อิทธิวิธญาณ เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ โดยอุปนิสสยปัจจัย
เจโตปริยญาณ เป็นปัจจัยแก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ โดยอุปนิสสยปัจจัย
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เป็นปัจจัยแก่ยถากัมมุปคญาณ โดยอุปนิสสยปัจจัย
ยถากัมมุปคญาณ เป็นปัจจัยแก่อนาคตังสญาณ โดยอุปนิสสยปัจจัย
บริกรรมแห่งปฐมมรรค เป็นปัจจัยแก่ปฐมมรรค โดยอุปนิสสยปัจจัย
บริกรรมแห่งทุติยมรรค เป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรค โดยอุปนิสสยปัจจัย
บริกรรมแห่งตติยมรรค เป็นปัจจัยแก่ตติยมรรค โดยอุปนิสสยปัจจัย
บริกรรมแห่งจตุตถมรรค เป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรค โดยอุปนิสสยปัจจัย
ปฐมมรรค เป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรค โดยอุปนิสสยปัจจัย
ทุติยมรรค เป็นปัจจัยแก่ตติยมรรค โดยอุปนิสสยปัจจัย
ตติยมรรค เป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรค โดยอุปนิสสยปัจจัย
พระเสขะทั้งหลาย อาศัยมรรคแล้ว ยังสมาบัติที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เข้าซึ่งสมาบัติ
ที่เกิดขึ้นแล้ว พิจารณาเห็นแจ้งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
มรรค เป็นปัจจัยแก่อัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา ปฏิภาณ
ปฏิสัมภิทา และแก่ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะ ของพระเสขะทั้งหลาย โดยอุปนิสสย
ปัจจัย
[๕๔๕] กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็นอารัมมณูปนิสสยะ ได้แก่บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม
กระทำกุศลนั้น ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วยินดีเพลิดเพลิน เพราะกระทำกุศลนั้น
ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น มีราคะ ทิฏฐิ เกิดขึ้น
บุคคลกระทำกุศลทั้งหลายที่สั่งสมไว้ดีแล้วแต่ก่อนๆ ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
แล้วยินดีเพลิดเพลิน เพราะกระทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น มีราคะ ทิฏฐิ เกิดขึ้น
บุคคลออกจากฌาน แล้วกระทำฌานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วยินดีเพลิดเพลิน
เพราะกระทำฌานนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น มีราคะ ทิฏฐิ เกิดขึ้น
ที่เป็นปกตูปนิสสยา ได้แก่บุคคลอาศัยศรัทธา ถือมานะ ทิฏฐิ