พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 204 (เล่ม 5)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในญัตติจตุตถกรรม ถ้าภิกษุตั้งญัตติก่อน ทำกรรมด้วยสวดกรรมวาจา
สามครั้งทีหลัง ภิกษุเข้ากรรมมีจำนวนเท่าใด ภิกษุเหล่านั้นมาประชุม นำฉันทะของภิกษุผู้ควร
ฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันไม่คัดค้าน ชื่อว่ากรรมพร้อมเพรียงโดยธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่ากรรมพร้อมเพรียงโดยธรรม.
สงฆ์ ๕ ประเภท
[๑๘๗] สงฆ์มี ๕ คือ ภิกษุสงฆ์จตุรวรรค ๑. ภิกษุสงฆ์ปัญจวรรค ๑. ภิกษุสงฆ์
ทสวรรค ๑. ภิกษุสงฆ์วีสติวรรค ๑. และภิกษุสงฆ์อดิเรกวีสติวรรค ๑.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในภิกษุสงฆ์เหล่านั้น ภิกษุสงฆ์จตุรวรรคพร้อมเพรียงกันโดยธรรม
เข้ากรรมได้ในกรรมทุกอย่าง เว้นกรรม ๓ อย่าง คือ อุปสมบท ปวารณา อัพภาน
ภิกษุสงฆ์ปัญจวรรค พร้อมเพรียงกันโดยธรรม เข้ากรรมได้ในกรรมทุกอย่าง เว้นกรรม
๒ อย่าง คือ อุปสมบทในมัชฌิมชนบท และอัพภาน
ภิกษุสงฆ์ทสวรรค พร้อมเพรียงกันโดยธรรม เข้ากรรมได้ในกรรมทุกอย่าง เว้น
อัพภานกรรมอย่างเดียว
ภิกษุสงฆ์วีสติวรรค พร้อมเพรียงกันโดยธรรม เข้ากรรมได้ในกรรมทุกอย่าง
ภิกษุสงฆ์อดิเรกวีสติวรรค พร้อมเพรียงกันโดยธรรม เข้ากรรมได้ในกรรมทุกอย่าง.
กรรมที่สงฆ์จตุรวรรคทำ
[๑๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ากรรมที่สงฆ์จตุรวรรคจะทำ สงฆ์มีภิกษุณีเป็นที่ ๔ ทำกรรม
กรรมนั้นใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ถ้ากรรมที่สงฆ์จตุรวรรคจะทำ สงฆ์สิกขมานาเป็นที่ ๔ …. มีสามเณรเป็นที่ ๔ …. มี
สามเณรีเป็นที่ ๔ …. มีภิกษุผู้บอกลาสิกขาเป็นที่ ๔ …. มีภิกษุผู้ต้องอันติมวัตถุเป็นที่ ๔ ….
มีภิกษุถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่เห็นอาบัติเป็นที่ ๔ …. มีภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่สละทิฏฐิบาป
เป็นที่ ๔ …. มีบัณเฑาะก์เป็นที่ ๔ …. มีภิกษุลักเพศเป็นที่ ๔ …. มีภิกษุผู้เข้ารีดเดียรถีย์
เป็นที่ ๔ …. มีสัตว์ดิรัจฉานเป็นที่ ๔ …. มีภิกษุผู้ทำมาตุฆาตเป็นที่ ๔ …. มีภิกษุผู้ทำปิตฆาต
เป็นที่ ๔ …. มีภิกษุผู้ทำอรหันตฆาตเป็นที่ ๔ …. มีภิกษุผู้ประทุษร้ายภิกษุณีเป็นที่ ๔ …. มีภิกษุ

204
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 205 (เล่ม 5)

ผู้ทำสังฆเภทเป็นที่ ๔ …. มีภิกษุผู้ทำโลหิตุปบาทเป็นที่ ๔ …. มีอุภโตพยัญชนกเป็นที่ ๔ ….
มีภิกษุนานาสังวาสเป็นที่ ๔ …. มีภิกษุผู้อยู่ในสีมาต่างกันเป็นที่ ๔ …. มีภิกษุอยู่ในเวหาสด้วย
ฤทธิ์เป็นที่ ๔ …. สงฆ์ทำกรรมแก่ผู้ใด มีผู้นั้นเป็นที่ ๔ ทำกรรม กรรมนั้นใช้ไม่ได้ และไม่
ควรทำ.
กรรมที่สงฆ์จตุรวรรคทำ จบ.
_________________
กรรมที่สงฆ์ปัญจวรรคทำ
[๑๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ากรรมที่สงฆ์ปัญจวรรคทำ สงฆ์มีภิกษุณีเป็นที่ ๕ ทำกรรม
กรรมนั้นใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ากรรมที่สงฆ์ปัญจวรรคทำ สงฆ์มีสิกขมานาเป็นที่ ๕ …. มี
สามเณรเป็นที่ ๕ …. มีสามเณรีเป็นที่ ๕ …. มีภิกษุบอกลาสิกขาเป็นที่ ๕ …. มีภิกษุผู้ต้อง
อันติมวัตถุเป็นที่ ๕ …. มีภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่เห็นอาบัติเป็นที่ ๕ …. มีภิกษุผู้ถูกสงฆ์
ยกเสียฐานไม่ทำคืนอาบัติเป็นที่ ๕ …. มีภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่สละทิฏฐิบาปเป็นที่ ๕ ….
มีบัณเฑาะก์เป็นที่ ๕ …. มีภิกษุลักเพศเป็นที่ ๕ …. มีภิกษุเข้ารีดเดียรถีย์เป็นที่ ๕ …. มีสัตว์
ดิรัจฉานเป็นที่ ๕ …. มีภิกษุผู้ทำมาตุฆาตเป็นที่ ๕ …. มีภิกษุผู้ทำปิตุฆาตเป็นที่ ๕ …. มีภิกษุ
ผู้ทำอรหันตฆาตเป็นที่ ๕ …. มีภิกษุผู้ประทุษร้ายภิกษุณีเป็นที่ ๕ …. มีภิกษุผู้ทำสังฆเภทเป็น
ที่ ๕ …. มีภิกษุผู้ทำโลหิตตุปบาทเป็นที่ ๕ …. มีอุภโตพยัญชนกเป็นที่ ๕ …. มีภิกษุนานาสังวาส
เป็นที่ ๕ …. มีภิกษุอยู่ในสีมาต่างกันเป็นที่ ๕ …. มีภิกษุผู้อยู่ในเวหาสด้วยฤทธิ์เป็นที่ ๕ ….
สงฆ์ทำกรรมแก่ผู้ใดมีผู้นั้นเป็นที่ ๕ ทำกรรม กรรมนั้นใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
กรรมที่สงฆ์ปัญจวรรคทำ จบ.
_________________

205
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 206 (เล่ม 5)

กรรมที่สงฆ์ทสวรรคทำ
[๑๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ากรรมที่สงฆ์ทสวรรคทำ สงฆ์มีภิกษุณีเป็นที่ ๑๐ ทำกรรม
กรรมนั้นใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ากรรมที่สงฆ์ทสวรรคทำ สงฆ์มีสิกขมานาเป็นที่ ๑๐ …. มีสามเณร
เป็นที่ ๑๐ มีสามเณรีเป็นที่ ๑๐ …. มีภิกษุผู้บอกลาสิกขาเป็นที่ ๑๐ …. มีภิกษุผู้ต้องอันติมวัตถุ
เป็นที่ ๑๐ …. มีภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่เห็นอาบัติเป็นที่ ๑๐ …. มีภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐาน
ไม่ทำคืนอาบัติเป็นที่ ๑๐ …. มีภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่สละทิฏฐิบาปเป็นที่ ๑๐ …. มีบัณเฑาะก์
เป็นที่ ๑๐ …. มีภิกษุลักเพศเป็นที่ ๑๐ มีภิกษุผู้เข้ารีดเดียรถีย์เป็นที่ ๑๐ มีสัตว์ดิรัจฉานเป็น
ที่ ๑๐ …. มีภิกษุผู้ทำมาตุฆาตเป็นที่ ๑๐ …. มีภิกษุผู้ทำปิตุฆาตเป็นที่ ๑๐ มีภิกษุผู้ทำอรหันตฆาต
เป็นที่ ๑๐ …. มีภิกษุผู้ประทุษร้ายภิกษุณีเป็นที่ ๑๐ …. มีภิกษุผู้ทำสังฆเภทเป็นที่ ๑๐ …. มีภิกษุ
ผู้ทำโลหิตุปบาทเป็นที่ ๑๐ …. มีอุภโตพยัญชนกเป็นที่ ๑๐ …. มีภิกษุนานาสังวาสเป็นที่ ๑๐ ….
มีภิกษุอยู่ในสีมาต่างกันเป็นที่ ๑๐ …. มีภิกษุผู้อยู่ในเวหาสด้วยฤทธิ์เป็นที่ ๑๐ …. สงฆ์ทำกรรม
แก่ผู้ใด มีผู้นั้นเป็นที่ ๑๐ ทำกรรม กรรมนั้นใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ.
กรรมที่สงฆ์ทสวรรคทำ จบ.
_________________
กรรมที่สงฆ์วีสติวรรคทำ
[๑๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ากรรมที่สงฆ์วีสติวรรคทำ สงฆ์มีภิกษุณีเป็นที่ ๒๐ ทำกรรม
กรรมนั้นใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ากรรมที่สงฆ์วีสติวรรคทำ สงฆ์มีสิกขมานาเป็นที่ ๒๐ …. มีสามเณร
เป็นที่ ๒๐ …. มีสามเณรีเป็นที่ ๒๐ …. มีภิกษุผู้บอกลาสิกขาเป็นที่ ๒๐ …. มีภิกษุผู้ต้อง
อันติมวัตถุเป็นที่ ๒๐ …. มีภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่เห็นอาบัติเป็นที่ ๒๐ …. มีภิกษุผู้ถูก

206
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 207 (เล่ม 5)

สงฆ์ยกเสียฐานไม่ทำคืนอาบัติเป็นที่ ๒๐ …. มีภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่สละทิฏฐิบาปเป็นที่
๒๐ …. มีภิกษุลักเพศเป็นที่ ๒๐ …. มีภิกษุผู้เข้ารีดเดียรถีย์เป็นที่ ๒๐ …. มีสัตว์ดิรัจฉาน
เป็นที่ ๒๐ …. มีภิกษุผู้ทำมาตุฆาตเป็นที่ ๒๐ …. มีภิกษุผู้ทำปิตุฆาตเป็นที่ ๒๐ …. มีภิกษุผู้
ทำอรหันตฆาตเป็นที่ ๒๐ …. มีภิกษุผู้ประทุษร้ายภิกษุณีเป็นที่ ๒๐ …. มีภิกษุผู้ทำสังฆเภทเป็น
ที่ ๒๐ …. มีภิกษุผู้ทำโลหิตุปบาทเป็นที่ ๒๐ …. มีอุภโตพยัญชนกเป็นที่ ๒๐ …. มีภิกษุ
นานาสังวาสเป็นที่ ๒๐ …. มีภิกษุอยู่ในสีมาต่างกันเป็นที่ ๒๐ …. สงฆ์ทำกรรมแก่ผู้ใด มีผู้
นั้นเป็นที่ ๒๐ ทำกรรม กรรมนั้นใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ.
กรรมที่สงฆ์วีสติวรรคทำ จบ.
______________
กรรมที่สงฆ์จตุวรรคเป็นต้นทำ
[๑๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสงฆ์มีภิกษุผู้อยู่ปริวาสเป็นที่ ๔ พึงให้ปริวาส พึงชัก
เข้าหาอาบัติเดิม พึงให้มานัต มีภิกษุผู้อยู่ปริวาสนั้นเป็นที่ ๒๐ พึงอัพภาน กรรมนั้นใช้ไม่ได้
และไม่ควรทำ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสงฆ์มีภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมเป็นที่ ๔ พึงให้ปริวาส พึงชัก
เข้าหาอาบัติเดิม พึงให้มานัต มีภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมนั้นเป็นที่ ๒๐ พึงอัพภาน กรรมนั้น
ใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสงฆ์มีภิกษุผู้ควรมานัตเป็นที่ ๔ พึงให้ปริวาส พึงชักเข้าหา
อาบัติเดิม พึงให้มานัต มีภิกษุผู้ควรมานัตนั้นเป็นที่ ๒๐ พึงอัพภาน กรรมนั้นใช้ไม่ได้ และไม่
ควรทำ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสงฆ์มีภิกษุผู้ประพฤติมานัตเป็นที่ ๔ พึงให้ปริวาส พึงชักเข้าหา
อาบัติเดิม พึงให้มานัต มีภิกษุผู้ประพฤติมานัตนั้นเป็นที่ ๒๐ พึงอัพภาน กรรมนั้นใช้ไม่ได้
และไม่ควรทำ

207
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 208 (เล่ม 5)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสงฆ์มีภิกษุผู้ควรอัพภานเป็นที่ ๔ พึงให้ปริวาส พึงชักเข้าหา
อาบัติเดิม พึงให้มานัต มีภิกษุผู้ควรอัพภานนั้นเป็นที่ ๒๐ พึงอัพภาน กรรมนั้นใช้ไม่ได้ และ
ไม่ควรทำ.
ปฏิโกสนา ๒ อย่าง
[๑๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนคัดค้านในท่ามกลางสงฆ์ขึ้น บางคนคัดค้าน
ไม่ขึ้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ใครเล่าคัดค้านในท่ามกลางสงฆ์ไม่ขึ้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณี คัดค้านในท่ามกลางสงฆ์ไม่ขึ้น
สิกขมานา ….
สามเณร ….
สามเณรี ….
ภิกษุผู้บอกลาสิกขา ….
ภิกษุผู้ต้องอันติมวัตถุ ….
ภิกษุวิกลจริต ….
ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่าน ….
ภิกษุผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา ….
ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่เห็นอาบัติ ….
ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่ทำคืนอาบัติ ….
ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่สละทิฏฐิบาป ….
บัณเฑาะก์ ….
ภิกษุลักเพศ ….
ภิกษุเข้ารีดเดียรถีย์ ….
สัตว์ดิรัจฉาน ….
ภิกษุผู้ฆ่ามารดา ….
ภิกษุผู้ฆ่าบิดา ….
ภิกษุผู้ฆ่าพระอรหันต์ ….

208
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 209 (เล่ม 5)

ภิกษุผู้ประทุษร้ายภิกษุณี ….
ภิกษุผู้ทำสังฆเภท ….
ภิกษุผู้ทำโลหิตุปบาท ….
อุภโตพยัญชนก ….
ภิกษุนานาสังวาส ….
ภิกษุผู้อยู่ในสีมาต่างกัน ….
ภิกษุผู้อยู่ในเวหาสด้วยฤทธิ์ ….
สงฆ์ทำกรรมแก่ผู้ใด ผู้นั้นคัดค้านในท่ามกลางสงฆ์ไม่ขึ้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่านี้แล คัดค้านในท่ามกลางสงฆ์ไม่ขึ้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ใครเล่าคัดค้านในท่ามกลางสงฆ์ขึ้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุปกตัตตะมีสังวาสเสมอกัน อยู่ในสีมาเดียวกัน
โดยที่สุดแม้ภิกษุผู้นั่งอยู่บนอาสนะติดกันบอกให้รู้ คัดค้านในท่ามกลางสงฆ์ขึ้น.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้แล คัดค้านในท่ามกลางสงฆ์ขึ้น.
นิสสรณา ๒ อย่าง
[๑๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิสสารณาการขับออกนี้มี ๒ อย่าง คือมีบุคคลที่ยังไม่ถึงการ
ขับออก ถ้าสงฆ์ขับเธอออก บางคนเป็นอันสงฆ์ขับออกดีแล้ว บางคนเป็นอันสงฆ์ขับออกไม่ดี
๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลชนิดไรที่ยังไม่ถึงการขับออก ถ้าสงฆ์ขับเธอออก เป็น
อันขับออกไม่ดี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีอาบัติ ถ้าสงฆ์ขับเธอออก
เป็นอันขับออกไม่ดี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้ เรากล่าวว่ายังไม่ถึงการขับออก ถ้าสงฆ์ขับเธอออกเป็นอัน
ขับออกไม่ดี
๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลชนิดไรที่ยังไม่ถึงการขับออก ถ้าสงฆ์ขับเธอออก เป็น
อันขับออกดีแล้ว

209
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 210 (เล่ม 5)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมารยาท
ไม่สมควร อยู่คลุกคลีกับพวกคฤหัสถ์ ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ถ้าสงฆ์ขับเธอออก
เป็นอันขับออกดีแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้ เรากล่าวว่ายังไม่ถึงการขับออก ถ้าสงฆ์ขับเธอออก เป็น
อันขับออกดีแล้ว.
โอสารณา ๒ อย่าง
[๑๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โอสารณาการรับเข้าหมู่นี้มี ๒ อย่าง คือมีบุคคลที่ยังไม่ถึง
การรับเข้าหมู่ ถ้าสงฆ์รับเธอเข้าหมู่ บางคนเป็นอันรับเข้าดี บางคนเป็นอันรับเข้าไม่ดี
๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลชนิดไรที่ยังไม่ถึงการรับเข้าหมู่ ถ้าสงฆ์รับเธอเข้าหมู่
เป็นอันรับเข้าไม่ดี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณเฑาะก์ยังไม่ถึงการรับเข้าหมู่ ถ้าสงฆ์รับเธอเข้าหมู่ เป็นอันรับเข้า
ไม่ดี
คนลักเพศ ….
คนเข้ารีดเดียรถีย์ ….
สัตว์ดิรัจฉาน ….
คนผู้ฆ่ามารดา ….
คนผู้ฆ่าบิดา ….
คนผู้ฆ่าพระอรหันต์ ….
คนผู้ประทุษร้ายภิกษุณี ….
คนผู้ทำสังฆเภท ….
คนผู้ทำโลหิตตุปบาท ….
อุภโตพยัญชนก ยังไม่ถึงการรับเข้าหมู่ ถ้าสงฆ์รับเธอเข้าหมู่ เป็นอันรับเข้าไม่ดี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้เรากล่าวว่ายังไม่ถึงการรับเข้าหมู่ ถ้าสงฆ์รับเธอเข้าหมู่ เป็น
อันรับเข้าไม่ได้

210
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 211 (เล่ม 5)

๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง บุคคลชนิดไรที่ยังไม่ถึงการรับเข้าหมู่ ถ้าสงฆ์รับเธอเข้าหมู่
เป็นอันรับเข้าดีแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนมือด้วน ยังไม่ถึงการรับเข้าหมู่ ถ้าสงฆ์รับเธอเข้าหมู่ เป็นอัน
รับเข้าดีแล้ว
คนเท้าด้วน ….
คนทั้งมือและเท้าด้วน ….
คนหูขาด ….
คนจมูกแหว่ง ….
คนทั้งหูขาดจมูกแหว่ง ….
คนนิ้วมือนิ้วเท้าขาด ….
คนมีง่ามมือง่ามเท้าขาด ….
คนเอ็นขาด ….
คนมือเป็นแผ่น ….
คนค่อม ….
คนเตี้ย ….
คนคอพอก ….
คนมีเครื่องหมายติดตัว ….
คนมีรอยเฆี่ยนด้วยหวาย ….
คนถูกประกาศให้จับ ….
คนเท้าปุก ….
คนมีโรคเรื้อรัง ….
คนแปลกเพื่อน ….
คนตาบอดข้างเดียว ….
คนง่อย ….
คนกระจอก ….

211
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 212 (เล่ม 5)

คนเป็นโรคอัมพาต ….
คนมีอิริยาบถขาด ….
คนชราทุพพลภาพ ….
คนตาบอดสองข้าง ….
คนใบ้ ….
คนหูหนวก ….
คนทั้งบอดและใบ้ ….
คนทั้งบอดและหนวก ….
คนทั้งใบ้และหนวก ….
คนทั้งบอด ใบ้ และหนวก ยังไม่ถึงการรับเข้าหมู่ ถ้าสงฆ์รับเธอเข้าหมู่ เป็นอันรับ
เข้าดีแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้ เรากล่าวว่ายังไม่ถึงการรับเข้าหมู่ ถ้าสงฆ์รับเธอเข้าหมู่
เป็นอันรับเข้าดีแล้ว.
วาสภคามภาณวาร ที่ ๑ จบ.
______________
อุกเขปนียกรรมที่ไม่เป็นธรรม
[๑๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่เห็นอาบัติ สงฆ์หรือภิกษุ
หลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม?
เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะเห็น สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็น
อาบัติ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ทำคืนอาบัติ สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูปหรือรูปเดียว
โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโส
ทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะทำคืน สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่ทำคืนอาบัติ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม

212
ฉบับหลวง
พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ 213 (เล่ม 5)

อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่สละทิฏฐิลามก สงฆ์หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว
โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย
ผมไม่มีทิฏฐิลามกที่จะสละ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่สละทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่เห็นอาบัติ และไม่ทำคืนอาบัติสงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป
หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม? จงทำคืนอาบัติ
นั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะเห็น ไม่มีอาบัติที่จะทำคืน
สงฆ์ยกเสียฐานไม่เห็นอาบัติและฐานไม่ทำคืน ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่เห็นอาบัติ และไม่สละทิฏฐิลามก สงฆ์หรือภิกษุ
หลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม
ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติ
ที่จะเห็น ไม่มีทิฏฐิลามกที่จะสละ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็นอาบัติ และฐานไม่สละทิฏฐิลามก
ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ทำคืนอาบัติ และไม่สละทิฏฐิลามก สงฆ์ หรือ
ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย
ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติ
ที่จะทำคืน ไม่มีทิฏฐิลามกที่จะสละ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่ทำคืนอาบัติ และฐานไม่สละทิฏฐิลามก
ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่เห็นอาบัติ ไม่ทำคืนอาบัติ ไม่สละทิฏฐิลามก สงฆ์
หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม
จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโส
ทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะเห็น ไม่มีอาบัติที่จะทำคืน ไม่มีทิฏฐิลามกที่จะสละ สงฆ์ยกเธอ
เสียฐานไม่เห็นอาบัติฐานไม่ทำคืนอาบัติ และฐานไม่สละทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.
[๑๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เห็นอาบัติ สงฆ์ หรือ
ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม?

213