พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 75 (เล่ม 27)

[๔๒] ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน สมญาว่าผู้มีกัลยาณธรรมในโลก
ข้าพระองค์ได้รับแล้วในวันนี้
ข้าพระองค์พิจารณาถึงสมญานั้นอยู่จักขอบวชในวันนี้
เพราะข้าพระองค์ไม่มีความพอใจในการบริโภคกามคุณในโลกนี้
กัลยาณธรรมชาดกที่ ๑ จบ
๒. ทัททรชาดก (๑๗๒)
ว่าด้วยราชสีห์กับสุนัขจิ้งจอกที่ภูเขาเงิน
(ลูกราชสีห์โพธิสัตว์ได้ยินเสียงสุนัขจิ้งจอก จึงถามบิดาว่า)
[๔๓] ข้าแต่พ่อผู้เป็นใหญ่กว่ามฤคชาติทั้งหลาย
ใครหนอส่งเสียงดัง บันลือลั่นตลอดทั่วภูเขาเงิน
สีหะทั้งหลายก็ไม่บันลือโต้ตอบมัน
มันเป็นสัตว์อะไร
(พ่อราชสีห์โพธิสัตว์ฟังคำของลูกแล้ว จึงกล่าวว่า)
[๔๔] ลูกเอ๋ย มันคือสุนัขจิ้งจอก
เป็นสัตว์ต่ำทรามกว่ามฤคชาติทั้งหลายที่กำลังหอนอยู่
สีหะทั้งหลายรังเกียจชาติของมันจึงนั่งนิ่งเฉยอยู่
ทัททรชาดกที่ ๒ จบ
๓. มักกฏชาดก (๑๗๓)
ว่าด้วยลิงปลอมเป็นดาบส
(ดาบสกุมารเห็นลิงปลอมเป็นดาบสแก่หนาวสั่นอยู่ไม่รู้ว่าเป็นลิง คิดจะให้เข้า
ไปผิงไฟในบรรณศาลา จึงพูดกับบิดาว่า)
[๔๕] ข้าแต่พ่อ พระดาบสรูปนั้นยืนพิงต้นตาลอยู่
อาศรมของเรานี้ก็มีอยู่ เราให้อาศรมเพื่อให้เขาอยู่เถิด

75
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 76 (เล่ม 27)

(ดาบสบิดาโพธิสัตว์ฟังคำของลูกแล้ว จึงกล่าวว่า)
[๔๖] ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าเรียกมันมาเลย
มันเข้ามาแล้วพึงทำลายอาศรมของเรา
หน้าตาของพราหมณ์ผู้มีศีลไม่ได้เป็นเช่นนั้นหรอก
มักกฏชาดกที่ ๓ จบ
๔. ทุพภิยมักกฏชาดก (๑๗๔)
ว่าด้วยลิงผู้มักประทุษร้ายมิตร
(พราหมณ์โพธิสัตว์เห็นกิริยาของลิง จึงกล่าวติเตียนว่า)
[๔๗] ข้าได้ให้น้ำอันเพียงพอแก่เจ้าผู้ถูกความร้อน
ในฤดูร้อนแผดเผา กระหายอยู่
บัดนี้ เจ้าดื่มแล้วยังกระทำเสียงเจี๊ยกๆ อยู่อีก
การคบหากับคนชั่วไม่ประเสริฐเลย
(ลิงผู้มักประทุษร้ายมิตรได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวผูกอาฆาตว่า)
[๔๘] ท่านเคยได้ยินหรือเคยได้เห็นมาบ้างไหมว่า
ลิงตัวไหนที่ชื่อว่าเป็นสัตว์มีศีล
บัดนี้ เราจะถ่ายอุจจาระรดศีรษะท่าน
นี้เป็นธรรมดาของเรา
ทุพภิยมักกฏชาดกที่ ๔ จบ
๕. อาทิจจุปัฏฐานชาดก (๑๗๕)
ว่าด้วยลิงไหว้พระอาทิตย์
(พวกมนุษย์เห็นกิริยาของลิงผู้ทำเป็นเหมือนบำเพ็ญตบะและเหมือนจำศีล
จึงกล่าวสรรเสริญว่า)
[๔๙] เล่ากันมาว่า บรรดาสัตว์ทั้งมวล สัตว์ที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลมีอยู่
ท่านจงดูลิงสาขะผู้ต่ำทราม มันยืนไหว้พระอาทิตย์อยู่

76
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 77 (เล่ม 27)

(ฤๅษีโพธิสัตว์เห็นพวกมนุษย์พากันสรรเสริญลิง จึงกล่าวเตือนว่า)
[๕๐] ท่านทั้งหลายไม่รู้ปกติของมัน
เพราะไม่รู้จึงพากันสรรเสริญ
โรงไฟก็ถูกมันเผา
และคนโทน้ำ ๒ ลูกก็ถูกมันทำลาย
อาทิจจุปัฏฐานชาดกที่ ๕ จบ
๖. กฬายมุฏฐิชาดก (๑๗๖)
ว่าด้วยลิงซัดลูกเดือยทิ้งทั้งกำมือ
(อำมาตย์โพธิสัตว์ผู้สำเร็จราชกิจกราบทูลถึงความประพฤติของลิงว่า)
[๕๑] ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน ลิงที่เที่ยวไปตามกิ่งไม้นี้
เป็นลิงโง่แท้ๆ ลิงตัวนี้ไม่มีปัญญา
มันซัดลูกเดือยทั้งกำจนหมด
แล้วเที่ยวหาลูกเดือยที่ตกลงไปยังพื้นดินกินทีละเม็ด
(ครั้นพระโพธิสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว จึงกราบทูลว่า)
[๕๒] ข้าแต่มหาราช พวกเราก็ดี ชนเหล่าอื่นก็ดี
ที่มีความโลภจัด จะเสื่อมจากประโยชน์ส่วนมาก
เพราะประโยชน์ส่วนน้อยเหมือนลิงเสื่อมจากลูกเดือย
กฬายมุฏฐิชาดกที่ ๖ จบ
๗. ตินทุกชาดก (๑๗๗)
ว่าด้วยอุบายกินผลมะพลับ
(ฝูงลิง ๘๐,๐๐๐ ตัวเห็นพวกมนุษย์ ตกใจกลัวตาย จึงไปบอกพญาวานร-
โพธิสัตว์ว่า)
[๕๓] พวกมนุษย์ถือคันธนูและกำลูกธนู ถือดาบอันคมกริบ
พากันล้อมพวกเราไว้ เราจักพ้นได้อย่างไรหนอ

77
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 78 (เล่ม 27)

(พญาวานรโพธิสัตว์ได้ฟังคำของพวกลิงแล้วได้ปลอบว่า)
[๕๔] พวกมนุษย์มีกิจการงานมาก
ประโยชน์บางอย่างจะพึงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
เวลาที่จะช่วงชิงเอาผลไม้ยังมีอยู่
พวกท่านจงเคี้ยวกินผลมะพลับนั้นเถิด
ตินทุกชาดกที่ ๗ จบ
๘. กัจฉปชาดก (๑๗๘)
ว่าด้วยเต่าสอนธรรม
(เต่าถูกช่างหม้อโพธิสัตว์ใช้จอบขุดทิ้งไว้บนบกได้รับเวทนา จึงได้พูดคร่ำครวญว่า)
[๕๕] เปือกตมนี้เป็นที่เกิดเป็นที่เติบโตของเรา
เพราะเหตุนั้น เราจึงได้อาศัยอยู่ในเปือกตม
เปือกตมจึงได้ทับถมเรานั้นให้ทุพพลภาพ
ท่านภัคคะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงฟังคำของเรา
เราจะกล่าวกับท่าน
[๕๖] ในบ้านก็ตาม ในป่าก็ตาม
สถานที่ใดบุคคลได้รับความสุข
สถานที่นั้นเป็นที่เกิดเป็นที่เจริญเติบโต
ของคนที่รู้จักเหตุอันควรและไม่ควร
บุคคลมีชีวิตอยู่ได้ในสถานที่ใด พึงไป ณ สถานที่นั้น
ไม่พึงให้ที่อยู่ทำลายตนเสียเลย
กัจฉปชาดกที่ ๘ จบ
๙. สตธัมมชาดก (๑๗๙)
ว่าด้วยสตธรรมมาณพ
(มาณพผู้ถือชาติสกุลบริโภคอาหารที่เป็นเดนแล้วคร่ำครวญว่า)

78
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 79 (เล่ม 27)

[๕๗] อาหารที่เราบริโภคแล้วนั้นเป็นของน้อยด้วย เป็นเดนด้วย
และเขาได้ให้อาหารนั้นแก่เราโดยยากแสนยากด้วย
เรานั้นเกิดเป็นพราหมณ์ เพราะเหตุนั้น
อาหารที่เราบริโภคเข้าไปแล้วจึงได้อาเจียนออกมา
(พระศาสดาทรงแสดงเรื่องอดีตนี้แล้ว ตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า)
[๕๘] ผู้ใดละทิ้งธรรม มีชีวิตอยู่โดยอธรรม
ผู้นั้นย่อมไม่เพลิดเพลินยินดีลาภแม้ที่ตนได้มาแล้ว
เหมือนสตธรรมพราหมณ์
สตธัมมชาดกที่ ๙ จบ
๑๐. ทุทททชาดก (๑๘๐)
ว่าด้วยสัตบุรุษให้ทานที่ให้ได้ยาก
(ฤๅษีโพธิสัตว์กล่าวสรรเสริญทานที่ทายกถวายด้วยจิตเลื่อมใสมีผลมากแล้ว
จึงอนุโมทนาว่า)
[๕๙] อสัตบุรุษทั้งหลายเมื่อจะให้ทานชื่อว่าให้ได้ยาก
เมื่อจะกระทำกรรมก็ชื่อว่าทำได้ยาก
ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายพวกอสัตบุรุษรู้ได้ยาก
และพวกอสัตบุรุษก็ทำตามได้ยาก
[๖๐] เพราะฉะนั้น สัตบุรุษและอสัตบุรุษ
จึงมีคติที่ไปจากโลกนี้ต่างกัน คือ
พวกอสัตบุรุษย่อมไปสู่นรก พวกสัตบุรุษย่อมไปสู่สวรรค์๑
ทุทททชาดกที่ ๑๐ จบ
กัลยาณวรรคที่ ๓ จบ
เชิงอรรถ :
๑ ดู ขุ.ชา. (แปล) ๒๘/๒๒๘๖๒๒๘๗/๕๓๗

79
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 80 (เล่ม 27)

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กัลยาณธรรมชาดก ๒. ทัททรชาดก
๓. มักกฏชาดก ๔. ทุพภิยมักกฏชาดก
๕. อาทิจจุปัฏฐานชาดก ๖. กฬายมุฏฐิชาดก
๗. ตินทุกชาดก ๘. กัจฉปชาดก
๙. สตธัมมชาดก ๑๐. ทุทททชาดก
๔. อสทิสวรรค
หมวดว่าด้วยอสทิสกุมาร
๑. อสทิสชาดก (๑๘๑)
ว่าด้วยอสทิสกุมาร
(พระศาสดาตรัสเล่าเรื่องอสทิสราชกุมารโพธิสัตว์ทรงขับพระราชาเจ็ดพระนคร
ให้หนีไป ได้ชัยชนะแล้ว ผนวชเป็นฤๅษีกับภิกษุทั้งหลาย จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า)
[๖๑] อสทิสราชบุตรทรงเป็นนักแม่นธนู
มีพลังมาก ยิงได้ไกล ยิงได้อย่างรวดเร็ว
และแม่นยำ ทำลายเป้าใหญ่ๆ ได้
[๖๒] พระองค์ทรงทำการรบให้ข้าศึกทั้งหมดหนีไป
แต่ไม่เบียดเบียนใครๆ
ช่วยพระอนุชาให้ถึงความสวัสดีแล้ว
ทรงเข้าถึงความสำรวม๑
อสทิสชาดกที่ ๑ จบ
๒. สังคามาวจรชาดก (๑๘๒)
ว่าด้วยช้างเข้าสู่สงคราม
(พระโพธิสัตว์ผู้เป็นคนฝึกช้างของพระราชาสอนช้างว่า)
เชิงอรรถ :
๑ ความสำรวม หมายถึงออกผนวช (ขุ.ชา.อ. ๓/๖๒/๑๒๑)

80
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 81 (เล่ม 27)

[๖๓] พญากุญชร ท่านได้ชื่อว่าเจนสงคราม กล้าหาญ มีกำลังมาก
ทำไมหนอ มาใกล้เขื่อนประตูแล้วจึงถอยกลับเสียเล่า
[๖๔] พญากุญชร ท่านจงหักลิ่มกลอน จงถอนเสาระเนียด
จงเหยียบทำลายซุ้มประตู และจงเข้าไปในเมืองโดยเร็ว
สังคามาวจรชาดกที่ ๒ จบ
๓. วาโลทกชาดก (๑๘๓)
ว่าด้วยลากินน้ำหาง
(พระราชาตรัสเรียกอำมาตย์โพธิสัตว์ผู้อยู่ใกล้มา ตรัสถามกิริยาของพวกลาว่า)
[๖๕] เพราะดื่มน้ำหางอันมีรสน้อย อันเป็นน้ำเลว
ความเมาจึงเกิดแก่พวกลา
แต่ความเมาก็ไม่เกิดขึ้นแก่ม้าสินธพ
เพราะดื่มน้ำมีรสอันประณีตนี้
(พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
[๖๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน ลานั้นมีชาติเลวทราม
ดื่มน้ำมีรสน้อย อันรสนั้นถูกต้องแล้วย่อมเมา
ส่วนม้าสินธพเกิดในตระกูล มีปกตินำพาธุระ
ดื่มน้ำมีรสอันเลิศแล้ว ก็ไม่เมา
วาโลทกชาดกที่ ๓ จบ
๔. คิริทัตตชาดก (๑๘๔)
ว่าด้วยม้าเลียนแบบนายคิริทัตต์
(อำมาตย์โพธิสัตว์ตรวจดูอาการของม้าพิการแล้ว กราบทูลพระราชาว่า)
[๖๗] ม้ามงคลชื่อปัณฑวะของพระเจ้าสาม
ถูกนายคิริทัตต์ประทุษร้ายแล้ว
จึงละปกติเดิมของตน เลียนแบบนายคิริทัตต์นั้น

81
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 82 (เล่ม 27)

(พระโพธิสัตว์กราบทูลให้หาคนเลี้ยงม้าที่ดีมาว่า)
[๖๘] ถ้าคนประกอบด้วยอาการอันงดงามที่สมควรแก่ม้านั้น
พึงจับม้านั้นที่บังเหียน แล้วจูงไปรอบๆ สนามม้าไซร้
ม้านั้นจะละอาการเขยกแล้วเลียนแบบคนเลี้ยงม้านั้นโดยพลัน
คิริทัตตชาดกที่ ๔ จบ
๕. อนภิรติชาดก (๑๘๕)
ว่าด้วยจิตขุ่นมัวและไม่ขุ่นมัว
(อาจารย์ทิศาปาโมกข์โพธิสัตว์ถามมาณพผู้เป็นศิษย์ถึงสาเหตุที่มนต์เสื่อม
หายไปแล้ว จึงกล่าวว่า)
[๖๙] เมื่อน้ำขุ่น ไม่ใส บุคคลย่อมไม่เห็นหอยโข่ง หอยกาบ
ก้อนกรวด เม็ดทราย และฝูงปลา ฉันใด
เมื่อจิตขุ่นมัว บุคคลก็ย่อมไม่เห็นประโยชน์ตน
และประโยชน์ผู้อื่น ฉันนั้น
[๗๐] เมื่อน้ำใสสะอาด บุคคลย่อมเห็นหอยโข่ง หอยกาบ
ก้อนกรวด เม็ดทราย และฝูงปลา ฉันใด
เมื่อจิตไม่ขุ่นมัว บุคคลก็ย่อมเห็นประโยชน์ตน
และประโยชน์ผู้อื่น ฉันนั้น
อนภิรติชาดกที่ ๕ จบ
๖. ทธิวาหนชาดก (๑๘๖)
ว่าด้วยพระเจ้าทธิวาหนะ
(พระเจ้าทธิวาหนะตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า)
[๗๑] ในกาลก่อน มะม่วงนี้มีผิวสวย กลิ่นหอม
รสอร่อย ได้รับการบำรุงเหมือนเดิม
เพราะเหตุไร จึงกลับกลายเป็นมะม่วงที่มีรสขมไป

82
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 83 (เล่ม 27)

(อำมาตย์โพธิสัตว์กราบทูลแจ้งเหตุของมะม่วงนั้นว่า)
[๗๒] ข้าแต่พระเจ้าทธิวาหนะ
มะม่วงของพระองค์มีต้นสะเดาล้อมรอบ
รากกับรากเกี่ยวพันกัน กิ่งกับกิ่งประสานกัน
เพราะการเกี่ยวข้องกับต้นไม้ที่มีรสขมไม่น่าพอใจนั้น
มะม่วงต้นนี้จึงกลายเป็นไม้ที่มีรสขมไป
ทธิวาหนชาดกที่ ๖ จบ
๗. จตุมัฏฐชาดก (๑๘๗)
ว่าด้วยสุนัขจิ้งจอกมีเหตุชั่วช้า ๔ ประการ
(รุกขเทวดาโพธิสัตว์สนทนากับพญาหงส์ว่า)
[๗๓] ท่านทั้ง ๒ พากันขึ้นไปยังค่าคบไม้
อยู่ในที่ลับแล้วปรึกษากันบนต้นไม้สูง
เชิญท่านลงมาปรึกษากันข้างล่างเถิด
พญาเนื้อจะได้ฟังบ้าง
(ในเวลาที่ลูกหงส์ ๒ ตัวรังเกียจสุนัขจิ้งจอกแล้วพากันบินกลับไป
พระโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า)
[๗๔] ครุฑกับครุฑพึงปรึกษากัน
เทวดากับเทวดาพึงปรึกษากัน
เรื่องนั้นจะมีประโยชน์อะไรแก่สุนัขจิ้งจอกชั่วช้า ๔ ประการ๑
นี่สุนัขจิ้งจอกชั่วช้า เจ้าจงเข้าโพรงไปเถิด
จตุมัฏฐชาดกที่ ๗ จบ
เชิงอรรถ :
๑ คำว่า ชั่วช้า ๔ ประการ ได้แก่ (๑) รูปไม่งาม (๒) ชาติกำเนิดต่ำ (๓) เสียงไม่ไพเราะ (๔) ด้อยคุณธรรม
(ขุ.ชา.อ. ๓/๗๔/๑๔๒)

83
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ หน้าที่ 84 (เล่ม 27)

๘. สีหโกตถุชาดก (๑๘๘)
ว่าด้วยตัวเหมือนราชสีห์แต่เสียงไม่เหมือน
(ลูกราชสีห์โพธิสัตว์ตัวหนึ่งได้ยินเสียงลูกของสุนัขจิ้งจอก จึงถามพ่อว่า)
[๗๕] ราชสีห์ตัวนั้นมีนิ้วอย่างราชสีห์ มีเล็บอย่างราชสีห์
ยืนอยู่ด้วยเท้าราชสีห์เพียงตัวเดียวเท่านั้นในหมู่ราชสีห์
บันลือเสียงเพี้ยนไปเป็นอย่างอื่น
(ราชสีห์โพธิสัตว์บอกให้ลูกๆ รู้ว่าเป็นพี่น้องกัน จึงสอนลูกสุนัขจิ้งจอกว่า)
[๗๖] นี่เจ้าลูกราชสีห์ เจ้าอย่าบันลืออีกเลย
จงเงียบเสียงอยู่ในป่าเถิด
พวกเขาจะพึงรู้จักเจ้าด้วยเสียงนั่นแหละ
เพราะเสียงของเจ้าไม่เหมือนกับเสียงของพ่อเจ้า
สีหโกตถุชาดกที่ ๘ จบ
๙. สีหจัมมชาดก (๑๘๙)
ว่าด้วยลาปลอมตัวเป็นราชสีห์
(พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นชาวนาได้ยินเสียงลาปลอมร้อง ก็รู้ว่าเป็นลา
จึงกล่าวคาถาว่า)
[๗๗] นั่นไม่ใช่เสียงบันลือของราชสีห์
ไม่ใช่เสียงของเสือโคร่ง ไม่ใช่เสียงของเสือเหลือง
ลาชั่วช้าคลุมตัวด้วยหนังราชสีห์ร้องอยู่
(พ่อค้ามาเห็นลาถึงความบอบช้ำ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า)
[๗๘] ลาเอาหนังราชสีห์คลุมตัว
เคี้ยวกินข้าวเหนียวอันเขียวสดเป็นเวลานาน
มันร้องออกมานั้นแหละ จึงทำร้ายตัวเอง
สีหจัมมชาดกที่ ๙ จบ

84