พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 214 (เล่ม 5)

เธอกล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมเห็นขอรับ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็นอาบัติ ชื่อว่ากรรม
ไม่เป็นธรรม
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำคืนอาบัติ สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว
โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย
ผมจักทำคืนขอรับ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่ทำคืนอาบัติ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สละทิฏฐิลามก สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว
โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโส
ทั้งหลาย ผมจักสละ ขอรับ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่สละทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เห็นอาบัติ และทำคืนอาบัติ ….
เป็นผู้เห็นอาบัติ และสละทิฏฐิลามก ….
เป็นผู้ทำคืนอาบัติ และสละทิฏฐิลามก ….
เป็นผู้เห็นอาบัติ ทำคืนอาบัติ และสละทิฏฐิลามก สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว
โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม? จงทำคืนอาบัตินั้น ท่านมี
ทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมเห็น ขอรับ ผมจัก
ทำคืน ขอรับ ผมจักสละ ขอรับ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็นอาบัติ ฐานไม่ทำคืนอาบัติ และฐาน
ไม่สละทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.
อุกเขปนียกรรมที่เป็นธรรม
[๑๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เห็นอาบัติ สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป
หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม? เธอพูดอย่างนี้ว่า
อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะเห็น สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็นอาบัติ ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำคืนอาบัติ สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว
โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว จงทำคืนอาบัตินั้น เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย
ผมไม่มีอาบัติที่จะทำคืน สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่ทำคืนอาบัติ ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สละทิฏฐิลามก สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว
โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้น เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย
ผมไม่มีทิฏฐิลามกที่จะสละ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่สละทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม.

214
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 215 (เล่ม 5)

อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เห็นอาบัติ ทำคืนอาบัติ ….
เป็นผู้เห็นอาบัติ และสละทิฏฐิลามก ….
เป็นผู้ทำคืนอาบัติ และสละทิฏฐิลามก ….
เป็นผู้เห็นอาบัติ ทำคืนอาบัติ และสละทิฏฐิลามก สงฆ์ หรือ ภิกษุหลายรูป หรือ
รูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม? จงทำคืนอาบัตินั้น
ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้น เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะเห็น
ไม่มีอาบัติที่จะทำคืน ไม่มีทิฏฐิลามกที่จะสละ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็นอาบัติ ฐานไม่ทำคืนอาบัติ
และฐานไม่สละคืนทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม.
พระอุบาลีทูลถามปัพพาชนียกรรมเป็นต้น
[๑๙๙] ครั้งนั้น ท่านพระอุบาลีเข้าไปในพุทธสำนัก ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า กรรมที่ควรทำในที่
พร้อมหน้า แต่สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน กลับทำในที่ลับหลัง การกระทำนั้นชื่อว่ากรรมเป็นธรรม
เป็นวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมไม่เป็นธรรมไม่เป็นวินัย
อุ. สงฆ์พร้อมเพรียงกัน ทำกรรมที่ควรสอบถาม แต่ทำโดยไม่สอบถาม …. ทำกรรม
ที่ควรทำตามปฏิญาณ โดยมิได้ปฏิญาณ …. ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย …. ทำตัสสปาปิยสิกา
กรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย …. ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม …. ทำนิยสกรรม
แก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม …. ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม …. ทำปฏิสารนียกรรมแก่
ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม …. ทำอุเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารนียกรรม …. ให้ปริวาสแก่ภิกษุ
ผู้ควรอุกเขปนียกรรม …. ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม …. ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหา
อาบัติเดิม …. อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต …. ให้ภิกษุผู้ควรอัพภาณให้อุปสมบทกุลบุตร การกระทำนั้น
ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?
ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย กรรมที่ควรทำในที่
พร้อมหน้า แต่สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันกลับทำเสียในที่ลับหลัง อย่างนี้แลอุบาลี ชื่อว่ากรรมไม่
เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ

215
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 216 (เล่ม 5)

อุบาลี สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันทำกรรมที่ควรสอบถาม แต่ทำโดยไม่สอบถาม …. ทำกรรม
ที่ควรทำตามปฏิญาณ โดยมิได้ปฏิญาณ …. ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย …. ทำตัสสปาปิยสิกา
กรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัยทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม …. ทำนิยสกรรม
แก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม …. ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม …. ทำปฏิสารณียกรรม
แก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม …. ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม …. ให้ปริวาส
แก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม …. ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม …. ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควร
ชักเข้าหาอาบัติเดิม …. อัพภาณภิกษุผู้ควรมานัต …. ให้ภิกษุผู้ควรอัพภานให้อุปสมบทกุลบุตร อย่างนี้
แลอุบาลี ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ
[๒๐๐] อุ. กรรมที่ควรทำในที่พร้อมหน้า สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันทำในที่พร้อมหน้า
การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรมวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?
ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรม เป็นวินัย
อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำกรรมที่ควรสอบถามแล้วทำโดยการสอบถาม …. ทำกรรม
ที่ควรทำตามปฏิญาณ โดยการปฏิญาณ …. ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย …. ให้อมูฬหวินัย ….
แก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย …. ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม …. ทำตัชชนีย-
กรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม …. ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม …. ทำปัพพาชนียกรรม
แก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม …. ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม …. ทำอุกเขปนีย-
กรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม …. ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส …. ชักเข้าหาอาบัติเดิมซึ่งภิกษุ
ผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม …. ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต …. อัพภานภิกษุผู้ควรอัพภาน …. อุปสมบท
กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรม เป็นวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?
ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรม เป็นวินัย กรรมที่ควรทำในที่พร้อมหน้า
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันทำในที่พร้อมหน้า อย่างนี้แล อุบาลี ชื่อว่า กรรมเป็นธรรม เป็นวินัย
และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมไม่มีโทษ.
อุบาลี สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันทำกรรมที่ควรสอบถามแล้วทำโดยสอบถาม …. ทำกรรม
ที่ควรทำตามปฏิญาณ โดยการปฏิญาณ …. ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย …. ให้อมูฬวินัยแก่ภิกษุ

216
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 217 (เล่ม 5)

ผู้ควรอมูฬหวินัย …. ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม …. ทำตัชชนียกรรม
แก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม …. ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม …. ทำปัพพาชนียกรรมแก่
ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม …. ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม …. ทำอุกเขปนีย-
กรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม …. ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส …. ชักเข้าหาอาบัติเดิมซึ่ง
ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม …. ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต …. อัพภานภิกษุผู้ควรอัพภาน ….
อุปสมบทกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท อย่างนี้แล อุบาลี ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และการ
กระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมไม่มีโทษ.
[๒๐๑] อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย …. ให้สติวินัย
แก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรมเป็นวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?
ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย.
อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย …. ให้อมูฬห-
วินัยแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม …. ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสาปาปิยสิกากรรม ….
ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุควรตัชชนียกรรม …. ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม ….
ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม …. ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม …. ทำ
นิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม …. ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม …. ทำ
ปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม …. ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม ….
ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม …. ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม …. ทำ
อุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส …. ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม …. ให้ปริวาสแก่
ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม …. ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม …. ชักภิกษุผู้ควรมานัต
เข้าหาอาบัติเดิม …. อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต …. ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรอัพภาน …. ให้ภิกษุผู้ควร
อัพภานให้อุปสมบทกุลบุตร …. อัพภานกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท การกระทำนั้นชื่อว่ากรรมเป็นธรรม
เป็นวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?

217
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 218 (เล่ม 5)

ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัยอุบาลี สงฆ์ผู้พร้อมเพรียง
กันให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย …. ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย อย่างนี้แล อุบาลี
ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำตัสสปาปิยสิกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย …. ให้อมูฬหวินัย
แก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม …. ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม …. ทำ
ตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม …. ทำ
ตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม …. ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม …. ทำนิยส-
กรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม …. ทำ
ปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม …. ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณีย-
กรรม …. ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม …. ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนีย
กรรม …. ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส …. ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม …. ให้
ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม …. ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม …. ชักภิกษุ
ผู้ควรมานัตเข้าหาอาบัติเดิม …. อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต …. ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรอัพภาน …. ให้
ภิกษุผู้ควรอัพภานอุปสมบทกุลบุตร …. อัพภานกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท อย่างนี้แล อุบาลี ชื่อว่า
กรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.
[๒๐๒] อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย …. ให้อมูฬหวินัย
แก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย การกระทำนั้น ชื่อว่ากรรมเป็นธรรมเป็นวินัย หรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?
ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย.
อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย …. ทำตัสสปาปิย-
สิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม …. ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม ….
ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม …. ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม …. ทำ
ปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม …. ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม ….
ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส …. ชักเข้าหาอาบัติเดิมซึ่งภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม …. ให้
มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต …. อัพภานภิกษุผู้ควรอัพภาน …. อุปสมบทกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท การ
กระทำนั้นชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย หรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?

218
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 219 (เล่ม 5)

ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย อุบาลี สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน
ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย …. ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย อย่างนี้แล อุบาลี
ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมไม่มีโทษ.
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย …. ทำตัสสปาปิยสิกากรรม
แก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม …. ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม …. ทำนิยสกรรม
แก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม …. ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม …. ทำปฏิสารณีย-
กรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม …. ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม …. ให้
ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส …. ชักเข้าหาอาบัติเดิมซึ่งภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม …. ให้มานัตแก่
ภิกษุผู้ควรมานัต …. อัพภานภิกษุผู้ควรอัพภาน …. อุปสมบทกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท อย่างนี้แล
อุบาลี ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมไม่มีโทษ.
[๒๐๓] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์
ผู้พร้อมเพรียงกันให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรมไม่
เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย …. ทำตัชชนียกรรม
แก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย …. ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย …. ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควร
สติวินัย …. ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย …. ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย ….
ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย …. ชักภิกษุผู้ควรสติวินัยเข้าหาอาบัติเดิม …. ให้มานัตแก่ภิกษุผู้
ควรสติวินัย …. อัพภานภิกษุผู้ควรสติวินัย …. ให้ภิกษุผู้ควรสติวินัยให้อุปสมบทกุลบุตร อย่าง
นี้แล ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อม
มีโทษ.
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย อย่างนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย …. ทำนิยสกรรมแก่
ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย …. ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย …. ทำปฏิสารณียกรรมแก่
ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย …. ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย …. ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควร
อมูฬหวินัย …. ชักภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัยเข้าหาอาบัติเดิม …. ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย ….

219
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 220 (เล่ม 5)

อัพภานภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย …. ให้ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัยให้อุปสมบทกุลบุตร …. ให้สติวินัยแก่
ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลายชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการ
กระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม …. ทำนิยสกรรม
แก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม …. ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม ….
ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม …. ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปา-
ปิยสิกากรรม …. ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม …. ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควร
ตัสสปาปิยสิกากรรม …. ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย
ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม …. ทำปัพพาชนียกรรม
แก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม …. ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม …. ทำอุกเขปนียกรรม
แก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม …. ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม …. ชักภิกษุผู้ควร
ปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม …. ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม …. อัพภานภิกษุผู้ควร
มานัต …. ให้ภิกษุผู้ควรอัพภานให้อุปสมบทกุลบุตร …. ให้สติวินัยแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท ….
ให้อมูฬหวินัยแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท …. ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท ….
ทำตัชชนียกรรมแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท …. ทำนิยสกรรมแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท …. ทำ
ปัพพาชนียกรรมแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท …. ทำปฏิสารณียกรรมแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท ….
ทำอุกเขปนียกรรมแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท …. ให้ปริวาสแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท …. ชัก
กุลบุตรผู้ควรอุปสมบทเข้าหาอาบัติเดิม …. ให้มานัตแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท …. อัพภาน
กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และ
การกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.
อุบาลีปุจฉาภาณวาร ที่ ๒ จบ.
_________________

220
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 221 (เล่ม 5)

ตัชชนียกรรม
[๒๐๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ
ก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุทั้งหลายได้ปรึกษาตกลงกัน
อย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แล ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท
ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ เอาละ พวกเราจะลงตัชชนียกรรมแก่เธอ ดังนี้ แล้วได้เป็น
วรรคโดยไม่เป็นธรรม ลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นไปจากอาวาสนั้นสู่อาวาสแม้อื่น
แม้ในอาวาสนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ได้ปรึกษาตกลงกันอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แล
ถูกสงฆ์เป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรมลงตัชชนียกรรม เอาละ พวกเราจะลงตัชชนียกรรมแก่เธอดังนี้
แล้วได้พร้อมเพรียงกันโดยไม่เป็นธรรมลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นไปจากอาวาส
นั้นสู่อาวาสแม้อื่น แม้ในอาวาสนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ได้ปรึกษาตกลงกันอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย
ภิกษุรูปนี้แล ถูกสงฆ์พร้อมเพรียงกันโดยไม่เป็นธรรมลงตัชชนียกรรม เอาละ พวกเราจะลง
ตัชชนียกรรมแก่เธอ ดังนี้ แล้วได้เป็นวรรคโดยธรรมลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้น
ไปจากอาวาสนั้นสู่อาวาสแม้อื่น แม้ในอาวาสนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ได้ปรึกษาตกลงกันอย่างนี้ว่า
อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แล ถูกสงฆ์เป็นวรรคโดยธรรมลงตัชชนียกรรม เอาละ พวกเราจะ
ลงตัชชนียกรรมแก่เธอ ดังนี้ แล้วได้เป็นวรรคโดยเทียมธรรม ลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น
ภิกษุรูปนั้นไปจากอาวาสนั้นสู่อาวาสแม้อื่น แม้ในอาวาสนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ได้ปรึกษาตกลงกัน
อย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แล ถูกสงฆ์เป็นวรรคโดยเทียมธรรมลงตัชชนียกรรม เอาละ
พวกเราจะลงตัชชนียกรรมแก่เธอ ดังนี้ แล้วได้พร้อมเพรียงกันโดยเทียมธรรมลงตัชชนียกรรม
แก่ภิกษุรูปนั้น.
[๒๐๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมก่อความบาดหมาง ก่อการ
ทะเลาะ ก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุทั้งหลายได้ปรึกษา
ตกลงกันอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แล ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท
ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ เอาละ พวกเราจะลงตัชชนียกรรมแก่เธอ ดังนี้ แล้วได้
พร้อมเพรียงกันโดยไม่เป็นธรรม ลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นไปจากอาวาสนั้น

221
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 222 (เล่ม 5)

สู่อาวาสแม้อื่น แม้ในอาวาสนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ได้ปรึกษาตกลงกัน อย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย
ภิกษุรูปนี้แล ถูกสงฆ์พร้อมเพรียงกันโดยไม่เป็นธรรมลงตัชชนียกรรม เอาละ พวกเราจะลง
ตัชชนียกรรมแก่เธอ ดังนี้ แล้วได้เป็นวรรคโดยธรรมลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้น
ไปจากอาวาสนั้นสู่อาวาสแม้อื่น แม้ในอาวาสนั้นภิกษุทั้งหลายก็ได้ปรึกษาตกลงกัน อย่างนี้ว่า
อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แล ถูกสงฆ์เป็นวรรคโดยธรรมลงตัชชนียกรรม เอาละ พวกเราจะ
ลงตัชชนียกรรมแก่เธอ ดังนี้ แล้วได้เป็นวรรคโดยเทียมธรรม ลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น
ภิกษุรูปนั้นไปจากอาวาสนั้นสู่อาวาสแม้อื่น แม้ในอาวาสนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ได้ปรึกษาตกลงกัน
อย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แล ถูกสงฆ์เป็นวรรคโดยเทียมธรรมลงตัชชนียกรรม
เอาละ พวกเราจะลงตัชชนียกรรมแก่เธอ ดังนี้ แล้วได้พร้อมเพรียงกันโดยเทียมธรรมลงตัชชนีย-
กรรมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นไปจากอาวาสนั้นสู่อาวาสแม้อื่น แม้ในอาวาสนั้นภิกษุทั้งหลาย
ก็ได้ปรึกษาตกลงกันอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แล ถูกสงฆ์พร้อมเพรียงกันโดยเทียม-
ธรรมลงตัชชนียกรรม เอาละ พวกเราจะลงตัชชนียกรรมแก่เธอ ดังนี้ แล้วได้เป็นวรรคโดยไม่
เป็นธรรม ลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น.
[๒๐๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมก่อความบาดหมาง ก่อการ
ทะเลาะ ก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุทั้งหลายได้
ปรึกษาตกลงกันอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แลเป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ
ก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ เอาละ พวกเราจะลงตัชชนียกรรมแก่เธอ
ดังนี้ แล้วได้เป็นวรรคโดยธรรมลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นไปจากอาวาสนั้น
สู่อาวาสแม้อื่น แม้ในอาวาสนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ได้ปรึกษาตกลงกันอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย
ภิกษุรูปนี้แล ถูกสงฆ์เป็นวรรคโดยธรรมลงตัชชนียกรรม เอาละ พวกเราจะลงตัชชนียกรรมแก่
เธอ ดังนี้ แล้วได้เป็นวรรคโดยเทียมธรรมลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นไปจาก
อาวาสนั้นสู่อาวาสแม้อื่น แม้ในอาวาสนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ได้ปรึกษาตกลงกันอย่างนี้ว่า อาวุโส
ทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แล ถูกสงฆ์เป็นวรรคโดยเทียมธรรมลงตัชชนียกรรม เอาละ พวกเราจะลง
ตัชชนียกรรมแก่เธอ ดังนี้แล้ว ได้พร้อมเพรียงกันโดยเทียมธรรมลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น

222
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 223 (เล่ม 5)

ภิกษุรูปนั้นไปจากอาวาสนั้นสู่อาวาสแม้อื่น แม้ในอาวาสนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ได้ปรึกษาตกลงกัน
อย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แล ถูกสงฆ์พร้อมเพรียงกันโดยเทียมธรรมลงตัชชนียกรรม
เอาละ พวกเราจะลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น ดังนี้ แล้วได้เป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรม ลง
ตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นไปจากอาวาสนั้นสู่อาวาสแม้อื่น แม้ในอาวาสนั้น
ภิกษุทั้งหลายก็ได้ปรึกษาตกลงกันอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แล ถูกสงฆ์เป็นวรรคโดย
ไม่เป็นธรรมลงตัชชนียกรรม เอาละ พวกเราจะลงตัชชนียกรรมแก่เธอ ดังนี้ แล้วได้พร้อมเพรียง
กันโดยไม่เป็นธรรมลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น.
[๒๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมก่อความบาดหมาง ก่อการ
ทะเลาะ ก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุทั้งหลายได้
ปรึกษาตกลงกันอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แล เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ
ก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ เอาละ พวกเราจะลงตัชชนียกรรมแก่เธอ
ดังนี้ แล้วได้เป็นวรรคโดยเทียมธรรมลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นไปจากอาวาสนั้น
สู่อาวาสแม้อื่น แม้ในอาวาสนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ได้ปรึกษาตกลงกันอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย
ภิกษุรูปนั้นแล ถูกสงฆ์เป็นวรรคโดยเทียมธรรมลงตัชชนียกรรม เอาละ พวกเราจะลงตัชชนียกรรม
แก่เธอ ดังนี้ แล้วได้พร้อมเพรียงกันโดยเทียมธรรมลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้น
ไปจากอาวาสนั้นสู่อาวาสแม้อื่น แม้ในอาวาสนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ได้ปรึกษาตกลงกันอย่างนี้ว่า
อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แลถูกสงฆ์พร้อมเพรียงกันโดยเทียมธรรมลงตัชชนียกรรม เอาละ
พวกเราจะลงตัชชนียกรรมแก่เธอ ดังนี้ แล้วได้เป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรมลงตัชชนียกรรมแก่
ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นไปจากอาวาสนั้นสู่อาวาสแม้อื่น แม้ในอาวาสนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ได้
ปรึกษาตกลงกันอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แล ถูกสงฆ์เป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรม
ลงตัชชนียกรรม เอาละ พวกเราจะลงตัชชนียกรรมแก่เธอ ดังนี้ แล้วได้พร้อมเพรียงกันโดย
ไม่เป็นธรรม ลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นไปจากอาวาสนั้นสู่อาวาสแม้อื่น แม้ใน
อาวาสนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ได้ปรึกษาตกลงกันอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แล ถูกสงฆ์
พร้อมเพรียงกันโดยไม่เป็นธรรมลงตัชชนียกรรม เอาละ พวกเราจะลงตัชชนียกรรมแก่เธอดังนี้
แล้วได้เป็นวรรคโดยธรรม ลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น.

223