พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 354 (เล่ม 23)

ได้มีความคิดว่า ถ้าว่าเราเห็นโทษในกามทั้งหลายแล้ว พึงกระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ใน
เนกขัมมะแล้วพึงเสพอานิสงส์นั้นโดยมาก ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเราจะพึง
แล่นไปพึงเลื่อมใส พึงตั้งอยู่ในเนกขัมมะ พึงหลุดพ้นในเพราะเนกขัมมะ เมื่อเราพิจารณา
เห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ สมัยต่อมา เรานั้นเห็นโทษในกามแล้วได้กระทำให้มาก บรรลุ
อานิสงส์ในเนกขัมมะแล้วเสพโดยมาก จิตของเรานั้นจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ
หลุดพ้นในเพราะเนกขัมมะ เพราะเราพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เราสงัดจากกาม
สงัดจากอกุศลธรรมบรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดจากวิเวกอยู่ เมื่ยเรานั้นอยู่
ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยกามย่อมฟุ้งซ่าน ข้อนั้นเป็นอาพาธของเรา
เปรียบเหมือนความทุกข์ พึงบังเกิดขึ้นแก่คนผู้มีความสุข เพียงเพื่อเบียดเบียนฉะนั้น ฯ
ดูกรอานนท์ เรานั้นมีความคิดว่า ไฉนหนอ เราพึงบรรลุทุติยฌาน ฯลฯ ดูกรอานนท์
จิตของเรานั้นไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ในทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาร ไม่หลุดพ้นใน
เพราะทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาร เพื่อพิจารณาเห็นว่านั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความ
คิดว่า อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิตของเราไม่แล่นไป … ในเพราะทุติยฌานอันไม่มี
วิตกวิจาร เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในวิตก
เราไม่เห็นและไม่ได้ทำให้มาก อานิสงส์ในทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาร เราไม่ได้บรรลุและไม่ได้
เสพโดยมาก เหตุนั้นจิตของเราจึงไม่แล่นไป … ในเพราะทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาร เพราะ
พิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ เรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในวิตกแล้วพึงกระทำให้
มาก บรรลุอานิสงส์ในทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจารแล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะ
มีได้ คือ จิตของเราพึงแล่นไป … ดูกรอานนท์ สมัยต่อมา เรานั้นแล เห็นโทษในวิตก …
เสพโดยมาก ดูกรอานนท์จิตของเรานั้นจึงแล่นไป … ในเพราะทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาร …
เรานั้นบรรลุทุติยฌาน ฯลฯ ดูกรอานนท์ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันสหรคต
ด้วยวิตก … ฉะนั้น ฯ
ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เราจะพึงมีอุเบกขา มีสติมีสัมปชัญญะ
เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้
ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข ดูกรอานนท์ จิตของเรานั้นย่อมไม่แล่นไป … ดูกร
อานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่าอะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิตของเราไม่แล่นไป …

354
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 355 (เล่ม 23)

ในเพราะตติยฌานอันไม่มีปีติ เมื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า
โทษในปีติ เราไม่เห็นและไม่ได้ทำให้มาก อานิสงส์ในตติยฌานอันไม่มีปีติ เราไม่ได้บรรลุและ
ไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้นจิตของเราจึงไม่แล่นไป …ในเพราะตติยฌานอันไม่มีปีติ เพราะ
พิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ เรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในปีติแล้วพึงกระทำให้มาก
บรรลุอานิสงส์ในตติยฌานอันไม่มีปีติแล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิต
ของเราพึงแล่นไป … ดูกรอานนท์ สมัยต่อมาเรานั้นเห็นโทษในปีติ … เสพโดยมาก ดูกรอานนท์
จิตของเรานั้นจึงแล่นไป … ในเพราะตติยฌานอันไม่มีปีติ … เรานั้นบรรลุตติยฌาน ฯลฯ ดูกร
อานนท์ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยปีติ … ฉะนั้น ฯ
ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เราพึงบรรลุจตุตถฌาน …ดูกรอานนท์
จิตของเรานั้น ย่อมไม่แล่นไป … ในจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะพิจารณาเห็นว่า
นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิต
ของเราไม่แล่นไป … ในเพราะจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เมื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ
ดูกรอานนท์ เรานั้นมีความคิดว่า โทษในอุเบกขาและสุข เราไม่เห็นและไม่ได้ทำให้มาก อานิสงส์
ในจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เราไม่ได้บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้นจิตของเราจึง
ไม่แล่นไป … ในเพราะจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ เรานั้นได้
มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในอุเบกขาและสุขแล้วพึงกระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ใน
จตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุขแล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเรา
พึงแล่นไป … ดูกรอานนท์สมัยต่อมา เรานั้นเห็นโทษในอุเบกขาและสุข … เสพโดยมาก ดูกร
อานนท์ จิตของเรานั้นจึงแล่นไป … ในเพราะจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข … เรานั้นบรรลุ
จตุตถฌาน ฯลฯ ดูกรอานนท์ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันสหรคตด้วย
อุเบกขา … ฉะนั้น ฯ
ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เรา … พึงบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน …
ดูกรอานนท์ จิตของเรานั้น ย่อมไม่แล่นไป … ในเพราะอากาสานัญจายตนฌาน เพราะพิจารณา
เห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นมีความคิดว่า อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิต
ของเราไม่แล่นไป …ในเพราะอากาสานัญจายตนฌาน เมื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์
เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในรูปฌานทั้งหลาย เราไม่เห็นและไม่ได้ทำให้มากอานิสงส์ใน

355
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 356 (เล่ม 23)

อากาสานัญจายตนฌาน เราไม่ได้บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้น จิตของเราจึงไม่แล่นไป …
ในเพราะอากาสานัญจายตนฌาน เพราะพิจารณาเห็นว่านั่นสงบเรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแล
เราเห็นโทษในรูปฌานทั้งหลายแล้วพึงกระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ในอากาสานัญจายตนฌาน
แล้ว พึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเราพึงแล่นไป … ดูกรอานนท์ สมัย
ต่อมา เราเห็นโทษในรูปฌานทั้งหลาย … เสพโดยมาก ดูกรอานนท์ จิตของเรานั้นจึงแล่นไป …ใน
เพราะอากาสานัญจายตนฌาน … เรานั้นแล … บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน ฯลฯดูกรอานนท์ เมื่อ
เราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยรูปฌานทั้งหลาย … ฉะนั้น ฯ
ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เรา … พึงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน …
ดูกรอานนท์ จิตของเรานั้นย่อมไม่แล่นไป … ในเพราะวิญญาณัญจายตนฌาน เพราะพิจารณาเห็น
ว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า อะไรหนอแลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิต
ของเราไม่แล่นไป … ในเพราะวิญญาณัญจายตนฌาน เมื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์
เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในอากาสานัญจายตนฌาน เราไม่เห็นและไม่ได้ทำให้มากอานิสงส์
ในวิญญาณัญจายตนฌาน เราไม่ได้บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้นจิตของเราจึงไม่แล่น
ไป … ในเพราะวิญญาณัญจายตนฌาน เพราะพิจารณาเห็นว่านั่นสงบ เรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแล
เราเห็นโทษในอากาสานัญจายตนฌานแล้วพึงกระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ในวิญญาณัญจายตน
ฌานแล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเราพึงแล่นไป … ดูกรอานนท์
สมัยต่อมา เรานั้นเห็นโทษในอากาสานัญจายตนฌาน … เสพโดยมาก ดูกรอานนท์ จิตของเราจึง
แล่นไป … ในเพราะวิญญาณัญจายตนฌาน … เรานั้นแล … บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน … ดูกร
อานนท์ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอากาสานัญจายตนฌาน …
ฉะนั้น ฯ
ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เราพึงบรรลุอากิญจัญญายตนฌาน …
ดูกรอานนท์ จิตของเรานั้นย่อมไม่แล่นไป … ในเพราะอากิญจัญญายตนฌาน เพราะพิจารณา
เห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่อง
ให้จิตของเราไม่แล่นไป …ในเพราะอากิญจัญญายตนฌาน เพื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกร
อานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในวิญญาณัญจายตนฌาน เราไม่ได้เห็นและไม่ได้ทำให้มาก
อานิสงส์ในอากิญจัญญายตนฌาน เราไม่ได้บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้น จิตของเรา

356
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 357 (เล่ม 23)

จึงไม่แล่นไป … ในเพราะอากิญจัญญายตนฌาน เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ เรานั้นได้มี
ความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในวิญญาณัญจายตนฌานแล้วพึงกระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์
ในอากิญจัญญายตนฌานแล้วพึงเสพโดยมากข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเรา
พึงแล่นไป … ดูกรอานนท์ สมัยต่อมาเรานั้นเห็นโทษในวิญญาณัญจายตนฌาน … เสพโดยมาก
ดูกรอานนท์ จิตของเรานั้นจึงแล่นไป … ในเพราะอากิญจัญญายตนฌาน … เรานั้นแล … บรรลุอากิญ
จัญญายตนฌาน … ดูกรอานนท์ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันสหรคตด้วย
วิญญาณัญจายตนฌาน … ฉะนั้น ฯ
ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เรา … พึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตน
ฌาน จิตของเรานั้นย่อมไม่แล่นไป … ในเพราะเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เพราะพิจารณา
เห็นว่านั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิต
ของเราไม่แล่นไป … ในเพราะเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เมื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกร
อานนท์เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในอากิญจัญญายตนฌาน เราไม่ได้เห็นและไม่ได้ทำให้มาก
อานิสงส์ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เราไม่ได้บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้น จิต
ของเรา จึงไม่แล่นไป … ในเพราะเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ
เรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในอากิญจัญญายตนฌานแล้วกระทำให้มาก บรรลุ
อานิสงส์ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิต
ของเราพึงแล่นไป… ดูกรอานนท์ สมัยต่อมา เรานั้นเห็นโทษในอากิญจัญญายตนฌาน … เสพโดยมาก
ดูกรอานนท์ จิตของเรานั้นจึงแล่นไป … ในเพราะเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน …เรานั้นแล
… บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน … ดูกรอานนท์ เมื่อเรานั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญา
มนสิการอันสหรคตด้วยอากิญจัญญายตนฌาน … ฉะนั้น ฯ
ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เรา เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญา
ยตนฌาน พึงบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ จิตของเรานั้นย่อมไม่แล่นไปไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งมั่น
ในสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่หลุดพ้นในเพราะสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ
ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่าอะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิตของเราไม่แล่นไป

357
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 358 (เล่ม 23)

ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งมั่นในสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่หลุดพ้นในเพราะสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะ
พิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในเนวสัญญานาสัญญายตน
ฌาน เราไม่เห็นและไม่ได้ทำให้มาก อานิสงส์ในสัญญาเวทยิตนิโรธ เราไม่ได้บรรลุและไม่ได้
เสพโดยมาก เหตุนั้น จิตของเราจึงไม่แล่นไปไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งมั่นในสัญญาเวทยิตนิโรธ
ไม่หลุดพ้นในเพราะสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้น
ได้มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน แล้วพึงกระทำให้มาก บรรลุ
อานิสงส์ในสัญญาเวทยิตนิโรธแล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเรา
จะพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส พึงตั้งมั่นในสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงหลุดพ้นในเพราะสัญญาเวทยิตนิโรธ
เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์สมัยต่อมา เรานั้นเห็นโทษในเนวสัญญานาสัญญา
ยตนฌานแล้วทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ในสัญญาเวทยิตนิโรธแล้วเสพโดยมาก ดูกรอานนท์
จิตของเรานั้นจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่นในสัญญาเวทยิตนิโรธ หลุดพ้นในเพราะสัญญาเวทยิตนิโรธ
เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เรานั้นแล บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วง
เนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง และอาสวะทั้งหลายของเราได้ถึงความสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา ฯ
ดูกรอานนท์ ก็เรายังเข้าบ้าง ออกบ้าง ซึ่งอนุบุพพวิหารสมาบัติ ๙ประการนี้ โดย
อนุโลมและปฏิโลมอย่างนี้ไม่ได้เพียงใด เราก็ยังไม่ปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา
และมนุษย์ เพียงนั้น ดูกรอานนท์ก็เมื่อใดแล เราเข้าบ้าง ออกบ้าง ซึ่งอนุบุพพวิหารสมาบัติ
๙ ประการนี้ โดยอนุโลมและปฏิโลมอย่างนี้แล้ว เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้แล้ว ซึ่ง
อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้ง
สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ก็แหละญาณทัสนะเกิดขึ้นแก่เราว่าเจโตวิมุติของเราไม่กำเริบ
ชาตินี้มีในที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
จบมหาวรรคที่ ๔
________

358
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 359 (เล่ม 23)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. วิหารสูตรที่ ๑ ๒. วิหารสูตรที่ ๒
๓. นิพพานสูตร ๔. คาวีสูตร
๕. ฌานสูตร ๖. อานันทสูตร
๗. พราหมณสูตร ๘. เทวสูตร
๙. นาคสูตร ๑๐. ตปุสสสูตร ฯ
________

359
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 360 (เล่ม 23)

ปัญจาลวรรคที่ ๕
ปัญจาลสูตร
[๒๔๖] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี ครั้งนั้นแล
ท่านพระอุทายีเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้น
ผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่งณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ถามท่าน
พระอานนท์ว่า ดูกรอาวุโส เทพบุตรชื่อปัญจาลจัณฑะได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า
พระพุทธองค์ใดหลีกออกเร้น ทรงเป็นมุนีผู้ประเสริฐ
ได้ตรัสรู้ฌานแล้ว พระพุทธองค์นั้นเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง
ได้ทรงรู้แล้วซึ่งโอกาสอันไปแล้วในที่แคบ ฯ
ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสที่แคบเป็นไฉน ตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบเป็น
ไฉน ฯ
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสกามคุณ ๕ ประการนี้ว่าเป็น
ที่แคบ ๕ ประการเป็นไฉน คือ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็น
ที่รัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด เสียงที่จะพึงรู้แจ้งด้วยหู ฯลฯ กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก ฯลฯ
รสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น ฯลฯ โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
เป็นที่รัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสกามคุณ ๕ ประการนี้แล
ว่าเป็นที่แคบ ฯ
ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อปฐมฌานนั้น
มีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในปฐมฌานนั้น วิตกวิจารยังไม่ดับไปในปฐมฌานนั้น นี้
ชื่อว่าที่แคบในปฐมฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุทุติยฌาน ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระ
ผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อทุติยฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่า
ที่แคบในทุติยฌานนั้น ปีติยังไม่ดับไปในทุติยฌานนี้นี้ชื่อว่าที่แคบในทุติยฌานนี้ ฯ

360
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 361 (เล่ม 23)

อีกประการหนึ่ง ภิกษุ ฯลฯ บรรลุตติยฌาน … ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล
พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อตติยฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่า
ที่แคบในตติยฌานนั้น อุเบกขาและสุขยังไม่ดับไปในตติยฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในตติยฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล
พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อจตุตถฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไร
ชื่อว่าที่แคบในจตุตถฌานนั้น รูปสัญญายังไม่ดับไปในจตุตถฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบใน
จตุตถฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน … ดูกรอาวุโส โดยปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ เมื่ออากาสานัญจายตนฌานนั้น
มีอยู่ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในอากาสานัญจายตนฌาน อากาสานัญจายตนสัญญา
ยังไม่ดับไปในอากาสานัญจายตนฌานนั้นนี้ชื่อว่าที่แคบในอากาสานัญจายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน … ดูกรอาวุโสโดยปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อวิญญาณัญจายตนฌานนั้น
มีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในวิญญาณัญจายตนฌานนั้น วิญญาณัญจายตนสัญญา
ยังไม่ดับไปในวิญญาณัญจายตนฌานนั้นนี้ชื่อว่าที่แคบในวิญญาณัญจายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน … ดูกรอาวุโส โดยปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบแม้เมื่ออากิญจัญญายตนฌานนั้น
มีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในอากิญจัญญายตนฌานนั้น อากิญจัญญายตนสัญญา
ยังไม่ดับไปในอากิญจัญญายตนฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในอากิญจัญญายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน … ดูกรอาวุโส โดยปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อเนวสัญญานาสัญญายตน
ฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้น เนวสัญญา
นาสัญญายตนสัญญายังไม่ดับไปในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในเนวสัญญา
นาสัญญายตนฌานนี้ ฯ

361
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 362 (เล่ม 23)

อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง
บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา ดูกร
อาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ ฯ
จบสูตรที่ ๑
กามเหสสูตรที่ ๑
[๒๔๗] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า กายสักขีๆ ดังนี้ โดยปริยายเพียง
เท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคจึงตรัสกายสักขี ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน และอายตนะ
นั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสกายสักขี ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุทุติยฌาน … ตติยฌาน … จตุตถฌาน …และอายตนะ
นั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสกายสักขี ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุอากาสานัญจายตนะ … และอายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการ
ใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ ดูกรอาวุโสโดยปริยายแม้เพียง
เท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสกายสักขี ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง
บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา และ
อายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ ดูกรอาวุโส
โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แลพระผู้มีพระภาคตรัสกายสักขี ฯ
จบสูตรที่ ๒

362
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 363 (เล่ม 23)

กามเหสสูตรที่ ๒
[๒๔๘] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลหลุดพ้นด้วยปัญญาๆ ดังนี้
ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้นด้วยปัญญา ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌานและเธอ
ย่อมทราบชัดด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แลพระผู้มีพระภาคตรัสบุคคล
หลุดพ้นด้วยปัญญา ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง
บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา และ
เธอย่อมทราบชัดด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัส
บุคคลหลุดพ้นด้วยปัญญา ฯ
จบสูตรที่ ๓
กามเหสสูตรที่ ๓
[๒๔๙] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลหลุดพ้นโดยส่วนสองๆ ดังนี้
ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้นโดยส่วนสอง ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน อายตนะนั้น
มีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ และย่อมทราบชัดด้วย
ปัญญา ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้นโดยส่วน
สอง ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง
บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา อายตนะนั้น
มีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ และย่อมทราบชัด

363