พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 346 (เล่ม 41)

ในอินทริยปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๒
ในฌานปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในมัคคปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๑
ในสัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี ” ๒
ในวิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ
ในอัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ
ในนัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ
ในวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ
ในอวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๒ พึงนับอย่างนี้
ปัจจนียานุโลม จบ
สังสัฏฐวาร จบ
สัมปยุตตวาร เหมือนกับสังสัฏฐวาร
ปัญหาวาร
[๑๐๘๔] อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย โดย
เหตุปัจจัย
[๑๐๘๕] อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดยเหตุ
ปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดย
เหตุปัจจัย
[๑๐๘๖] อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม และเนวาจยคามินาปจย
คามิธรรม โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏ
ฐานรูปทั้งหลาย โดยเหตุปัจจัย

346
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 347 (เล่ม 41)

[๑๐๘๗] อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดยเหตุปัจจัย มี ๓ นัย
[๑๐๘๘] เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม
โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และ
จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยเหตุปัจจัย
ในปฏิสนธิขณะ เหตุทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่
สัมปยุตตขันธ์ และกฏัตตารูปทั้งหลาย โดยเหตุปัจจัย
[๑๐๘๙] อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรมแล้ว พิจารณากุศลกรรมนั้น
บุคคลพิจารณากุศลกรรมทั้งหลายที่เคยสั่งสมไว้แล้วในกาลก่อน บุคคลออกจากฌานแล้ว
พิจารณา
ฌาน
พระเสกขบุคคลทั้งหลายพิจารณากิเลสที่ละแล้ว พิจารณากิเลสที่ข่มแล้ว รู้ซึ่งกิเลส
ทั้งหลายที่เคยเกิดขึ้นแล้วในกาลก่อน
พระเสกขบุคคล หรือ ปุถุชน พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม โดย
ความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง
เพราะปรารภขันธ์นั้น ราคะเกิดขึ้น ทิฏฐิ ฯลฯ วิจิกิจฉา ฯลฯ อุทธัจจะ ฯลฯ โทมนัสเกิดขึ้น
บุคคลรู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่เป็นอาจยคามิธรรม โดยเจโตปริยญาณ
อากาสานัญจายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณัญจายตนกุศล โดยอารัมมณปัจจัย
อากิญจัญญายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนกุศล
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ แก่เจโตปริยญาณ แก่
บุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมุปคญาณ แก่อนาคตังสญาณ โดยอารัมมณปัจจัย
[๑๐๙๐] อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดย
อารัมมณปัจจัย

347
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 348 (เล่ม 41)

คือ พระอรหันต์พิจารณากิเลสที่ละแล้ว รู้ซึ่งกิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดขึ้นแล้วในกาล
ก่อน
บุคคลพิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดย
ความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา
บุคคลรู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่เป็นอาจยคามิธรรม โดยเจโตปริยญาณ
พระเสกขบุคคล หรือ ปุถุชน พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม โดย
ความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา
เมื่ออกุศลดับไปแล้ว ตทารัมมณจิตที่เป็นวิบากเกิดขึ้น
บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง ซึ่งขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เพราะ
ปรารภขันธ์นั้น ราคะเกิดขึ้น โทมนัสเกิดขึ้น
เมื่อกุศลดับไปแล้ว ตทารัมมณจิตที่เป็นวิบากเกิดขึ้น
อากาสานัญจายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนวิบาก และกิริยา โดย
อารัมมณปัจจัย อากิญจัญญายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนวิบาก และกิริยา
โดยอารัมมณปัจจัย
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุส
สติญาณ แก่ยถากัมมุปคญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย
[๑๐๙๑] อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ พระเสกขบุคคลทั้งหลายออกจากมรรคแล้ว พิจารณามรรค
รู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่เป็นอปจยคามิธรรม โดยเจโตปริยญาณ
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุส
สติญาณ แก่อนาคตังสญาณ โดยอารัมมณปัจจัย
[๑๐๙๒] อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดย
อารัมมณปัจจัย
คือ พระอรหันต์ออกจากมรรคแล้ว พิจารณามรรค

348
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 349 (เล่ม 41)

รู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่เป็นอปจยคามิธรรม โดยเจโตปริยญาณ
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุส
สติญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย
[๑๐๙๓] เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิ
ธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ พระอรหันต์พิจารณาผล พิจารณานิพพาน
นิพพาน เป็นปัจจัยแก่ผล แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย
พระอรหันต์พิจารณาเห็นจักขุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดย
ความเป็นอนัตตา
โสตะ ฯลฯ หทัยวัตถุ ฯลฯ พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิ
ธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา
เห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ
รู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิต ที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดย
เจโตปริยญาณ
อากาสานัญจายตนกิริยา เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนกิริยา โดยอารัมมณปัจจัย
อากิญจัญญายตนกิริยา เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนกิริยา รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่
จักขุวิญญาณ โผฏฐัพพาตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ แก่เจโต
ปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย
[๑๐๙๔] เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดย
อารัมมณปัจจัย
คือ พระเสกขบุคคลทั้งหลายพิจารณาผล พิจารณานิพพาน
นิพพาน เป็นปัจจัยแก่โคตรภู แก่โวทาน โดยอารัมมณปัจจัย

349
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 350 (เล่ม 41)

พระเสกขบุคคล หรือ ปุถุชน พิจารณาเห็นจักขุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดย
ความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภจักขุนั้น ราคะ
เกิดขึ้น โทมนัสเกิดขึ้น
โสตะ ฯลฯ หทัยวัตถุ ฯลฯ พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิ
ธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อม
เพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภโสตะเป็นต้นนั้น ราคะเกิดขึ้น ทิฏฐิเกิดขึ้น วิจิกิจฉา ฯลฯ โทมนัส
ฯลฯ
เห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ
รู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิต ที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดย
เจโตปริยญาณ
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ แก่
เจโตปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่อนาคตังสญาณ โดยอารัมมณปัจจัย
[๑๐๙๕] เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดย
อารัมมณปัจจัย
คือ นิพพาน เป็นปัจจัยแก่มรรค โดยอารัมมณปัจจัย
[๑๐๙๖] อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรมแล้ว
กระทำกุศลกรรมนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้วพิจารณา
บุคคลกระทำกุศลกรรมทั้งหลายที่เคยสั่งสมไว้แล้วในกาลก่อน ให้เป็นอารมณ์อย่าง
หนักแน่นแล้วพิจารณา
บุคคลออกจากฌาน กระทำฌานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้วพิจารณา

350
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 351 (เล่ม 41)

บุคคลกระทำขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว
ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำขันธ์นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะเกิดขึ้น
ทิฏฐิเกิดขึ้น
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิปติธรรมที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตต
ขันธ์ทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย
[๑๐๙๗] อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดยอธิปติ
ปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิปติธรรมที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่
จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย
[๑๐๙๘] อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม และเนวาจยคามินาปจย
คามิธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิปติธรรมที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัย
แก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย
[๑๐๙๙] อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิปติธรรมที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัย
แก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย
[๑๑๐๐] อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่พระเสกขบุคคลทั้งหลายออกจากมรรค
กระทำมรรคให้หนักแน่นแล้ว พิจารณา
[๑๑๐๑] อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดยอธิปติ
ปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่พระอรหันต์ออกจากมรรค กระทำมรรคให้เป็นอารมณ์
อย่างหนักแน่นแล้ว พิจารณา

351
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 352 (เล่ม 41)

ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิปติธรรมที่เป็นอปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตต
สมุฏฐานรูปทั้งหลาย ฯลฯ
[๑๑๐๒] อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม และเนวาจยคามินา
ปจยคามิธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิปติธรรมที่เป็นอปจยคามิธรรม เป็นปัจจัย
แก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย
[๑๑๐๓] เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม
โดยอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอรหันต์กระทำผลให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
แล้ว พิจารณา กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้วพิจารณา
นิพพาน เป็นปัจจัยแก่ผล โดยอธิปติปัจจัย
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็น
ปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย
[๑๑๐๔] เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอธิปติ
ปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระเสกขบุคคลทั้งหลายกระทำผลให้เป็น
อารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว พิจารณา กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว พิจารณา
นิพพาน เป็นปัจจัยแก่โคตรภู แก่โวทาน โดยอธิปติปัจจัย
บุคคลกระทำจักขุให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ย่อมยินดี
หทัยวัตถุ ฯลฯ บุคคลกระทำขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรมให้เป็น
อารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำจักขุเป็นต้นนั้นให้เป็น
อารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะ เกิดขึ้น ทิฏฐิ ฯลฯ

352
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 353 (เล่ม 41)

[๑๑๐๕] เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดยอธิปติ
ปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ นิพพาน เป็นปัจจัยแก่มรรค โดยอธิปติ
ปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัย
[๑๑๐๖] อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอนันตรปัจจัย
คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม ที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็น
อาจยคามิธรรม ที่เกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย
อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โวทาน โดยอนันตรปัจจัย
[๑๑๐๗] อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม ฯลฯ
คือ โคตรภู เป็นปัจจัยแก่มรรค โวทาน เป็นปัจจัยแก่มรรค โดยอนันตรปัจจัย
[๑๑๐๘] อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดย
อนันตรปัจจัย
คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ โดยอนันตรปัจจัย
อนุโลมของพระเสกขบุคคล เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนะของบุคคลผู้ออก
จากนิโรธ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ โดยอนันตรปัจจัย
[๑๑๐๙] อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดย
อนันตรปัจจัย
คือ มรรค เป็นปัจจัยแก่ผล โดยอนันตรปัจจัย
[๑๑๑๐] เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิ
ธรรม โดยอนันตรปัจจัย
คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวาจยคามินาปจยคามิธรรม ที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์
ทั้งหลายที่เกิดหลังๆ ภวังค์ เป็นปัจจัยแก่อาวัชชนะ กิริยา เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ อนุโลมของ

353
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 354 (เล่ม 41)

พระอรหันต์ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนกิริยาของบุคคลผู้ออกจากนิโรธ
เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ โดยอนันตรปัจจัย
[๑๑๑๑] เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม ฯลฯ
คือ อาวัชชนะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม โดยอนันตรปัจจัย
[๑๑๑๒] อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยสมนันตรปัจจัย
เหมือนกับอนันตรปัจจัย
ในสหชาตปัจจัย เหมือนกับสหชาตปัจจัยในปฏิจจวาร มีหัวข้อปัจจัย ๙
ในอัญญมัญญปัจจัย เหมือนกับอัญญมัญญปัจจัยในปฏิจจวาร มีหัวข้อปัจจัย ๓
ในนิสสยปัจจัย เหมือนกับนิสสยปัจจัยในปัจจยวาร แม้ทั้ง ๔ ปัจจัย ปัจจัย
สงเคราะห์ที่ต่างกันไม่มี มีหัวข้อปัจจัย ๑๓
[๑๑๑๓] อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ฯลฯ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาที่เป็นอาจยคามิธรรมแล้ว
ให้ทาน ศีล ฯลฯ อุโบสถกรรม ฯลฯ ฌาน ฯลฯ วิปัสสนา ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ ยังสมาบัติ
ให้เกิดขึ้น ก่อนมานะ ถือทิฏฐิ
บุคคลเข้าไปอาศัยศีลที่เป็นอาจยคามิธรรม ฯลฯ สุตะ จาคะ ปัญญา ราคะ โทสะ
โมหะ มานะ ทิฏฐิ ฯลฯ ความปรารถนาแล้ว ให้ทาน ศีล ฯลฯ อุโบสถกรรม ฯลฯ ฌาน
ฯลฯ วิปัสสนา ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ สมาบัติ ฯลฯ ฆ่าสัตว์ ทำลายสงฆ์
ศรัทธาที่เป็นอาจยคามิธรรม ฯลฯ ปัญญา ราคะ ฯลฯ ความปรารถนา เป็นปัจจัยแก่
ศรัทธาที่เป็นอาจยคามิธรรม แก่ปัญญา แก่ราคะ แก่ความปรารถนา โดยอุปนิสสยปัจจัย
บริกรรมแห่งปฐมฌาน เป็นปัจจัยแก่ปฐมฌาน โดยอุปนิสสยปัจจัย ฯลฯ บริกรรม
แห่งเนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยอุปนิสสยปัจจัย
ปฐมฌาน เป็นปัจจัยแก่ทุติยฌาน ฯลฯ อากิญจัญญายตนะ เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญา
ยตนะ โดยอุปนิสสยปัจจัย

354
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ - หน้าที่ 355 (เล่ม 41)

[๑๑๑๔] อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อันัตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ฯลฯ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บริกรรมแห่งปฐมมรรค เป็นปัจจัยแก่ปฐมมรรค
บริกรรมแห่งจตุตถมรรค เป็นปัจจัยแก่จตุถมรรค โดยอุปนิสสยปัจจัย
[๑๑๑๕] อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม โดย
อุปนิสสยปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ฯลฯ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธา ที่เป็นอาจยคามิธรรม
แล้วกระทำตนให้เดือดร้อน ให้เร่าร้อน ย่อมได้ทุกข์ มีการแสวงหาเป็นมูล
บุคคลเข้าไปอาศัยศีลที่เป็นอาจยคามิธรรม ปัญญา ราคะ ฯลฯ ความปรารถนา แล้ว
กระทำตนให้เดือนร้อน ให้เร่าร้อน ย่อมได้รับทุกข์ มีการแสวงหาเป็นมูล
ศรัทธาที่เป็นอาจยคามิธรรม ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ ราคะ ฯลฯ ความปรารถนา เป็นปัจจัย
แค่สุขกาย แก่ทุกข์ทางกาย แก่ผลสมาบัติ โดยอุปนิสสยปัจจัย
กุศล อกุศลกรรม เป็นปัจจัยแก่วิบาก โดยอุปนิสสยปัจจัย
[๑๑๑๖] อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อปจยคามิธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ปฐมมรรค เป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรค ตติยมรรค
เป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรค โดยอุปนิสสยปัจจัย
[๑๑๑๗] อปจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อาจยคามิธรรม ฯลฯ
มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ฯลฯ ที่เป็นปกตูปนิสสยะ ได้แก่ พระเสกขบุคคลทั้งหลาย เข้าไปอาศัยมรรคแล้ว
ยังสมบัติที่บังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เข้าสมาบัติที่เกิดขึ้นแล้ว
บุคคลพิจารณาเห็นสังขาร โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความ
เป็นอนัตตา

355