พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 311 (เล่ม 25)

ที่ได้ความสุขนั้น แม้เรานี้ก็พึงรักษาหญ้ามุงกระต่ายไว้ น่าติเตียนชีวิต
ของเรา เราตายเสียในสงครามประเสริฐกว่า แพ้แล้วเป็นอยู่จะประเสริฐ
อะไรสมณพราหมณ์บางพวกหยั่งลงแล้วในเสนาของท่านนี้ ย่อมไม่
ปรากฎ ส่วนผู้ที่มีวัตรงาม ย่อมไปโดยหนทางที่ชนทั้งหลายไม่รู้ เรา
เห็นมารพร้อมด้วยพาหนะยกออกแล้วโดยรอบจึงมุ่งหน้าไปเพื่อรบ มาร
อย่าได้ยังเราให้เคลื่อนจากที่ โลกพร้อมด้วยเทวโลกย่อมครอบงำเสนา
ของท่านไม่ได้ เราจะทำลายเสนาของท่านเสียด้วยปัญญา เหมือนบุคคล
ทำลายภาชนะดินทั้งดิบทั้งสุก ด้วยก้อนหิน ฉะนั้น เราจักกระทำ
สัมมาสังกัปปะให้ชำนาญและดำรงสติให้ตั้งมั่นเป็นอันดี แล้วจักเที่ยว
จากแคว้นนี้ไปยังแคว้นโน้น แนะนำสาวกเป็นอันมากสาวกผู้ไม่ประมาท
เหล่านั้นมีใจเด็ดเดี่ยว กระทำตามคำสั่งสอนของเราจักถึงที่ซึ่งไม่มีความ
ใคร่ ที่ชนทั้งหลายไปถึงแล้วย่อมไม่เศร้าโศก ฯ
มารกล่าวคาถาว่า
เราได้ติดตามรอยพระบาทของพระผู้มีพระภาคสิ้น ๗ ปี ไม่ได้ประสบ
ช่องของพระสัมพุทธเจ้าผู้มีศิริ มารได้ไปตามลมรอบๆ ก้อนหินซึ่งมีสี
คล้ายก้อนมันข้น ด้วยคิดว่า เราจะประสบความอ่อนโยนในพระโคดม
นี้บ้าง ความสำเร็จประโยชน์พึงมีบ้าง มารไม่ได้ความพอใจในพระสัม
พุทธเจ้าได้กลายเป็นลมหลีกไปด้วยคิดว่า เราถึงพระโคดมแล้วจะทำ
ให้ทรงเบื่อพระทัยหลีกไป เหมือนกาถึงไสลบรรพตแล้วบินหลีกไป
ฉะนั้น พิณของมารผู้ถูกความโศกครอบงำแล้ว ได้ตกจากรักแร้ ลำดับ
นั้น มารนั้นเสียใจ ได้หายไปในที่นั้นนั่นแล ฯ
จบปธานสูตรที่ ๒
สุภาษิตสูตรที่ ๓
[๓๕๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

311
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 312 (เล่ม 25)

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
วาจาอันประกอบด้วยองค์ ๔ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษ และวิญญูชน
ไม่พึงติเตียนองค์ ๔ เป็นไฉน คือ ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมกล่าวแต่คำที่เป็นสุภาษิต ไม่กล่าว
คำที่เป็นทุพภาษิต ๑ ย่อมกล่าวคำที่เป็นธรรม ไม่กล่าวคำที่ไม่เป็นธรรม ๑ย่อมกล่าวแต่คำอัน
เป็นที่รัก ไม่กล่าวคำอันไม่เป็นที่รัก ๑ ย่อมกล่าวแต่คำสัตย์ไม่กล่าวคำเหลาะแหละ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย วาจาอันประกอบด้วยองค์ ๔ นี้แลเป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นทุพภาษิต เป็น
วาจาไม่มีโทษ และวิญญูชนไม่พึงติเตียน ฯ
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้วจึงได้ตรัสคาถา
ประพันธ์ต่อไปอีกว่า
สัตบุรุษทั้งหลาย ได้กล่าวคำอันเป็นสุภาษิตว่าเป็นคำสูงสุดบุคคลพึง
กล่าวแต่คำที่เป็นธรรม ไม่พึงกล่าวคำที่ไม่เป็นธรรมข้อนั้นเป็นที่ ๒
บุคคลพึงกล่าวคำอันเป็นที่รัก ไม่พึงกล่าวคำอันไม่เป็นที่รัก ข้อนั้นเป็น
ที่ ๓ บุคคลพึงกล่าวคำสัตย์ไม่พึงกล่าวคำเหลาะแหละ ข้อนั้นเป็น
ที่ ๔ ฯ
[๓๕๗] ลำดับนั้นแล ท่านพระวังคีสะลุกจากอาสนะ ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประณม
อัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ แล้วได้กราบทูลว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระธรรม
เทศนา ย่อมแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคต พระธรรมเทศนาย่อมแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์
พระผู้มีพระภาคตรัสว่าดูกรวังคีสะ ธรรมเทศนาจงแจ่มแจ้งกะเธอเถิด ฯ
ลำดับนั้นแล ท่านพระวังคีสะได้ชมเชยด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควรในที่เฉพาะ
พระพักตร์ว่า
บุคคลพึงกล่าววาจาอันไม่เป็นเครื่องทำตนให้เดือดร้อน และไม่พึงเบียด
เบียนผู้อื่น วาจานั้นเป็นสุภาษิตแท้ บุคคลพึงกล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รัก
อันชนชื่นชม ไม่ถือเอาคำอันลามก กล่าววาจาอันเป็นที่รักของผู้อื่น
คำสัตย์แลเป็นวาจาไม่ตาย ธรรมนี้เป็นของเก่า สัตบุรุษทั้งหลายตั้งมั่น
แล้วในคำสัตย์ที่เป็นอรรถและเป็นธรรม วาจาที่พระพุทธเจ้าตรัส เป็น

312
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 313 (เล่ม 25)

วาจาเกษม เพื่อบรรลุนิพพาน เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดทุกข์วาจานั้น
แลเป็นวาจาสูงสุดกว่าวาจาทั้งหลาย ฯ
จบสุภาษิตสูตรที่ ๓
สุนทริกสูตรที่ ๔
[๓๕๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกา แคว้นโกศลชนบท ก็สมัย
นั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ครั้นบูชาไฟ บำเรอการบูชาไฟอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกา ครั้งนั้นแล
สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ครั้นบูชาไฟบำเรอไฟแล้วลุกขึ้นจากอาสนะ เหลียวดูทิศทั้งสี่โดยรอบ
ด้วยคิดว่า ใครหนอแล ควรบริโภคเข้าปายาสที่เหลือนี้ สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้เห็น
พระผู้มีพระภาคประทับนั่งทรงคลุมพระกายตลอดพระเศียรอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง จึงถือเอาข้าว
ปายาสที่เหลือด้วยมือซ้าย ถือเต้าน้ำด้วยมือข้างขวา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคได้ทรงเปิดพระเศียรออก เพราะเสียงฝีเท้าของสุนทริกภารทวาช
พราหมณ์ ครั้งนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์คิดว่า ท่านผู้นี้เป็นคนโล้นๆดังนี้แล้ว ปรารถนา
จะกลับจากที่นั้น ลำดับนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ดำริว่าแม้พราหมณ์บางพวกในโลกนี้ก็
เป็นคนโล้น ผิฉะนั้นเราพึงเข้าไปถามถึงชาติ ทีนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ท่านมีชาติอย่างไร ฯ
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ด้วยพระคาถาว่า
[๓๕๙] เราไม่ใช่พราหมณ์ ไม่ใช่ราชโอรส ไม่ใช่แพศย์หรือใครๆเรากำหนด
รู้โคตรของปุถุชนแล้ว ไม่มีความกังวล เที่ยวไปด้วยปัญญาในโลก เรา
นุ่งห่ม (ไตรจีวร) สังฆาฏิ ไม่มีเรือน ปลงผมแล้ว มีตนดับความ
เร่าร้อนแล้ว ไม่คลุกคลีกับด้วยมนุษย์ (มาณพ) ทั้งหลายในโลกนี้
เที่ยวไปอยู่ ท่านถามถึงปัญหาเกี่ยวด้วยโคตรอันไม่สมควรกะเรา ดูกร
พราหมณ์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์ย่อมถามกับพวกพราหมณ์ด้วยกันว่า

313
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 314 (เล่ม 25)

ท่านเป็นพราหมณ์หรือหนอ ถ้าว่าท่านกล่าวว่าเราเป็นพราหมณ์แต่ท่าน
กล่าวกะเราผู้มิใช่พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราขอถามสาวิตรีซึ่งมีบท ๓
มีอักขระ ๒๔ กะท่าน ฯ
พราหมณ์ทูลถามว่า
พวกฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ และพราหมณ์เป็นอันมากในโลกนี้ อาศัย
อะไร ได้กำหนดยัญแก่เทวดาทั้งหลาย ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
เราขอบอกว่าผู้ถึงที่สุดทุกข์ ถึงที่สุดเวท จะพึงได้เครื่องบูชาในเมื่อ
อาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ใดเข้าไปตั้งไว้ในกาลแห่งยัญ ยัญกรรมของ
ผู้นั้นพึงสำเร็จ ฯ
พราหมณ์ทูลว่า
การบูชาของข้าพเจ้านั้น พึงสำเร็จเป็นแน่แท้ เพราะข้าพเจ้าได้พบบุคคล
ผู้ถึงเวทเช่นนั้น อันที่จริง คนอื่นย่อมได้บริโภคเครื่องบูชา เพราะไม่
ได้พบบุคคลผู้เช่นท่าน ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
เพราะเหตุนั้นแหละพราหมณ์ ท่านผู้มีความต้องการด้วยประโยชน์ จงเข้า
ไปถามเถิด ท่านจะพบผู้มีปัญญาดีผู้สงบ ผู้ไม่มีความโกรธ ไม่มีทุกข์
ไม่มีความหวัง ในศาสนานี้แน่แท้ ฯ
พราหมณ์ทูลว่า
(ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ) ข้าพเจ้ายินดีแล้วในยัญ ใคร่จะบูชายัญ แต่
ข้าพเจ้ายังไม่ทราบชัด ขอท่านจงพร่ำสอนข้าพเจ้าเถิด ขอท่านจงบอก
ซึ่งที่เป็นที่สำเร็จแห่งการบูชาแก่ข้าพเจ้าเถิด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรพราหมณ์ ถ้าอย่างนั้นท่านจงเงี่ยโสตลงเถิด เราจักแสดงธรรมแก่
ท่าน ท่านอย่าถามถึงชาติ จงถามแต่ธรรมสำหรับประพฤติเถิด ไฟย่อม
เกิดแต่ไม้แล แม้ผู้ที่เกิดในสกุลต่ำเป็นมุนีมีปัญญา เป็นผู้เกียดกัน

314
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 315 (เล่ม 25)

อกุศลวิตกด้วยหิริ รู้เหตุการณ์ได้โดยฉับพลันก็มี พราหมณ์ผู้มุ่งบุญพึง
บูชา พึงหลั่งไทยธรรมในทักขิไณยบุคคลผู้ที่ฝึกตนด้วยสัจจะ ผู้
ประกอบด้วยการฝึกฝนอินทรีย์ ผู้ถึงที่สุดแห่งเวท ผู้อยู่จบพรหมจรรย์
ตามกาล ชนเหล่าใดละกามทั้งหลายได้แล้ว ไม่ยึดมั่นอะไรๆ เที่ยวไป
มีตนสำรวมดีแล้ว เหมือนกระสวยที่ไปตรง ฉะนั้น พราหมณ์ผู้มุ่งบุญ
พึงบูชา พึงหลั่งไทยธรรมในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใด
ปราศจากราคะ มีอินทรีย์ตั้งมั่นดีแล้ว หลุดพ้นแล้วจากการจับของกิเลส
เปล่งปลั่งอยู่ เหมือนพระจันทร์ที่พ้นแล้วจากการเบียดเบียนของราหู
สว่างไสวอยู่ ฉะนั้น พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมในชนเหล่านั้นตามกาล
ชนเหล่าใดไม่เกี่ยวข้อง มีสติทุกเมื่อ ละนามรูป ที่คนพาลถือว่าเป็นของ
เราได้แล้ว เที่ยวไปในโลก พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมในชนเหล่านั้น
ตามกาลพระตถาคตละกามทั้งหลายได้แล้ว ครอบงำกามทั้งหลาย
เที่ยวไป รู้ที่สุดแห่งชาติและมรณะ ดับความเร่าร้อนได้แล้วเป็นผู้
เยือกเย็นเหมือนห้วงน้ำ ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตผู้เสมอด้วย
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย อยู่ห่างไกลจากบุคคลผู้ไม่เสมอทั้งหลาย เป็นผู้มี
ปัญญาไม่มีที่สุด ผู้อันตัณหาทิฐิไม่ฉาบทาแล้วในโลกนี้หรือในโลกอื่น
ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตผู้เป็นพราหมณ์ ไม่มีมายา ไม่มีมานะ
ปราศจากความโลภ ไม่ยึดถือในสัตว์และสังขารว่าเป็นของเรา หาความ
หวังมิได้ บรรเทาความโกรธแล้วมีตนดับความเร่าร้อนได้แล้ว
ละมลทิน คือ ความโศกเสียได้ ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตละ
ตัณหาและทิฐิที่อยู่ประจำใจได้แล้ว ไม่มีตัณหาและทิฐิอะไรๆ ไม่ถือ
มั่นในโลกนี้หรือในโลกอื่น ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตมีจิตตั้งมั่น
แล้ว ข้ามโอฆะได้แล้ว และได้รู้ธรรมด้วยทิฐิอย่างยิ่ง มีอาสวะสิ้น
แล้ว ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ย่อมควรเครื่องบูชา ภวาสวะและ
วาจาหยาบคายอันพระตถาคตกำจัดได้แล้ว ทำให้สิ้นสูญ ไม่มีอยู่
พระตถาคตผู้ถึงเวท พ้นวิเศษแล้วในธรรมทั้งปวง ย่อมควรเครื่องบูชา

315
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 316 (เล่ม 25)

พระตถาคตผู้ล่วงกิเลสเครื่องข้อง ไม่มีธรรมเป็นเครื่องข้อง ไม่เป็น
สัตว์ผู้มีมานะในเหล่าสัตว์ผู้มีมานะ กำหนดรู้ทุกข์พร้อมทั้งไร่นาและที่
ดิน ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตไม่อาศัยตัณหา มีปรกติเห็น
นิพพาน ก้าวล่วงทิฐิที่จะพึงให้ผู้อื่นรู้ ไม่มีอารมณ์อะไรๆย่อมควร
เครื่องบูชา ธรรมทั้งที่เป็นภายในและภายนอกพระตถาคตแทงตลอด
แล้ว กำจัดได้แล้ว ถึงความสาปสูญมิได้มี พระตถาคตนั้นเป็นผู้สงบ
แล้ว น้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นอุปาทาน ย่อมควรเครื่องบูชา
พระตถาคตเห็นที่สุดแห่งความสิ้นไปแห่งชาติ บรรเทาสังโยชน์อันเป็น
ทางแห่งราคะเสียได้ไม่มีส่วนเหลือ เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีโทษ ปราศจาก
มลทิน ไม่มีความใคร่ ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตไม่พิจารณาเห็น
ตนโดยความเป็นตน มีจิตตั้งมั่น ปฏิบัติตรง ดำรงตนมั่น ไม่หวั่นไหว
ไม่มีกิเลสดุจหลักตอ ไม่มีความสงสัย ย่อมควรเครื่องบูชาพระตถาคต
ไม่มีปัจจัยแห่งโมหะอะไรๆ เห็นด้วยญาณในธรรมทั้งปวง ทรงไว้ซึ่ง
สรีระมีในที่สุด และได้บรรลุสัมโพธิญาณที่ยอดเยี่ยม อันเกษม ความ
บริสุทธิ์ของบุรุษย่อมมีด้วยเหตุเพียงเท่านี้ (พระตถาคตย่อมควร
เครื่องบูชา) ฯ
พราหมณ์ทูลว่า
ก็การบูชาของข้าพระองค์ จะเป็นการบูชาจริง เพราะว่าข้าพระองค์ได้
บุคคลผู้ถึงเวทเช่นนั้น พระผู้มีพระภาคเป็นพรหม ผู้เห็นเองแท้ ขอได้
โปรดทรงรับ ทรงบริโภคเครื่องบูชาของข้าพระองค์เถิด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรพราหมณ์ เราไม่พึงบริโภคโภชนะที่ขับกล่อมได้มา ข้อนี้ไม่ใช่
ธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทรงเห็นอยู่โดยชอบ พระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ย่อมทรงห้ามโภชนะที่ขับกล่อมได้มา ดูกรพราหมณ์ เมื่อ
ธรรมมีอยู่ การแสวงหาเป็นความประพฤติของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็
ท่านจงบำรุงพระขีณาสพผู้บริบูรณ์ด้วยคุณทั้งปวง ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่

316
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 317 (เล่ม 25)

ผู้มีความคนองสงบแล้ว ด้วยข้าวน้ำอย่างอื่นเถิด เพราะว่าเขตนั้นเป็น
เขตของบุคคลผู้มุ่งบุญ ฯ
พราหมณ์ทูลว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอประทานวโรกาส ข้าพระองค์ถึงคำสั่งสอนของ
พระองค์แล้ว พึงรู้แจ่มแจ้งอย่างที่พระองค์ตรัสบอก ขอพระองค์จงทรง
แสดงทักขิไณยบุคคลผู้บริโภคทักขิณาของบุคคลผู้เช่นด้วยข้าพระองค์
ที่ข้าพระองค์จะพึงแสวงหาบำรุงอยู่ ในกาลแห่งยัญ แก่ข้าพระองค์เถิด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ท่านจงกำจัดความสยิ้วหน้า จงประคองอัญชลีนอบน้อมผู้ที่ปราศจาก
ความแข่งดี ผู้มีจิตไม่ขุ่นมัว หลุดพ้นแล้วจากกามทั้งหลาย บรรเทา
ความง่วงเหงาเสียแล้ว นำกิเลสออกเสียได้ ผู้ฉลาดในชาติและมรณะ
ผู้นั้นเป็นมุนี สมบูรณ์ด้วยปัญญา ผู้มาแล้วสู่ยัญเช่นนั้น จงบูชาด้วย
ข้าวและน้ำเถิด ทักขิณาย่อมสำเร็จได้ด้วยอาการอย่างนี้ ฯ
พราหมณ์ทูลว่า
พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ที่บุคคลควรบูชาในโลกทั้งปวงเป็นบุญ
เขตอย่างยอดเยี่ยม ย่อมควรเครื่องบูชา ทานที่บุคคลถวายแล้วแด่
พระองค์ เป็นทานมีผลมาก ฯ
[๓๖๐] ลำดับนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่
พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์
แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของ
ที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืดด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปได้ฉะนั้น
ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระองค์ กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ข้าพระองค์พึงได้
บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระองค์เถิด สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้บรรพชาอุปสมบทใน
สำนักของพระผู้มีพระภาค ฯลฯ ก็ท่านสุนทริกภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในจำนวน
พระอรหันต์ทั้งหลาย ฉะนั้นแล ฯ
จบสุนทริกภารทวาชสูตรที่ ๔

317
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 318 (เล่ม 25)

มาฆสูตรที่ ๕
[๓๖๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์ครั้งนั้นแล
มาฆมาณพเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการ
ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็ข้าพระองค์เป็นทายก เป็นทานบดี ผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอควรแก่
การขอ ย่อมแสวงหาโภคทรัพย์โดยธรรม ครั้นแสวงหาได้แล้ว ย่อมนำโภคทรัพย์ที่ตนได้มาโดย
ธรรมถวายแก่ปฏิคาหก ๑ องค์บ้าง ๒ องค์บ้าง ๓ องค์บ้าง ๔ องค์บ้าง ๕ องค์บ้าง๖ องค์
บ้าง ๗ องค์บ้าง ๘ องค์บ้าง ๙ องค์บ้าง ๑๐ องค์บ้าง ๒๐ องค์บ้าง๓๐ องค์บ้าง ๔๐ องค์บ้าง
๕๐ องค์บ้าง ๑๐๐ องค์บ้าง ยิ่งกว่านั้นบ้าง ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ถวายทาน
อย่างนี้ บูชาอย่างนี้ จะประสบบุญมากแลหรือ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาณพ เมื่อท่านให้อยู่อย่างนั้น บูชาอยู่อย่างนั้น ย่อม
ประสบบุญมากแท้ ดูกรมาณพ ผู้ใดแล เป็นทายก เป็นทานบดีรู้ความประสงค์ของผู้ขอ
ควรแก่การขอ ย่อมแสวงหาโภคทรัพย์โดยธรรม ครั้นแสวงหาได้แล้ว ย่อมนำโภคทรัพย์ที่ตน
ได้มาโดยธรรม ถวายแก่ปฏิคาหก ๑ องค์บ้าง ฯลฯ ๑๐๐ องค์บ้าง ยิ่งกว่านั้นบ้าง ผู้นั้นย่อม
ประสบบุญมาก ฯ
ครั้งนั้นแล มาฆมาณพได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
[๓๖๒] ข้าพระองค์ขอถามพระโคดมผู้ทรงรู้ถ้อยคำ ผู้ทรงผ้ากาสายะไม่ยึดถือ
อะไรเที่ยวไป ผู้ใดเป็นคฤหัสถ์ ควรแก่การขอ เป็นทานบดี มีความ
ต้องการบุญ มุ่งบุญ ให้ข้าวน้ำ บูชาแก่ชนเหล่าอื่นในโลกนี้ การบูชา
ของผู้บูชาอยู่อย่างนี้ จะพึงบริสุทธิ์ได้อย่างไร ฯ
พ. (ดูกรมาฆมาณพ) ผู้ใดเป็นคฤหัสถ์ ควรแก่การขอ เป็นทานบดี มีความ
ต้องการบุญ มุ่งบุญ ให้ข้าวน้ำบูชาแก่ชนเหล่าอื่นในโลกนี้ ผู้เช่นนั้น
พึงให้ทักขิไณยบุคคลยินดีได้ ฯ

318
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 319 (เล่ม 25)

ม. ผู้ใดเป็นคฤหัสถ์ ควรแก่การขอ เป็นทานบดี มีความต้องการบุญ มุ่ง
บุญ ให้ข้าวน้ำบูชาแก่ชนเหล่าอื่นในโลกนี้ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอ
พระองค์ทรงบอกทักขิไณยบุคคลแก่ข้าพระองค์เถิด ฯ
พ. ชนเหล่าใดแลไม่เกี่ยวข้อง หาเครื่องกังวลมิได้ สำเร็จกิจแล้ว มีจิต
คุ้มครองแล้ว เที่ยวไปในโลก พราหมณ์ผู้มุ่งบุญพึงหลั่งไทยธรรม
บูชาในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดตัดกิเลสเครื่องผูกพันคือสัง
โยชน์ได้ทั้งหมด ฝึกตนแล้ว เป็นผู้พ้นเด็ดขาด ไม่มีทุกข์ ไม่มี
ความหวัง พราหมณ์ผู้มุ่งบุญพึงหลั่งไทยธรรม บูชาในชนเหล่านั้น
ตามกาล ชนเหล่าใดพ้นเด็ดขาดจากสังโยชน์ทั้งหมด ฝึกตนแล้ว เป็น
ผู้หลุดพ้นแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรม
บูชาในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดละราคะ โทสะและโมหะได้
แล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรม
บูชาในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดไม่มีมายา ไม่มีความถือตัว มี
อาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์ พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมในชน
เหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดปราศจากความโลภ ไม่ยึดถืออะไรๆ ว่า
เป็นของเรา ไม่มีความหวัง มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์
พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาลชนเหล่าใดแล
ไม่น้อมไปในตัณหาทั้งหลาย ข้ามโอฆะได้แล้วไม่ยึดถืออะไรๆ ว่า
เป็นของเรา เที่ยวไปอยู่ พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้น
ตามกาล ชนเหล่าใดไม่มีตัณหาเพื่อเกิดในภพใหม่ ในโลกไหนๆ คือ
ในโลกนี้หรือในโลกอื่น พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้น
ตามกาล ชนเหล่าใดละกามทั้งหลายได้แล้ว ไม่ยึดถืออะไรเที่ยวไป
มีตนสำรวมดีแล้ว เหมือนกระสวยที่ตรงไปฉะนั้น พราหมณ์พึงหลั่ง
ไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาลชนเหล่าใดปราศจากความกำหนัด
มีอินทรีย์ตั้งมั่นดีแล้วพ้นจากการจับแห่งกิเลส เปล่งปลั่งอยู่ เหมือน
พระจันทร์พ้นแล้วจากราหูจับ สว่างไสวอยู่ฉะนั้น พราหมณ์พึงหลั่ง
ไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดมีกิเลสสงบแล้ว

319
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 320 (เล่ม 25)

ปราศจากความกำหนัด เป็นผู้ไม่โกรธไม่มีคติ เพราะละขันธ์อันเป็น
ไปในโลกนี้ได้เด็ดขาดพราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้น
ตามกาล ชนเหล่าใดละชาติและมรณะไม่มีส่วนเหลือ ล่วงพ้นความ
สงสัยได้ทั้งปวง พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาล
ชนเหล่าใดมีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีเครื่องกังวลหลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง
เที่ยวไปอยู่ในโลก พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตาม
กาล ชนเหล่าใดแล ย่อมรู้ในขันธ์และอายตนะเป็นต้นตามความเป็น
จริงว่าชาตินี้มีในที่สุด ภพใหม่ไม่มี ดังนี้ พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรม
บูชาในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดเป็นผู้ถึงเวท ยินดีในฌาน มี
สติ บรรลุธรรมเครื่องตรัสรู้ดี เป็นที่พึ่งของเทวดาและมนุษย์เป็นอัน
มาก พราหมณ์ผู้มุ่งบุญพึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาล ฯ
ม. คำถามของข้าพระองค์ไม่เปล่าประโยชน์แน่นอน ข้าแต่พระผู้มีพระภาค
พระองค์ตรัสบอกทักขิไณยบุคคลแก่ข้าพระองค์แล้ว ก็พระองค์ย่อมทรง
ทราบไญยธรรมนี้ ในโลกนี้โดยถ่องแท้ จริงอย่างนั้น ธรรมนี้พระองค์ทรง
ทราบแจ่มแจ้งแล้ว ผู้ใดเป็นคฤหัสถ์ เป็นผู้ควรแก่การขอ เป็นทานบดี
มีความต้องการบุญ มุ่งบุญ ให้ข้าวน้ำบูชาแก่ชนเหล่าอื่นในโลกนี้ ข้า
แต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์ตรัสบอกถึงความพร้อมแห่งยัญแก่ข้า
พระองค์ ฯ
พ. ดูกรมาฆะ เมื่อท่านจะบูชาก็จงบูชาเถิด และจงทำจิตให้ผ่องใสในกาล
ทั้งปวง เพราะยัญย่อมเป็นอารมณ์ของบุคคลผู้บูชายัญบุคคลตั้งมั่น
ในยัญนี้แล้ว ย่อมละโทสะเสียได้ อนึ่ง บุคคลผู้นั้น ปราศจากความ
กำหนัดแล้ว พึงกำจัดโทสะ เจริญเมตตาจิตอันประมาณมิได้ ไม่ประมาท
แล้วเนืองๆ ทั้งกลางคืนกลางวัน ย่อมแผ่อัปปมัญญาภาวนาไปทั่วทิศ ฯ
ม. ใครย่อมบริสุทธิ์ ใครย่อมหลุดพ้น และใครยังติดอยู่ บุคคลจะไป
พรหมโลกได้ด้วยอะไร ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมุนีข้าพระองค์ทูลถามแล้ว
ขอพระองค์โปรดตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ผู้ไม่รู้ ก็พระผู้มีพระภาคผู้เป็น

320