พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 366 (เล่ม 22)

๔. มัจฉรีสูตร
ว่าด้วยความตระหนี่
[๒๒๔] ภิกษุทั้งหลาย การอยู่ประจำที่นาน มีโทษ ๕ ประการนี้
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. เป็นผู้ตระหนี่อาวาส
๒. เป็นผู้ตระหนี่ตระกูล
๓. เป็นผู้ตระหนี่ลาภ
๔. เป็นผู้ตระหนี่วรรณะ๑
๕. เป็นผู้ตระหนี่ธรรม๒
ภิกษุทั้งหลาย การอยู่ประจำที่นาน มีโทษ ๕ ประการนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย การอยู่มีกำหนดพอดี มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้
อานิสงส์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. เป็นผู้ไม่ตระหนี่อาวาส
๒. เป็นผู้ไม่ตระหนี่ตระกูล
๓. เป็นผู้ไม่ตระหนี่ลาภ
๔. เป็นผู้ไม่ตระหนี่วรรณะ
๕. เป็นผู้ไม่ตระหนี่ธรรม
ภิกษุทั้งหลาย การอยู่มีกำหนดพอดี มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้แล
มัจฉรีสูตรที่ ๔ จบ
เชิงอรรถ :
๑ ตระหนี่วรรณะ ในที่นี้หมายถึงตระหนี่คุณความดี (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๒๓๒๒๔/๙๐)
๒ ตระหนี่ธรรม ในที่นี้หมายถึงตระหนี่ปริยัติ (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๒๓๒๒๔/๙๐)

366
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 367 (เล่ม 22)

๕. ปฐมกุลุปกสูตร
ว่าด้วยภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล สูตรที่ ๑
[๒๒๕] ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล มีโทษ ๕ ประการนี้
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ต้องอาบัติเพราะเที่ยวไปไม่บอกลา๑
๒. ต้องอาบัติเพราะนั่งในที่ลับ๒
๓. ต้องอาบัติเพราะนั่งบนอาสนะที่กำบัง๓
๔. ต้องอาบัติเพราะแสดงธรรมแก่มาตุคามเกินกว่า ๕๖ คำ๔
๕. เป็นผู้มากไปด้วยความดำริในกามอยู่
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล มีโทษ ๕ ประการนี้แล
ปฐมกุลุปกสูตรที่ ๕ จบ
เชิงอรรถ :
๑ ต้องอาบัติเพราะเที่ยวไปไม่บอกลา หมายถึงต้องอาบัติตามสิกขาบทที่บัญญัติไว้ว่า“ภิกษุใดรับนิมนต์ไว้แล้ว
มีภัตตาหารอยู่แล้ว(ที่ทายกจัดเตรียมไว้ถวาย)เที่ยวสัญจรไปในตระกูลทั้งหลายก่อนเวลาฉันภัตตาหาร
(ภิกษุนั้น)ต้องอาบัติปาจิตตีย์” (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๒๕๒๒๖/๙๐) และดู
วิ.มหา. (แปล) ๒/๒๙๔๒๙๗/๔๓๗๔๔๐
๒ ต้องอาบัติเพราะนั่งในที่ลับ ในที่นี้หมายถึงต้องอาบัติตามสิกขาบทที่บัญญัติไว้ว่า “ภิกษุใดนั่งในที่ลับกับ
มาตุคามสองต่อสอง (ภิกษุนั้น) ต้องอาบัติปาจิตตีย์” (องฺ.ปญฺจก.ฏีกา ๓/๒๒๑๒๓๐/๙๗) และดู
วิ.มหา. (แปล) ๒/๒๘๙๒๙๑/๔๓๔๔๓๕
๓ ต้องอาบัติเพราะนั่งบนอาสนะที่กำบัง หมายถึงต้องอาบัติตามสิกขาบทที่บัญญัติไว้ว่า “ภิกษุใดนั่งบน
อาสนะที่กำบังกับมาตุคาม (ภิกษุนั้น) ต้องอาบัติปาจิตตีย์” (องฺ.ปญฺจก.ฏีกา. ๓/๒๒๑๒๓๐/๙๗) และดู
วิ.มหา. (แปล) ๑/๔๔๔๔๔๘/๔๗๔๔๗๗
๔ ต้องอาบัติเพราะแสดงธรรมแก่มาตุคามเกินกว่า ๕๖ คำ หมายถึงต้องอาบัติตามสิกขาบทที่บัญญัติไว้
ว่า “ภิกษุใดแสดงธรรมแก่มาตุคามเกิน ๕๖ คำ (ภิกษุนั้น) ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่มีบุรุษรู้เดียงสา
อยู่ด้วย” (องฺ.ปญฺจก.ฏีกา ๓/๒๒๑๒๓๐/๙๗๙๘) และดู วิ.มหา. (แปล) ๒/๖๐๖๕/๒๔๖๒๕๐

367
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 368 (เล่ม 22)

๖. ทุติยกุลุปกสูตร
ว่าด้วยภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล สูตรที่ ๒
[๒๒๖] ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล อยู่คลุกคลีในตระกูลนาน
เกินเวลา มีโทษ ๕ ประการนี้
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ทำให้เห็นมาตุคามเป็นประจำ
๒. เมื่อมีการเห็น ย่อมมีการคลุกคลี
๓. เมื่อมีการคลุกคลี ย่อมมีความคุ้นเคย
๔. เมื่อมีความคุ้นเคย ย่อมมีจิตจดจ่อ
๕. เมื่อมีจิตจดจ่อ พึงหวังได้ว่า เธอจักไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์
จักต้อง อาบัติเศร้าหมองกองใดกองหนึ่ง หรือจักบอกคืนสิกขา กลับมา
เป็นคฤหัสถ์
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล อยู่คลุกคลีในตระกูลนานเกินเวลา
มีโทษ ๕ ประการนี้แล
ทุติยกุลุปกสูตรที่ ๖ จบ
๗. โภคสูตร
ว่าด้วยโภคทรัพย์
[๒๒๗] ภิกษุทั้งหลาย โภคทรัพย์มีโทษ ๕ ประการนี้
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. โภคทรัพย์เป็นสิ่งทั่วไปแก่ไฟ
๒. โภคทรัพย์เป็นสิ่งทั่วไปแก่น้ำ
๓. โภคทรัพย์เป็นสิ่งทั่วไปแก่พระราชา

368
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 369 (เล่ม 22)

๔. โภคทรัพย์เป็นสิ่งทั่วไปแก่โจร
๕. โภคทรัพย์เป็นสิ่งทั่วไปแก่ทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก
ภิกษุทั้งหลาย โภคทรัพย์มีโทษ ๕ ประการนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย โภคทรัพย์มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้
อานิสงส์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. บุคคลอาศัยโภคทรัพย์จึงบำรุงตน บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ
๒. บุคคลอาศัยโภคทรัพย์จึงบำรุงบิดามารดา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ
๓. บุคคลอาศัยโภคทรัพย์จึงบำรุงบุตร ภรรยา ทาส กรรมกร และ
คนใช้ บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ
๔. บุคคลอาศัยโภคทรัพย์จึงบำรุงมิตรอำมาตย์๑ บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ
๕. บุคคลอาศัยโภคทรัพย์จึงบำเพ็ญทักษิณาในสมณพราหมณ์ซึ่งมีผล
มากเป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี มีสุขเป็นผลให้เกิดในสวรรค์
ภิกษุทั้งหลาย โภคทรัพย์มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้แล
โภคสูตรที่ ๗ จบ
๘. อุสสูรภัตตสูตร
ว่าด้วยภัตรหุงต้มในเวลาสาย
[๒๒๘] ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลมีภัตรที่หุงต้มในเวลาสาย มีโทษ ๕ ประการนี้
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ไม่ได้ต้อนรับแขกที่ควรต้อนรับตามเวลา
๒. ไม่ได้เซ่นไหว้เทวดาผู้รับพลีกรรมตามเวลา
๓. ไม่ได้ถวายสมณพราหมณ์ผู้ฉันมื้อเดียว ไม่ฉันตอนกลางคืน งดเว้น
การฉันในเวลาวิกาลตามเวลา
เชิงอรรถ :
๑ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๔๐ (มหาสาลปุตตสูตร) หน้า ๖๓ ในเล่มนี้

369
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 370 (เล่ม 22)

๔. ทาส กรรมกร และคนใช้ หลบหน้าทำการงาน
๕. อาหารที่บริโภคในเวลาไม่ควรเช่นนั้นไม่มีโอชา
ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลมีภัตรที่หุงต้มในเวลาสาย มีโทษ ๕ ประการนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลมีภัตรที่หุงต้มตามเวลา มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้
อานิสงส์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ได้ต้อนรับแขกที่ควรต้อนรับตามเวลา
๒. ได้เซ่นไหว้เทวดาผู้รับพลีกรรมตามเวลา
๓. ได้ถวายสมณพราหมณ์ผู้ฉันมื้อเดียว ไม่ฉันตอนกลางคืน งดเว้น
การฉันในเวลาวิกาลตามเวลา
๔. ทาส กรรมกร และคนใช้ ไม่หลบหน้าทำการงาน
๕. อาหารที่บริโภคในเวลาที่ควรเช่นนั้นมีโอชา
ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลมีภัตรที่หุงต้มตามเวลา มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้แล
อุสสูรภัตตสูตรที่ ๘ จบ
๙. ปฐมกัณหสัปปสูตร
ว่าด้วยงูเห่า สูตรที่ ๑
[๒๒๙] ภิกษุทั้งหลาย งูเห่ามีโทษ ๕ ประการนี้
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. เป็นสัตว์ไม่สะอาด
๒. เป็นสัตว์มีกลิ่นเหม็น
๓. เป็นสัตว์น่ากลัว
๔. เป็นสัตว์มีภัย
๕. เป็นสัตว์มักทำร้ายมิตร
ภิกษุทั้งหลาย งูเห่ามีโทษ ๕ ประการนี้แล

370
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 371 (เล่ม 22)

ภิกษุทั้งหลาย ในทำนองเดียวกัน มาตุคามมีโทษ ๕ ประการนี้
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. เป็นผู้ไม่สะอาด
๒. เป็นผู้มีกลิ่นเหม็น
๓. เป็นผู้น่ากลัวมาก
๔. เป็นผู้มีภัย
๕. เป็นผู้มักทำร้ายมิตร๑
ภิกษุทั้งหลาย มาตุคามมีโทษ ๕ ประการนี้แล
ปฐมกัณหสัปปสูตรที่ ๙ จบ
๑๐. ทุติยกัณหสัปปสูตร
ว่าด้วยงูเห่า สูตรที่ ๒
[๒๓๐] ภิกษุทั้งหลาย งูเห่ามีโทษ ๕ ประการนี้
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. เป็นสัตว์มักโกรธ
๒. เป็นสัตว์มักผูกโกรธ
๓. เป็นสัตว์มีพิษร้าย
๔. เป็นสัตว์มีลิ้นสองแฉก
๕. เป็นสัตว์มักทำร้ายมิตร
ภิกษุทั้งหลาย งูเห่ามีโทษ ๕ ประการนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย ในทำนองเดียวกัน มาตุคามมีโทษ ๕ ประการนี้
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. เป็นผู้มักโกรธ
๒. เป็นผู้มักผูกโกรธ
เชิงอรรถ :
๑ ประทุษร้าย เบียดเบียนแม้มิตรผู้ให้น้ำและโภชนาหารแก่ตน (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๒๙/๙๑)

371
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 372 (เล่ม 22)

๓. เป็นผู้มีพิษร้าย
๔. เป็นผู้มีลิ้นสองแฉก
๕. เป็นผู้มักทำร้ายมิตร
ภิกษุทั้งหลาย บรรดาโทษ ๕ ประการนั้น การที่มาตุคามมีพิษร้าย หมายถึง
ส่วนมากมาตุคามมีราคะจัด การที่มาตุคามมีลิ้นสองแฉก หมายถึงส่วนมาก
มาตุคามมักพูดส่อเสียด การที่มาตุคามมักทำร้ายมิตร หมายถึงส่วนมากมาตุคาม
มักนอกใจ
ภิกษุทั้งหลาย มาตุคามมีโทษ ๕ ประการนี้แล
ทุติยกัณหสัปปสูตรที่ ๑๐ จบ
ทีฆจาริกวรรคที่ ๓ จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปฐมทีฆจาริกสูตร ๒. ทุติยทีฆจาริกสูตร
๓. อตินิวาสสูตร ๔. มัจฉรีสูตร
๕. ปฐมกุลุปกสูตร ๖. ทุติยกุลุปกสูตร
๗. โภคสูตร ๘. อุสสูรภัตตสูตร
๙. ปฐมกัณหสัปปสูตร ๑๐. ทุติยกัณหสัปปสูตร

372
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 373 (เล่ม 22)

๔. อาวาสิกวรรค
หมวดว่าด้วยภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาส
๑. อาวาสิกสูตร
ว่าด้วยธรรมของเจ้าอาวาส
[๒๓๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วย
ธรรม ๕ ประการ เป็นผู้ไม่ควรยกย่อง
ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
ภิกษุเจ้าอาวาส
๑. เป็นผู้ไม่เพียบพร้อมด้วยมรรยาท๑ ไม่เพียบพร้อมด้วยวัตร
๒. ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงสุตะ
๓. เป็นผู้ไม่ประพฤติขัดเกลา ไม่ยินดีการหลีกเร้น
๔. เป็นผู้ไม่ยินดีในกัลยาณธรรม ไม่มีวาจางาม ไม่เจรจาถ้อยคำไพเราะ
๕. มีปัญญาทราม โง่เขลา เป็นคนเซอะ
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นผู้ไม่ควรยกย่อง
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นผู้ควรยกย่อง
ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
ภิกษุเจ้าอาวาส
๑. เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยมรรยาท เพียบพร้อมด้วยวัตร
๒. เป็นพหูสูต ทรงสุตะ
เชิงอรรถ :
๑ ไม่เพียบพร้อมด้วยมรรยาท (อากัปปะ) หมายถึงมรรยาทของความเป็นสมณะ (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๓๑/๙๒)

373
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 374 (เล่ม 22)

๓. เป็นผู้ประพฤติขัดเกลา ยินดีในการหลีกเร้น
๔. เป็นผู้ยินดีในกัลยาณธรรม มีวาจางาม เจรจาถ้อยคำไพเราะ
๕. มีปัญญา ไม่โง่เขลา ไม่เป็นคนเซอะ
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นผู้ควรยกย่อง
อาวาสิกสูตรที่ ๑ จบ
๒. ปิยสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้เป็นที่รัก
[๒๓๒] ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อม
เป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย
ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
ภิกษุเจ้าอาวาส
๑. เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยการสังวรในปาติโมกข์ เพียบพร้อมด้วย
อาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย สมาทานศึกษา
อยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
๒. เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ฟังธรรมทั้งหลายที่มีความ
งามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในที่สุด ประกาศ
พรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบถ้วน
แล้วทรงจำไว้ได้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ
๓. เป็นผู้มีวาจางาม เจรจาถ้อยคำไพเราะอันประกอบด้วยวาจาชาวเมือง
ที่สละสลวย ไม่หยาบคาย ให้รู้ความหมายได้
๔. เป็นผู้ได้ฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก

374
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 375 (เล่ม 22)

๕. ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นไป
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็น
ที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย
ปิยสูตรที่ ๒ จบ
๓. โสภณสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้อาวาสงดงาม
[๒๓๓] ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อม
ทำอาวาสให้งดงาม
ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
ภิกษุเจ้าอาวาส
๑. เป็นผู้มีศีล สำรวม ฯลฯ๑ ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
๒. เป็นพหูสูต ฯลฯ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ
๓. เป็นผู้มีวาจางาม เจรจาถ้อยคำไพเราะอันประกอบด้วยวาจาชาวเมือง
ที่สละสลวย ไม่หยาบคาย ให้รู้ความหมายได้
๔. เป็นผู้สามารถชี้แจงบุคคลผู้เข้าไปหาให้เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับ
เอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริง
ด้วยธรรมีกถา
๕. เป็นผู้ได้ฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมทำ
อาวาสให้งดงาม
โสภณสูตรที่ ๓ จบ
เชิงอรรถ :
๑ ฯลฯ ที่ปรากฏในข้อ ๒๓๓๒๓๔ ดูความเต็มในข้อ ๒๓๒

375