พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 356 (เล่ม 22)

ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีศีลเพราะสมบูรณ์ด้วยศีล มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้
อานิสงส์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีลในธรรมวินัยนี้ ย่อมมีโภคทรัพย์เป็น
อันมาก ซึ่งมีความไม่ประมาทเป็นเหตุ นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๑
ของบุคคลผู้มีศีลเพราะสมบูรณ์ด้วยศีล
๒. กิตติศัพท์อันงามของบุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีลย่อมขจรไป
นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๒ ของบุคคลผู้มีศีลเพราะสมบูรณ์ด้วยศีล
๓. บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล จะเข้าไปยังบริษัทใดๆ จะเป็นขัตติย-
บริษัทก็ตาม พราหมณบริษัทก็ตาม คหบดีบริษัทก็ตาม สมณบริษัท
ก็ตาม ย่อมแกล้วกล้า ไม่เก้อเขินเข้าไป นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๓
ของบุคคลผู้มีศีลเพราะสมบูรณ์ด้วยศีล
๔. บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมไม่หลงลืมสติตาย นี้เป็น
อานิสงส์ประการที่ ๔ ของบุคคลผู้มีศีลเพราะสมบูรณ์ด้วยศีล
๕. บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในสุคติ
โลกสวรรค์ นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๕ ของบุคคลผู้มีศีลเพราะ
สมบูรณ์ด้วยศีล
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีศีลเพราะสมบูรณ์ด้วยศีลมีอานิสงส์ ๕ ประการนี้แล
สีลสูตรที่ ๓ จบ

356
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 357 (เล่ม 22)

๔. พหุภาณิสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้พูดมาก
[๒๑๔] ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้พูดมาก๑ มีโทษ ๕ ประการนี้
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. พูดเท็จ ๒. พูดส่อเสียด
๓. พูดคำหยาบ ๔. พูดเพ้อเจ้อ
๕. หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้พูดมาก มีโทษ ๕ ประการนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้พูดด้วยมันตา๒ มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้
อานิสงส์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ไม่พูดเท็จ ๒. ไม่พูดส่อเสียด
๓. ไม่พูดคำหยาบ ๔. ไม่พูดเพ้อเจ้อ
๕. หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้พูดด้วยมันตา มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้แล
พหุภาณิสูตรที่ ๔ จบ
๕. ปฐมอักขันติสูตร
ว่าด้วยความไม่อดทน สูตรที่ ๑
[๒๑๕] ภิกษุทั้งหลาย ความไม่อดทนมีโทษ ๕ ประการนี้
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคนหมู่มาก
๒. เป็นผู้มากด้วยเวร๓
เชิงอรรถ :
๑ พูดมาก หมายถึงพูดไม่ประกอบด้วยปัญญา (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๑๔/๘๙)
๒ มันตา เป็นชื่อเรียกแทนปัญญา (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๑๔/๘๙)
๓ มากด้วยเวร หมายถึงมีบุคคลผู้เป็นเวรต่อกันมาก มีการประพฤติอกุศลกรรมมาก (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๑๕/๘๙)

357
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 358 (เล่ม 22)

๓. เป็นผู้มากด้วยโทษ
๔. เป็นผู้หลงลืมสติตาย
๕. หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ภิกษุทั้งหลาย ความไม่อดทนมีโทษ ๕ ประการนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย ความอดทนมีอานิสงส์ ๕ ประการนี้
อานิสงส์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. เป็นที่รักเป็นที่พอใจของคนหมู่มาก
๒. เป็นผู้ไม่มากด้วยเวร
๓. เป็นผู้ไม่มากด้วยโทษ
๔. เป็นผู้ไม่หลงลืมสติตาย
๕. หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์
ภิกษุทั้งหลาย ความอดทนมีอานิสงส์ ๕ ประการนี้แล
ปฐมอักขันติสูตรที่ ๕ จบ
๖. ทุติยอักขันติสูตร
ว่าด้วยความไม่อดทน สูตรที่ ๒
[๒๑๖] ภิกษุทั้งหลาย ความไม่อดทนมีโทษ ๕ ประการนี้
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ไม่เป็นที่รักเป็นที่พอใจของคนหมู่มาก
๒. เป็นผู้ดุร้าย
๓. เป็นผู้มีวิปปฏิสาร
๔. เป็นผู้หลงลืมสติตาย
๕. หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ภิกษุทั้งหลาย ความไม่อดทนมีโทษ ๕ ประการนี้แล

358
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 359 (เล่ม 22)

ภิกษุทั้งหลาย ความอดทนมีอานิสงส์ ๕ ประการนี้
อานิสงส์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. เป็นที่รักเป็นที่พอใจของคนหมู่มาก
๒. เป็นผู้ไม่ดุร้าย
๓. เป็นผู้ไม่มีวิปปฏิสาร
๔. เป็นผู้ไม่หลงลืมสติตาย
๕. หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์
ภิกษุทั้งหลาย ความอดทนมีอานิสงส์ ๕ ประการนี้แล
ทุติยอักขันติสูตรที่ ๖ จบ
๗. ปฐมอปาสาทิกสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้ไม่น่าเลื่อมใส๑ สูตรที่ ๑
[๒๑๗] ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่น่าเลื่อมใส มีโทษ ๕ ประการนี้
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. แม้ตนก็ติเตียนตนเองได้
๒. ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วย่อมติเตียนได้
๓. กิตติศัพท์อันชั่วย่อมกระฉ่อนไป
๔. หลงลืมสติตาย
๕. หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่น่าเลื่อมใส มีโทษ ๕ ประการนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้น่าเลื่อมใส๒ มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้
เชิงอรรถ :
๑ ผู้ไม่น่าเลื่อมใส หมายถึงผู้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริตที่ไม่น่าเลื่อมใส
(องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๑๗/๘๙) และดู องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๘/๗๑
๒ ผู้น่าเลื่อมใส หมายถึงผู้มีความประพฤติอันบริสุทธิ์ กล่าวคือประกอบกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต
อันนำมาซึ่งความเลื่อมใส (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๑๗/๘๙) และดู องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๘/๗๑

359
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 360 (เล่ม 22)

อานิสงส์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. แม้ตนก็ติเตียนตนเองไม่ได้
๒. ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วย่อมสรรเสริญ
๓. กิตติศัพท์อันงามย่อมขจรไป
๔. ไม่หลงลืมสติตาย
๕. หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้น่าเลื่อมใส มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้แล
ปฐมอปาสาทิกสูตรที่ ๗ จบ
๘. ทุติยอปาสาทิกสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้ไม่น่าเลื่อมใส สูตรที่ ๒
[๒๑๘] ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่น่าเลื่อมใส มีโทษ ๕ ประการนี้
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. คนที่ยังไม่เลื่อมใส ย่อมไม่เลื่อมใส
๒. คนที่เลื่อมใสแล้วย่อมกลายเป็นอื่น
๓. ไม่ปฏิบัติตนตามคำสอนของศาสดา
๔. หมู่คนรุ่นหลัง๑ พากันตามอย่าง
๕. จิตของเธอย่อมไม่เลื่อมใส๒
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่น่าเลื่อมใส มีโทษ ๕ ประการนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้น่าเลื่อมใส มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้
เชิงอรรถ :
๑ หมู่คนรุ่นหลัง หมายถึงสัทธิวิหาริก(ผู้อยู่ด้วย) เป็นคำเรียกผู้ได้รับอุปสมบทจากพระอุปัชฌาย์และ
อันเตวาสิก(ผู้อยู่ในสำนัก) มี ๔ ประเภท คือ (๑) ปัพพัชชันเตวาสิก (อันเตวาสิกในบรรพชา)
(๒) อุปสัมปทันเตวาสิก (อันเตวาสิกในอุปสมบท) (๓) นิสสยันเตวาสิก (อันเตวาสิกผู้ถือนิสสัย)
(๔) ธัมมันเตวาสิก (อันเตวาสิกผู้เรียนธรรม) (องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๕/๕๓)
๒ พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉบับ “PALI TEXT SOCIETY” แปลว่า จิตของเขาไม่บรรลุความสุขสงบ
(One‘s heart wins not to peace) (The Book of the Gradual Sayings, VOL. III, P. 187)

360
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 361 (เล่ม 22)

อานิสงส์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. คนที่ยังไม่เลื่อมใส ย่อมเลื่อมใส
๒. คนที่เลื่อมใสแล้ว ย่อมเลื่อมใสยิ่งขึ้น
๓. ปฏิบัติตนตามคำสอนของศาสดา
๔. หมู่คนรุ่นหลังพากันตามอย่าง
๕. จิตของเธอย่อมเลื่อมใส
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้น่าเลื่อมใส มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้แล
ทุติยอปาสาทิกสูตรที่ ๘ จบ
๙. อัคคิสูตร
ว่าด้วยโทษของไฟ
[๒๑๙] ภิกษุทั้งหลาย ไฟมีโทษ ๕ ประการ
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ทำให้ตาฝ้าฟาง
๒. ทำให้ผิวหยาบกร้าน
๓. ทำให้อ่อนกำลัง
๔. เพิ่มพูนการคลุกคลีด้วยหมู่
๕. เป็นเหตุให้สนทนาติรัจฉานกถา๑
ภิกษุทั้งหลาย ไฟมีโทษ ๕ ประการนี้แล
อัคคิสูตรที่ ๙ จบ
เชิงอรรถ :
๑ ติรัจฉานกถา หมายถึงถ้อยคำอันขวางทางไปสู่สวรรค์หรือนิพพาน ได้แก่ เรื่องราวที่ภิกษุไม่ควรนำมาเป็น
ข้อถกเถียงสนทนากัน เพราะทำให้เกิดฟุ้งซ่าน และหลงเพลินเสียเวลา (ที.สี.อ. ๑๗/๘๔)

361
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 362 (เล่ม 22)

๑๐. มธุราสูตร
ว่าด้วยนครมธุรา๑
[๒๒๐] ภิกษุทั้งหลาย นครมธุรา มีโทษ ๕ ประการนี้
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. มีพื้นดินไม่ราบเรียบ
๒. มีฝุ่นละอองมาก
๓. มีสุนัขดุ
๔. มียักษ์ร้าย
๕. หาอาหารได้ยาก
ภิกษุทั้งหลาย นครมธุรา มีโทษ ๕ ประการนี้แล
มธุราสูตรที่ ๑๐ จบ
อักโกสกวรรคที่ ๒ จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อักโกสกสูตร ๒. ภัณฑนการกสูตร
๓. สีลสูตร ๔. พหุภาณิสูตร
๕. ปฐมอักขันติสูตร ๖. ทุติยอักขันติสูตร
๗. ปฐมอปาสาทิกสูตร ๘. ทุติยอปาสาทิกสูตร
๙. อัคคิสูตร ๑๐. มธุราสูตร
เชิงอรรถ :
๑ นครมธุรา (Madhura) นี้เป็นเมืองหลวงของแคว้นสุรเสนะ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา มีกษัตริย์ปกครองพระ
นามว่า อวันตีบุตร บางทีเมืองนี้ เรียกอีกชื่อว่า อุตตรมธุรา (มธุราเหนือ) เพื่อให้ต่างจากเมืองมธุราตอน
ใต้ของอินเดียที่มีชื่อว่าทักขิณมธุรา เมืองอุตตรมธุรานี้ ปัจจุบันเรียกว่า มถุรา หรือมุตตระ ตั้งอยู่ตอน
เหนือห่างจากที่ตั้งเดิมระยะทาง ๕ ไมล์ และที่ตั้งเดิมกลายเป็นเมืองใหม่ชื่อมโหลี (G.P. MALALASERA,
Dictionary of Pali Proper Names, London : Luzac Company Ltd, 46 Russell Street 1960.)

362
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 363 (เล่ม 22)

๓. ทีฆจาริกวรรค
หมวดว่าด้วยการจาริกไปนาน
๑. ปฐมทีฆจาริกสูตร
ว่าด้วยการจาริกไปนาน สูตรที่ ๑
[๒๒๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้จาริกไปนาน จาริกไป
ไม่มีกำหนด มีโทษ ๕ ประการ
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ไม่ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๒. ไม่เข้าใจชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว
๓. ไม่แกล้วกล้าในเรื่องที่ได้ฟังแล้ว๑
๔. เป็นโรคร้ายแรง
๕. เป็นผู้ไม่มีมิตร
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้จาริกไปนาน จาริกไปไม่มีกำหนด มีโทษ ๕ ประการนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย การจาริกไปมีกำหนดพอดี มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้
อานิสงส์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๒. เข้าใจชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว
๓. แกล้วกล้าในเรื่องที่ได้ฟังแล้ว
๔. ไม่เป็นโรคร้ายแรง
๕. เป็นผู้มีมิตร
ภิกษุทั้งหลาย การจาริกไปมีกำหนดพอดี มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้แล
ปฐมทีฆจาริกสูตรที่ ๑ จบ
เชิงอรรถ :
๑ ไม่แกล้วกล้าในเรื่องที่ได้ฟังแล้ว หมายถึงไม่เกิดโสมนัสด้วยญาณที่มีอยู่ (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๒๑/๙๐)

363
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 364 (เล่ม 22)

๒. ทุติยทีฆจาริกสูตร
ว่าด้วยการจาริกไปนาน สูตรที่ ๒
[๒๒๒] ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้จาริกไปนาน จาริกไปไม่มีกำหนด
มีโทษ ๕ ประการนี้
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ
๒. เสื่อมจากธรรมที่ได้บรรลุแล้ว
๓. ไม่แกล้วกล้าในธรรมที่ได้บรรลุแล้ว
๔. เป็นโรคร้ายแรง
๕. เป็นผู้ไม่มีมิตร
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้จาริกไปนาน จาริกไปไม่มีกำหนด มีโทษ ๕ ประการนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย การจาริกไปมีกำหนดพอดี มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้
อานิสงส์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ได้บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ
๒. ไม่เสื่อมจากธรรมที่ได้บรรลุแล้ว
๓. แกล้วกล้าในธรรมที่ได้บรรลุแล้ว
๔. ไม่เป็นโรคร้ายแรง
๕. เป็นผู้มีมิตร
ภิกษุทั้งหลาย การจาริกไปมีกำหนดพอดี มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้แล
ทุติยทีฆจาริกสูตรที่ ๒ จบ

364
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ 365 (เล่ม 22)

๓. อตินิวาสสูตร
ว่าด้วยการอยู่ประจำที่นาน
[๒๒๓] ภิกษุทั้งหลาย การอยู่ประจำที่นาน มีโทษ ๕ ประการนี้
โทษ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. มีสิ่งของมาก สะสมสิ่งของมาก
๒. มีเภสัชมาก สะสมเภสัชมาก
๓. มีกิจมาก มีหน้าที่ที่จะต้องทำมาก ยึดติดในการงานที่จะพึงทำ
๔. อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์และบรรพชิตด้วยการคลุกคลีอย่างคฤหัสถ์อัน
ไม่สมควร
๕. เมื่อจากอาวาสนั้นไป ก็จากไปทั้งที่ยังมีความห่วงใย
ภิกษุทั้งหลาย การอยู่ประจำที่นาน มีโทษ ๕ ประการนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย การอยู่มีกำหนดพอดี มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้
อานิสงส์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ไม่มีสิ่งของมาก ไม่สะสมสิ่งของมาก
๒. ไม่มีเภสัชมาก ไม่สะสมเภสัชมาก
๓. ไม่มีกิจมาก ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องทำมาก ไม่ยึดติดในการงานที่จะพึงทำ
๔. ไม่อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์และบรรพชิตด้วยการคลุกคลีอย่างคฤหัสถ์
อันไม่สมควร
๕. เมื่อจากอาวาสนั้นไป ก็จากไปโดยไม่มีความห่วงใย
ภิกษุทั้งหลาย การอยู่มีกำหนดพอดี มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้แล
อตินิวาสสูตรที่ ๓ จบ

365