

142
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 143 (เล่ม 36)

บุคคลพิจารณาไตร่ตรองแล้วแสดงความไม่เลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควร
เลื่อมใสจำพวก ๑ บุคคลพิจารณาไตร่ตรองแล้วแสดงความเลื่อมใส
ในฐานะที่ควรเลื่อมใสจำพวก ๑ (๑๖๕)
๑๗. บุคคลกล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริงเหมาะแก่กาลแต่
ไม่กล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงเหมาะแก่กาล
จำพวก ๑ บุคคลกล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริง
เหมาะแก่กาลแต่ไม่กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง
เหมาะแก่กาลจำพวก ๑ บุคคลกล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนตาม
ความเป็นจริงเหมาะแก่กาลและกล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญ
ตามความเป็นจริงเหมาะแก่กาลจำพวก ๑ บุคคลไม่กล่าวติเตียนผู้
ควรติเตียนตามความเป็นจริงเหมาะแก่กาลและไม่กล่าวสรรเสริญผู้
ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงเหมาะแก่กาลจำพวก ๑ (๑๖๖)
๑๘. บุคคลผู้ดำรงชีพด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียรแต่ไม่ดำรงชีพด้วย
ผลแห่งบุญ บุคคลผู้ดำรงชีพด้วยผลแห่งบุญแต่ไม่ดำรงชีพด้วยผล
แห่งความขยันหมั่นเพียร บุคคลผู้ดำรงชีพด้วยผลแห่งความขยัน
หมั่นเพียรและดำรงชีพด้วยผลแห่งบุญ บุคคลผู้ไม่ดำรงชีพด้วยผล
แห่งความขยันหมั่นเพียรและไม่ดำรงชีพด้วยผลแห่งบุญ (๑๖๗)
๑๙. บุคคลผู้มืดมาและมืดไป บุคคลผู้มืดมาแต่สว่างไป บุคคลผู้สว่าง
มาแต่มืดไป บุคคลผู้สว่างมาและสว่างไป (๑๖๘)
๒๐. บุคคลผู้ต่ำมาและต่ำไป บุคคลผู้ต่ำมาแต่สูงไป บุคคลผู้สูงมาแต่
ต่ำไป บุคคลผู้สูงมาและสูงไป (๑๖๙)
๒๑. บุคคลเปรียบเหมือนต้นไม้ ๔ จำพวก (๑๗๐)
๒๒. บุคคลผู้ถือรูปเป็นประมาณ เลื่อมใสในรูป บุคคลผู้ถือเสียงเป็น
ประมาณ เลื่อมใสในเสียง (๑๗๑)
๒๓. บุคคลผู้ถือความเศร้าหมองเป็นประมาณ เลื่อมใสในความเศร้าหมอง
บุคคลผู้ถือธรรมเป็นประมาณ เลื่อมในในธรรม (๑๗๒)

143
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 144 (เล่ม 36)

๒๔. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองแต่ไม่ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น
จำพวก ๑ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลผู้อื่นแต่ไม่ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูล
ตนเองจำพวก ๑ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองและปฏิบัติเพื่อ
เกื้อกูลผู้อื่นจำพวก ๑ บุคคลผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองและไม่
ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลผู้อื่นจำพวก ๑ (๑๗๓)
๒๕. บุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อนหมั่นประกอบในการทำตนให้เดือดร้อน
จำพวก ๑ บุคคลผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำผู้
อื่นให้เดือดร้อนจำพวก ๑ บุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อนหมั่นประกอบ
ในการทำตนให้เดือดร้อน และทำผู้อื่นให้เดือดร้อนหมั่นประกอบใน
การทำผู้อื่นให้เดือดร้อนจำพวก ๑ บุคคลผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อนไม่
หมั่นประกอบในการทำตนให้เดือดร้อน และไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน
ไม่หมั่นประกอบในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อนจำพวก ๑ บุคคลนั้นไม่
ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นผู้ไม่หิว ดับร้อน
เย็นใจ เสวยสุข มีตนประเสริฐอยู่ในปัจจุบัน (๑๗๔๑๘๕)
๒๖. บุคคลผู้มีราคะ บุคคลผู้มีโทสะ บุคคลผู้มีโมหะ บุคคลผู้มีมานะ (๑๘๖)
๒๗. บุคคลผู้ได้ความสงบแห่งจิตภายในแต่ไม่ได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วย
ปัญญาอันยิ่งจำพวก ๑ บุคคลผู้ได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญา
อันยิ่งแต่ไม่ได้ความสงบแห่งจิตภายในจำพวก ๑ บุคคลผู้ได้ความ
สงบแห่งจิตภายในและได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง
จำพวก ๑ บุคคลผู้ไม่ได้ความสงบแห่งจิตภายในและไม่ได้ความเห็น
แจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่งจำพวก ๑ (๑๘๗)
๒๘. บุคคลผู้ไปตามกระแส บุคคลผู้ไปทวนกระแส บุคคลผู้มีภาวะตั้งมั่น
บุคคลผู้ลอยบาปข้ามถึงฝั่งดำรงอยู่บนบก (๑๘๘)
๒๙. บุคคลผู้มีสุตะน้อยทั้งไม่เข้าถึงสุตะ บุคคลผู้มีสุตะน้อยแต่เข้าถึงสุตะ
บุคคลผู้มีสุตะมากแต่ไม่เข้าถึงสุตะ บุคคลผู้มีสุตะมากทั้งเข้าถึงสุตะ
(๑๘๙)

144
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 145 (เล่ม 36)

๓๐. บุคคลผู้เป็นสมณะไม่หวั่นไหว บุคคลผู้เป็นสมณะเหมือนดอกปทุม
บุคคลผู้เป็นสมณะเหมือนดอกบุณฑริก บุคคลผู้เป็นสมณะ
ผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะ (๑๙๐)
จตุกกอุทเทส จบ
๕. ปัญจกอุทเทส
หมวดว่าด้วยบุคคล ๕ จำพวก
[๑๑] บุคคล ๕ จำพวก คือ
๑. บุคคลผู้ต้องอาบัติและเดือดร้อนทั้งไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่ง
เจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับไปโดยไม่เหลือแห่งสภาวธรรม
เหล่านั้นที่เป็นอกุศลซึ่งเป็นบาปอันเกิดขึ้นแก่ตนจำพวก ๑ บุคคลผู้
ต้องอาบัติแต่ไม่เดือดร้อนทั้งไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับไปโดยไม่เหลือแห่งสภาวธรรมเหล่านั้นที่
เป็นอกุศลซึ่งเป็นบาปอันเกิดขึ้นแก่ตนจำพวก ๑ บุคคลผู้ไม่ต้องอาบัติ
แต่เดือดร้อนและไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตตติ
อันเป็นที่ดับไปโดยไม่เหลือแห่งสภาวธรรมเหล่านั้นที่เป็นอกุศลซึ่ง
เป็นบาปอันเกิดขึ้นแก่ตนจำพวก ๑ บุคคลผู้ไม่ต้องอาบัติ ไม่เดือดร้อน
แต่ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับ
ไปโดยไม่เหลือแห่งสภาวธรรมเหล่านั้นที่เป็นอกุศลซึ่งเป็นบาปอัน
เกิดขึ้นแก่ตนจำพวก ๑ บุคคลผู้ไม่ต้องอาบัติ ไม่เดือดร้อน และ
รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับไป
โดยไม่เหลือแห่งสภาวธรรมเหล่านั้นที่เป็นอกุศลซึ่งเป็นบาปอันเกิดขึ้น
แก่ตนจำพวก ๑ (๑๙๑)
๒. บุคคลให้แล้วดูหมิ่น บุคคลดูหมิ่นด้วยการอยู่ร่วมกัน บุคคลผู้เชื่อ
ง่าย บุคคลผู้โลเล บุคคลผู้โง่งมงาย (๑๙๒)

145
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ หน้าที่ 146 (เล่ม 36)

๓. บุคคลเปรียบเหมือนนักรบอาชีพ ๕ จำพวก (๑๙๓๑๙๘)
๔. ภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ๕ จำพวก (๑๙๙)
๕. ภิกษุผู้ถือการห้ามภัตอันเขานำมาถวายในภายหลังเป็นวัตร ๕ จำพวก (๒๐๐)
๖. ภิกษุผู้ถือการนั่งฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร
๗. ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ๕ จำพวก
๘. ภิกษุผู้ถือผ้าไตรจีวรเป็นวัตร ๕ จำพวก
๙. ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวก
๑๐. ภิกษุผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร ๕ จำพวก
๑๑. ภิกษุผู้ถือการอยู่กลางแจ้งเป็นวัตร ๕ จำพวก
๑๒. ภิกษุผู้ถือการนั่งเป็นวัตร ๕ จำพวก
๑๓. ภิกษุผู้ถือการนั่งบนอาสนะตามที่ได้จัดไว้เป็นวัตร ๕ จำพวก
๑๔. ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร ๕ จำพวก (๒๐๑)
ปัญจกอุทเทส จบ
๖. ฉักกอุทเทส
หมวดว่าด้วยบุคคล ๖ จำพวก
[๑๒] บุคคล ๖ จำพวก คือ
๑. บุคคลผู้ตรัสรู้สัจจะด้วยตนเองในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อน ถึง
ความเป็นสัพพัญญูในธรรมนั้น และถึงความชำนาญในทศพลญาณ
จำพวก ๑ บุคคลผู้ตรัสรู้สัจจะด้วยตนเองในธรรมที่ไม่เคยสดับมา
ก่อน แต่ไม่ถึงความเป็นสัพพัญญูในธรรมนั้น และไม่ถึงความ
ชำนาญในทศพลญาณจำพวก ๑ บุคคลผู้ไม่ตรัสรู้สัจจะด้วยตนเอง
ในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อน เป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบัน
และบรรลุสาวกบารมีจำพวก ๑ บุคคลผู้ไม่ตรัสรู้สัจจะด้วยตนเอง

146