พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 301 (เล่ม 25)

การกระทำความพิจารณาย่อมมีแก่พระตถาคตทั้งหลายไวยากรณ์อัน
สมบูรณ์นี้ เป็นของพระองค์ผู้มีพระปัญญาผุดขึ้นดี ทรงเรียนดีแล้ว
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้มีพระปัญญาไม่ทราม อัญชลีมีในภายหลังนี้ ข้า
พระองค์ประฌมดีแล้วพระองค์ทรงทราบอยู่ซึ่งคติของภิกษุชื่อนิโครธ
กัปปะ อย่าได้ทรงทำข้าพระองค์ให้หลงเลย ข้าแต่พระผู้มีพระภาค
ผู้มีความเพียรไม่ทราม พระองค์ทรงรู้แจ้งอริยธรรมอันประเสริฐยิ่ง
ทรงทราบอยู่ซึ่งไญยธรรมทั้งปวง อย่าได้ทรงทำข้าพระองค์ให้หลงเลย
ข้าพระองค์หวังจะได้สดับพระดำรัสของพระองค์อยู่ เหมือนบุรุษผู้ร้อน
แล้วเพราะความร้อนในฤดูร้อน หวังจะได้น้ำ ฉะนั้น ขอพระองค์
จงยังสัททายตนะ คือ สุตะให้ตกเถิด ภิกษุชื่อนิโครธกัปปะได้ประพฤติ
พรหมจรรย์ ตามความปรารถนา พรหมจรรย์อะไรๆ ของท่านไม่เปล่า
นิพพานแล้ว ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุหรือ หรือว่าเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว
ยังมีอุปาทานเหลืออยู่ ข้าพระองค์ทั้งหลายจะขอฟังความข้อนั้น ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า
ภิกษุชื่อนิโครธกัปปะ ได้ตัดตัณหาในนามรูปนี้ ที่เป็นกระแสแห่งกัณหมาร
อันนอนเนื่องแล้วสิ้นกาลนาน เธอได้ข้ามพ้นชาติและมรณะไม่มีส่วน
เหลือ ปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ พระผู้มีพระภาค
ผู้ประเสริฐสุดด้วยอินทรีย์ ๕ เป็นต้น ได้ตรัสอย่างนี้ ฯ
ท่านพระวังคีสะกราบทูลว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์นี้ได้ฟังแล้ว ย่อมเลื่อมใสพระดำรัส
ของพระองค์ ได้ยินว่า ข้าพระองค์ได้ทูลถามถึงพรหมจรรย์อันไม่เปล่า
พระองค์ผู้เป็นพราหมณ์ไม่ลวงข้าพระองค์ พระสาวกของพระพุทธเจ้า
เป็นผู้มีปรกติกล่าวอย่างใด กระทำอย่างนั้น ได้ตัดข่ายอันมั่นคงนั้นๆ
ของมัจจุราชผู้มีมายาขาดแล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ภิกษุชื่อนิโครธกัปปะ
ผู้สมควร ได้เห็นเบื้องต้นแห่งอุปาทานได้ล่วงบ่วงมารที่ข้ามได้แสนยาก
แล้วหนอ ฯ
จบวังคีสสูตรที่ ๑๒

301
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 302 (เล่ม 25)

สัมมาปริพพาชนิยสูตรที่ ๑๓
พระพุทธนิมิตตรัสถามด้วยพระคาถาว่า
[๓๓๑] เราขอถามมุนีผู้มีปัญญามาก ผู้ข้ามถึงฝั่ง ปรินิพพานแล้วดำรงตนมั่น
ภิกษุนั้นบรรเทากามทั้งหลายแล้ว พึงเว้นรอบโดยชอบในโลกอย่างไร ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ภิกษุใด ถอนการถือความเกิด ความฝันและลักษณะว่าเป็นมงคลขึ้นได้
แล้ว ภิกษุนั้นละมงคลอันเป็นโทษได้แล้วพึงเว้นรอบโดยชอบในโลก
ภิกษุพึงนำเสียซึ่งความกำหนัดในกามทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ทั้ง
ที่เป็นของทิพย์ภิกษุนั้นตรัสรู้ธรรมแล้ว ก้าวล่วงภพได้แล้ว พึงเว้น
รอบโดยชอบในโลก ภิกษุกำจัดคำส่อเสียดแล้ว พึงละความโกรธ ความ
ตระหนี่ ภิกษุนั้นละความยินดีและความยินร้ายได้แล้ว พึงเว้นรอบโดย
ชอบในโลก ภิกษุละสัตว์และสังขารอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รักแล้ว
ไม่ถือมั่น อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้วในภพไหนๆ หลุดพ้นแล้ว
จากธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ พึงเว้นรอบโดยชอบในโลกภิกษุนั้น
กำจัดเสียแล้วซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความพอใจในความยึดถือ
ทั้งหลาย ย่อมไม่เห็นความเป็นสาระในอุปธิทั้งหลาย ภิกษุนั้นผู้อัน
ตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้วอันใครๆ พึงนำไปไม่ได้ พึงเว้นรอบโดย
ชอบในโลกภิกษุนั้นไม่ผิดพลาดด้วยวาจาใจและการงานแล้ว รู้แจ้ง
แล้วซึ่งธรรมโดยชอบ ปรารถนาบทคือนิพพานอยู่ พึงเว้นรอบโดยชอบ
ในโลก ภิกษุใดประสบอยู่ ไม่พึงยึดถือว่าเราแม้ถูกด่าก็ไม่พึงผูกโกรธ
ได้โภชนะที่ผู้อื่นให้แล้วไม่พึงประมาทมัวเมา ภิกษุนั้นพึงเว้นรอบโดย
ชอบในโลกภิกษุละความโลภและภพแล้ว งดเว้นจากการตัดและการ
จองจำสัตว์อื่น ข้ามพ้นความสงสัย ไม่มีกิเลสดุจลูกศรพึงเว้นรอบ
โดยชอบในโลก ภิกษุรู้แจ้งความปฏิบัติอันสมควรแก่ตน และรู้แจ้ง
ธรรมตามความเป็นจริงแล้ว ไม่พึงเบียดเบียนสัตว์ไรๆ ในโลก พึงเว้น

302
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 303 (เล่ม 25)

รอบโดยชอบในโลก ภิกษุใดไม่มีอนุสัย ถอนอกุศลมูลอะไรๆ ขึ้นได้
แล้ว ภิกษุนั้นไม่มีความหวัง ไม่มีตัณหา พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก
ภิกษุผู้สิ้นอาสวะ ละมานะได้แล้ว ก้าวล่วงธรรมชาติอันเป็นทางแห่ง
ราคะได้หมด ฝึกฝนตน ดับกิเลสได้แล้ว มีจิตตั้งมั่น พึงเว้นรอบโดย
ชอบในโลก ภิกษุผู้มีศรัทธาได้สดับแล้ว เห็นมรรค ไม่แล่นไปด้วย
อำนาจทิฐิในสัตว์ทั้งหลายผู้ไปแล้วด้วยทิฐิ ภิกษุนั้นเป็นนักปราชญ์
กำจัดเสียซึ่งโลภะ โทสะ และปฏิฆะ พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก
ภิกษุนั้นชนะกิเลสด้วยอรหัตมรรคอันหมดจดดี มีกิเลสดุจหลังคาเปิด
แล้ว มีความชำนาญในธรรมทั้งหลาย ถึงนิพพาน ไม่มีความหวั่นไหว
ฉลาดในญาณอันเป็นที่ดับสังขาร พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุล่วง
ความกำหนดว่าเราว่าของเรา ในปัญจขันธ์ทั้งที่เป็นอดีตทั้งที่เป็น
อนาคต มีปัญญาบริสุทธิ์ก้าวล่วงทั้ง ๓ กาล หลุดพ้นแล้วจากอายตนะ
ทั้งปวง พึงเว้นรอบโดยชอบในโลกภิกษุผู้รู้บทแห่งสัจจะทั้งหลาย
ตรัสรู้ธรรม เห็นการละอาสวะทั้งหลายเป็นวิวฏะ (นิพพาน) ไม่ข้อง
อยู่ในภพไหนๆเพราะความหมดสิ้นไปแห่งอุปธิทั้งปวง พึงเว้นรอบ
โดยชอบในโลก ฯ
พระพุทธนิมิตตรัสพระคาถาว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อนี้เป็นอย่างนั้นแน่แท้ทีเดียว ภิกษุใดมีปรกติ
อยู่อย่างนี้ ฝึกฝนตนแล้ว ล่วงธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ทั้งปวง ภิกษุ
นั้นพึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ฯจบสัมมาปริพพาชนิยสูตรที่ ๑๓
ธรรมิกสูตรที่ ๑๔
[๓๓๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

303
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 304 (เล่ม 25)

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ธรรมิกอุบาสกพร้อมด้วยอุบาสก ๕๐๐ เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
[๓๓๓] ข้าแต่พระโคดมผู้มีพระปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน ข้าพระองค์ขอ ทูลถาม
พระองค์ อุบาสกผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตก็ดี อุบาสกผู้ยังอยู่ครองเรือน
อีกก็ดี บรรดาสาวกทั้งสองพวกนี้สาวกกระทำอย่างไรจึงจะเป็นผู้ยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จ พระองค์เท่านั้นแล ทรงทราบชัดซึ่งคติและความ
สำเร็จของโลกพร้อมทั้งเทวโลก บุคคลผู้เห็นประโยชน์อันละเอียดเช่น
กับพระองค์ย่อมไม่มี บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าวพระองค์แล ว่าเป็น
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระองค์ทรงแทงตลอดไญยธรรมทรงอนุเคราะห์
เหล่าสัตว์ ได้ทรงประกาศพระญาณและธรรมทั้งปวง ข้าแต่พระโคดมผู้
มีพระจักษุรอบคอบ พระองค์ผู้มีกิเลสดุจหลังคาที่เปิดแล้ว เป็นผู้ปราศจาก
มลทิน ไพโรจน์อยู่ในโลกทั้งปวง พญาช้าง (เทพบุตร) ชื่อเอราวัณ
ทราบว่า พระผู้มีพระภาคนี้ทรงชนะบาปธรรม ดังนี้แล้วได้ไปในสำนัก
ของพระองค์ พญาช้างเอราวัณแม้นั้นทูลถามปัญหากะพระองค์ ได้สดับ
ปัญหาแล้วซ้องสาธุการชื่นชมยินดี ได้บรรลุธรรมไปแล้ว แม้พระราชา
พระนามว่าเวสสวัณกุเวรก็เข้าเฝ้าพระองค์ทูลไต่ถามธรรมอยู่ พระองค์
อันพระราชาพระนามว่าเวสสวัณกุเวรแม้นั้นแล ทูลถามแล้วย่อมตรัส
บอก ท้าวเวสสวัณกุเวรแม้นั้นแล ได้สดับปัญหาแล้วทรงชื่นชมยินดี ได้
เสด็จไปแล้ว พวกเดียรถีย์ก็ดี อาชีวกก็ดีนิครนถ์ก็ดี ผู้มีปรกติกระทำ
วาทะทั้งหมดนี้ย่อมไม่เกินพระองค์ด้วยปัญญา เหมือนบุคคลผู้หยุดอยู่ ไม่
พึงเกินคนเดินเร็วซึ่งเดินอยู่ ฉะนั้น พวกพราหมณ์ก็ดี แม้พวกพราหมณ์
ผู้เฒ่าก็ดีผู้มีปรกติกระทำวาทะเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ และแม้ชนเหล่า
อื่นสำคัญอยู่ว่า เราทั้งหลายผู้มีปรกติกระทำวาทะ ชนเหล่านั้นทั้งหมด
เป็นผู้เนื่องด้วยประโยชน์ในพระองค์ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์
ทั้งหมดกำลังคอยฟังด้วยดี ซึ่งธรรมที่ละเอียดและนำความสุขมาให้ อัน

304
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 305 (เล่ม 25)

พระองค์ตรัสดีแล้วนี้ ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระองค์อันข้า
พระองค์ทั้งหลายทูลถามแล้ว ได้โปรดตรัสบอกความข้อนั้น แก่ข้า
พระองค์ทั้งหลาย ภิกษุกับทั้งอุบาสกเหล่านี้แม้ทั้งหมดนั่งประชุมกันแล้ว
ในที่นั้นแหละ เพื่อจะฟังขอจงตั้งใจฟังธรรมที่พระผู้มีพระภาคผู้ไม่มี
มลทินตรัสรู้แล้ว เหมือนเทวดาทั้งหลายตั้งใจฟังสุภาษิตของท้าววาสวะ
ฉะนั้น ฯ
พระผู้มีพระภาค เพื่อจะทรงแสดงปฏิปทาของบรรพชิตก่อน ตรัสเรียกภิกษุ
ทั้งหลายมาแล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรา เราจะยังเธอทั้งหลายให้ฟัง
ธรรมอันกำจัดกิเลส และเธอทั้งปวงจงประพฤติธรรมอันกำจัดกิเลสนั้น
ภิกษุผู้มีปัญญาความคิด ผู้เห็นประโยชน์ พึงเสพอิริยาบถอันสมควรแก่
บรรพชิตนั้น ภิกษุไม่พึงเที่ยวไปในเวลาวิกาลเลย อนึ่งภิกษุพึงเที่ยวไป
เพื่อบิณฑบาตในบ้านในกาล ด้วยว่าธรรมเป็นเครื่องข้องทั้งหลายย่อม
ข้องภิกษุผู้เที่ยวไปในกาลอันไม่สมควรไว้ เพราะเหตุนั้น ท่านผู้รู้
ทั้งหลายย่อมไม่เที่ยวไปในเวลาวิกาล รูป เสียงกลิ่น รส และ
ผัสสะ ย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้มัวเมา ภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้วซึ่งความ
พอใจในธรรมเหล่านี้ พึงเข้าไปยังโอกาสที่จะพึงบริโภคอาหารในเวลา
เช้าโดยกาล อนึ่ง ภิกษุได้บิณฑบาตแล้วตามสมัย พึงกลับไปนั่งในที่
สงัดแต่ผู้เดียว ภิกษุผู้สงเคราะห์อัตภาพแล้ว คิดถึงขันธสันดานในภาย
ใน ไม่พึงส่งใจไปในภายนอก ถ้าแม้ว่าภิกษุนั้นพึงเจรจากับสาวกอื่น
หรือกับภิกษุรูปไรๆ ไซร้ ภิกษุนั้นพึงกล่าวธรรมอันประณีต ไม่พึงกล่าว
คำส่อเสียด ทั้งไม่พึงกล่าวคำติเตียนผู้อื่น ก็บุคคลบางพวกย่อมประถ้อย
คำกันเราย่อมไม่สรรเสริญบุคคลเหล่านั้นผู้มีปัญญาน้อย ความเกี่ยว
ข้องด้วยการวิวาท เกิดจากคลองแห่งคำนั้นๆ ย่อมข้องบุคคลเหล่านั้น
ไว้ เพราะบุคคลเหล่านั้นส่งจิตไปในที่ไกลจากสมถะและวิปัสนา สาวก
ผู้มีปัญญาดี ฟังธรรมที่พระสุคตทรงแสดงแล้ว พิจารณาบิณฑบาต ที่อยู่

305
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 306 (เล่ม 25)

ที่นอน ที่นั่งน้ำ และการซักมลทินผ้าสังฆาฏิแล้วพึงเสพ เพราะเหตุ
นั้นแล ภิกษุไม่ติดแล้วในธรรมเหล่านี้ คือ บิณฑบาต ที่นอนที่นั่ง
น้ำ และการซักมลทินผ้าสังฆาฏิ เหมือนหยาดน้ำไม่ติดในใบบัว ฉะนั้น
ก็เราจะบอกวัตรแห่งคฤหัสถ์แก่เธอทั้งหลาย สาวกกระทำอย่างไรจึงจะ
เป็นผู้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ จริงอยู่สาวกไม่พึงได้เพื่อจะถูกต้องธรรม
ของภิกษุล้วนด้วยอาการที่มีความหวงแหน สาวกวางอาชญาในสัตว์ทุก
หมู่เหล่า ทั้งผู้ที่มั่นคงทั้งผู้ที่ยังสะดุ้งในโลกแล้ว ไม่พึงฆ่าสัตว์เอง ไม่
พึงใช้ผู้อื่นให้ฆ่า และไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นฆ่าแต่นั้น สาวกรู้อยู่ พึง
เว้นสิ่งที่เขาไม่ให้อะไรๆ ในที่ไหนๆไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นลัก ไม่พึง
อนุญาตให้ผู้อื่นลัก พึงเว้นวัตถุที่เจ้าของเขาไม่ให้ทั้งหมด สาวกผู้รู้แจ้ง
พึงเว้นอพรหมจรรย์เหมือนบุคคลเว้นหลุมถ่านเพลิงที่ไฟลุกโชน ฉะนั้น
แต่เมื่อไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่พึงก้าวล่วงภรรยาของผู้อื่น
ก็สาวกผู้อยู่ในที่ประชุมก็ดี อยู่ในท่ามกลางบริษัทก็ดี ไม่พึงกล่าวเท็จ
แก่บุคคลผู้หนึ่ง ไม่พึงให้ผู้อื่นกล่าวคำเท็จ ไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นกล่าว
เท็จ พึงเว้นคำไม่เป็นจริงทั้งหมด สาวกผู้เป็นคฤหัสถ์ไม่พึงดื่มน้ำเมา
พึงชอบใจธรรมนี้ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นดื่ม ไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นดื่ม เพราะ
ทราบชัดการดื่มน้ำเมานั้นว่า มีความเป็นบ้าเป็นที่สุด คนพาลทั้งหลาย
ย่อมกระทำบาปเอง และใช้คนอื่นผู้ประมาทแล้วให้กระทำบาป เพราะ
ความเมานั่นเอง สาวกพึงเว้นความเป็นบ้า ความหลงที่คนพาลใคร่แล้ว
อันเป็นบ่อเกิดแห่งบาปนี้ ไม่พึงฆ่าสัตว์ ไม่พึงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของ
เขาไม่ได้ให้ไม่พึงพูดมุสา ไม่พึงดื่มน้ำเมา พึงเว้นจากเมถุนธรรม
อันเป็นความประพฤติไม่ประเสริฐ ไม่พึงบริโภคโภชนะในเวลาวิกาล
ในราตรี ไม่พึงทัดทรงดอกไม้และไม่พึงลูบไล้ของหอมพึงนอนบน
เตียงหรือบนพื้นดินที่เขาลาดแล้ว บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวอุโบสถอัน
ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล ว่าอันพระพุทธเจ้าผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์
ทรงประกาศไว้แล้ว แต่นั้นสาวกผู้มีใจเลื่อมใส พึงเข้าจำอุโบสถอัน

306
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 307 (เล่ม 25)

ประกอบด้วยองค์ ๘ประการให้บริบูรณ์ดี ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ
และ ๘ ค่ำแห่งปักข์ และตลอดปาฏิหาริกปักข์ แต่นั้นสาวกผู้รู้แจ้ง
เข้าจำอุโบสถอยู่แต่เช้าแล้ว มีจิตเลื่อมใส ชื่นชมอยู่เนืองๆ พึงแจก
จ่ายภิกษุสงฆ์ด้วยข้าวและน้ำตามควร พึงเลี้ยงมารดาและบิดาด้วย
โภคสมบัติที่ได้มาโดยชอบธรรม พึงประกอบการค้าขายอันชอบธรรม
ไม่ประมาท ประพฤติวัตรแห่งคฤหัสถ์นี้อยู่ ย่อมเข้าถึงเหล่าเทวดาชื่อว่า
สยัมปภา ผู้มีรัศมีในตน ฯ
จบธรรมิกสูตรที่ ๑๔
จบจูฬวรรคที่ ๒
__________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. รัตนสูตร ๒. อามคันธสูตร
๓. หิริสูตร ๔. มงคลสูตร
๕. สูจิโลมสูตร ๖. ธรรมจริยสูตร
๗. พราหมณธรรมิกสูตร ๘. นาวาสูตร
๙. กึสีลสูตร ๑๐. อุฏฐานสูตร
๑๑. ราหุลสูตร ๑๒. วังคีสสูตร
๑๓. สัมมาปริพพาชนิยสูตร ๑๔. ธรรมิกสูตร ฯ
ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวพระสูตร ๑๔ สูตรว่าจูฬวรรคแล ฯ

307
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 308 (เล่ม 25)

สุตตนิบาต มหาวรรคที่ ๓
ปัพพชาสูตรที่ ๑
ท่านพระอานนท์กล่าวคาถาว่า
[๓๕๔] ข้าพเจ้าจักสรรเสริญบรรพชา อย่างที่พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุทรงบรรพชา
ข้าพเจ้าจักสรรเสริญบรรพชา อย่างที่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงทดลอง
อยู่ ทรงพอพระทัยบรรพชาด้วยดี พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า ฆราวาสนี้
คับแคบ เป็นบ่อเกิดแห่งธุลี และทรงเห็นว่า บรรพชาปลอดโปร่ง จึง
ทรงบรรพชา พระพุทธเจ้าครั้นทรงบรรพชาแล้ว ทรงเว้นบาปกรรมทาง
กาย ทรงละวจีทุจริต ทรงชำระอาชีพให้หมดจด พระพุทธเจ้ามีพระ
ลักษณะอันประเสริฐมากมาย ได้เสด็จถึงกรุงราชคฤห์ เสด็จเที่ยวไปยัง
คิริพชนคร แคว้นมคธ เพื่อบิณฑบาตพระเจ้าพิมพิสารประทับยืนอยู่
บนปราสาท ได้ทอดพระเนตรเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้สมบูรณ์ด้วย
ลักษณะจึงได้ตรัสเนื้อความนี้ว่า แน่ะท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย
จงดูภิกษุรูปนี้เถิด ภิกษุรูปนี้มีรูปงามสมบูรณ์ มีฉวีวรรณบริสุทธิ์ ถึง
พร้อมด้วยการเที่ยวไป และเพ่งดูเพียงชั่วแอกมีจักษุทอดลง มีสติ
ภิกษุรูปนี้หาเหมือนผู้บวชจากสกุลต่ำไม่ ราชทูตทั้งหลายจงรีบไปเถิด
เพื่อทราบว่าภิกษุรูปนี้จักไป ณ ที่ไหน ราชทูตที่พระเจ้าพิมพิสารส่งไป
เหล่านั้นได้ติดตามไปข้างหลังเพื่อทราบว่า ภิกษุรูปนี้จะไปที่ไหนจักอยู่
ณ ที่ไหน พระพุทธเจ้าเสด็จไปตามลำดับตรอก ทรงคุ้มครองทวาร
สำรวมดีแล้ว มีพระสติสัมปชัญญะ ได้ทรงยังบาตรให้เต็มเร็ว พระองค์
ผู้เป็นมุนี เสด็จเที่ยวบิณฑบาตแล้ว เสด็จออกจากพระนคร เสด็จไป
ยังปัณฑวบรรพตด้วยทรงพระดำริว่า จักประทับอยู่ ณ ที่นั้น ราชทูต
ทั้ง ๓เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปสู่ที่ประทับ จึงพากันเข้าไปเฝ้าคน

308
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 309 (เล่ม 25)

หนึ่งกลับมากราบทูลแต่พระราชาว่า ขอเดชะ ภิกษุรูปนั้นนั่งอยู่เบื้องหน้า
ภูเขาปัณฑวะ เหมือนเสือโคร่ง โคอุสุภราชและราชสีห์ในถ้ำ ฉะนั้น
พระมหากษัตริย์ ทรงสดับคำของราชทูตแล้ว รีบด่วนเสด็จไปยัง
ปัณฑวบรรพตด้วยยานอันอุดมท้าวเธอเสด็จไปตลอดพื้นที่แห่งยานแล้ว
เสด็จลงจากยานเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาท เข้าไปถึงปัณฑว
บรรพตนั้นแล้ว ประทับนั่ง ครั้นแล้วได้ทรงสนทนาปราศรัย ครั้นผ่าน
การปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ตรัสเนื้อความนี้ว่าท่านยัง
หนุ่มแน่น ตั้งอยู่ในปฐมวัย สมบูรณ์ด้วยความเฟื่องฟูแห่งวรรณะ
เหมือนกษัตริย์ผู้มีพระชาติ ท่านยังหมู่พลให้งามอยู่ ผู้อันหมู่ประเสริฐ
ห้อมล้อมแล้ว ข้าพเจ้าจะให้โภคสมบัติ ขอเชิญท่านบริโภคโภคสมบัติ
เถิด ท่านอันข้าพเจ้าถามแล้วขอจงบอกชาติแก่ข้าพเจ้าเถิด ฯ
พระพุทธเจ้าตรัสพระคาถาตอบว่า
ดูกรมหาบพิตร ชนบทแห่งแคว้นโกศลซึ่งเป็นที่อยู่ข้างหิมวันตประเทศ
สมบูรณ์ด้วยทรัพย์และความเพียร อาตมภาพโดยโคตรชื่ออาทิตย์ โดย
ชาติชื่อศากยะ ไม่ปรารถนากามเป็นผู้ออกบวชจากสกุลนั้น อาตมภาพ
เห็นโทษในกามทั้งหลาย เห็นการบรรพชาเป็นที่ปลอดโปร่ง จักไปเพื่อ
ความเพียร ใจของอาตมภาพยินดีในความเพียรนี้ ฯ
จบปัพพชาสูตรที่ ๑
ปธานสูตรที่ ๒
[๓๕๕] มารได้เข้ามาหาเราผู้มีตนส่งไปแล้วเพื่อความเพียร บากบั่นอย่างยิ่ง เพ่ง
อยู่ ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อบรรลุนิพพานอันเกษมจากโยคะ
กล่าววาจาน่าเอ็นดูว่า ท่านผู้ซูบผอม มีผิวพรรณเศร้าหมอง ความตาย
ของท่านอยู่ในที่ใกล้ เหตุแห่งความตายของท่านมีตั้งพันส่วน ความเป็น

309
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต - หน้าที่ 310 (เล่ม 25)

อยู่ของท่านมีส่วนเดียว ชีวิตของท่านผู้ยังเป็นอยู่ประเสริฐกว่า เพราะ
ว่าท่านเป็นอยู่จักกระทำบุญได้ ท่านประพฤติพรหมจรรย์ และบูชาไฟอยู่
ย่อมสั่งสมบุญได้มาก ท่านจักทำประโยชน์อะไรด้วยความเพียร ทาง
เพื่อความเพียรพึงดำเนินไปได้ยาก กระทำได้ยาก ให้เกิดความยินดีได้
ยาก มารได้ยืนกล่าวคาถาเหล่านี้ในสำนักของพระพุทธเจ้า พระผู้มีพระ
ภาคตรัสคาถาประพันธ์นี้กะมารผู้กล่าวอย่างนั้นว่า แน่ะมารผู้มีบาป ผู้
เป็นเผ่าพันธุ์ของคนประมาท ท่านมาในที่นี้ด้วยความต้องการอันใด
ความต้องการอันนั้นด้วยบุญ แม้มีประมาณน้อย ก็ไม่มีแก่เรา ส่วนผู้
ใดมีความต้องการบุญ มารควรจะกล่าวกะผู้นั้น เรามีศรัทธาตบะ
วิริยะ และปัญญา ท่านถามเราแม้ผู้มีตนส่งไปแล้วผู้เป็นอยู่อย่างนี้
เพราะเหตุไร ลมนี้พึงพัดกระแสแม่น้ำทั้งหลายให้เหือดแห้งไปได้ เลือด
น้อยหนึ่งของเราผู้มีใจเด็ดเดี่ยวไม่พึงเหือดแห้ง เมื่อโลหิตเหือดแห้งไป
อยู่ ดีและเสลษม์ย่อมเหือดแห้งไป เมื่อเนื้อสิ้นไปอยู่ จิตย่อมเลื่อม
ใสโดยยิ่งสติปัญญา และสมาธิของเรา ย่อมตั้งมั่นโดยยิ่ง เรานั้นถึงจะ
ได้รับเวทนาอันแรงกล้าอยู่อย่างนี้ จิตย่อมไม่เพ่งเล็งกามทั้งหลาย ท่าน
จงดูความที่สัตว์เป็นผู้บริสุทธิ์ กามทั้งหลายเรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๑ ของ
ท่าน ความไม่ยินดีเรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๒ ของท่าน ความหิวและ
ความระหาย เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๓ ของท่าน ตัณหา เรากล่าวว่า
เป็นเสนาที่ ๔ ของท่าน ถีนมิทธะ เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๕ ของท่าน
ความขลาดกลัว เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๖ ของท่านความสงสัย เรา
กล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๗ ของท่าน ความลบหลู่ความหัวดื้อ เรากล่าวว่า
เป็นเสนาที่ ๘ ของท่าน ลาภ สรรเสริญ สักการะ เรากล่าวว่าเป็นเสนา
ที่ ๙ ของท่าน และยศที่ได้มาผิดซึ่งเป็นเหตุ ให้บุคคลยกตนและดูหมิ่น
ผู้อื่นเรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๑๐ ของท่าน แน่ะมาร เสนาของท่านนี้มี
ปกติกำจัดซึ่งคนผู้มีธรรมดำ คนผู้ไม่กล้าย่อมไม่ชนะซึ่งเสนาของท่านนั้น
ส่วนคนผู้กล้าย่อมชนะได้ ครั้นชนะแล้วย่อมได้ความสุข ก็เพราะเหตุ

310