พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 762 (เล่ม 37)

ส. เลื่อนสู่ตติยฌาน จากปฐมฌานได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โยคีบุคคลเคลื่อนสู่ฌานหนึ่ง จากฌานหนึ่ง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เลื่อนสู่จตุตถฌาน จากทุติยฌานได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๕๑] ส. เลื่อนสู่ทุติยฌาน จากปฐมฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ อันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งปฐมฌาน
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้น เพื่อความเกิดขึ้นแห่งทุติยฌาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โยคีบุคคลเคลื่อนสู่ทุติยฌาน จากปฐมฌานแล แต่ไม่พึงกล่าวว่า
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งปฐมฌาน ความนึก
ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่งทุติยฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทุติยฌาน เกิดขึ้นได้แก่โยคีบุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ เกิดขึ้นแก่โยคี
บุคคลผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ทุติยฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึก ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคล
ผู้ตั้งใจ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ทุติยฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้น
แก่โยคีบุคคลผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า โยคีบุคคลเลื่อนสู่ทุติยฌาน
จากปฐมฌาน

762
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 763 (เล่ม 37)

ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ทุติยฌาน จากปฐมฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ปฐมฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคล ผู้กระทำไว้ในใจซึ่งกามทั้งหลายโดย
ความเป็นของมีโทษ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทุติยฌาน ก็เกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ทำไว้ในใจซึ่งกามทั้งหลายโดยความ
เป็นของมีโทษ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทุติยฌานก็มีวิตก มีวิจาร หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ทุติยฌาน จากปฐมฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ปฐมฌานอันนั้น ทุติยฌานก็อันนั้นแล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๕๒] ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ตติยฌาน จากทุติยฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ อันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งทุติยฌาน
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่งตติยฌาน
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ตติยฌานจากทุติยฌานแล แต่ไม่พึงกล่าวว่า ความนึก
ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งทุติยฌาน ความนึก ฯลฯ
ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่งตติยฌาน หรือ?

763
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 764 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. ตติยฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ เกิดขึ้นแก่โยคี
บุคคลผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ตติยฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคี
บุคคลผู้ตั้งใจอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ตติยฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้น
แก่โยคีบุคคลผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า โยคีบุคคลเลื่อนสู่ตติยฌาน
จากทุติฌาน
ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ตติยฌานจากทุติยฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทุติยฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้กระทำไว้ในใจซึ่งวิตกและวิจาร โดย
ความเป็นธรรมมีโทษ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ตติยฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้กระทำไว้ในใจซึ่งวิตกและวิจารโดย
ความเป็นธรรมมีโทษ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ทุติยฌาน ยังมีปีติ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ตติยฌาน ก็ยังมีปีติ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ตติยฌานจากทุติยฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว

764
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 765 (เล่ม 37)

ส. ทุติยฌานอันนั้น ตติยฌานก็อันนั้นแล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๕๓] ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่จตุตถฌาน จากตติยฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ อันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งตติยฌาน
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจตุตถฌาน
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่จตุตถฌานจากตติยฌานแล แต่ไม่พึงกล่าวว่า
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งตติยฌาน ความ
นึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจตุตถฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จตุตถฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้น
แก่โยคีบุคคลผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. จตุตถฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่
โยคีบุคคลผู้ตั้งใจอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า จตุตถฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิด
ขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า โยคีบุคคลเลื่อนสู่จตุตถ
ฌานจากตติยฌาน
ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่จตุตถฌานจากตติยฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ตติยฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้กระทำไว้ในใจ ซึ่งปีติโดยความ
เป็นธรรมมีโทษ หรือ?

765
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 766 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. จตุตถฌาน ก็เกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้กระทำไว้ในใจ ซึ่งปีติโดยความเป็น
ธรรมมีโทษ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ตติยฌาน สหรคตด้วยสุข หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จตุตถฌาน ก็สหรคตด้วยสุข หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่จตุตถฌานจากตติยฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ตติยฌานอันนั้น จตุตถฌานก็อันนั้นแล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๕๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า โยคีบุคคลเลื่อนสู่ฌานอันหนึ่งจากฌานอันหนึ่ง หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
สงัดแล้วจากกามเทียว ฯลฯ เข้าถึงจตุตถฌานอยู่ ดังนี้ เป็นสูตรมี
อยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น โยคีบุคคลก็เลื่อนสู่ฌานหนึ่งจากฌานหนึ่ง น่ะสิ
ฌานสังกันติกถา จบ
————
ฌานันตริกกถา
[๑๗๕๕] สกวาที ฌานคั่นมีอยู่ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว

766
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 767 (เล่ม 37)

ส. ผัสสะคั่นมีอยู่ หรือ? ฯลฯ ปัญญาคั่นมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ฌานคั่นมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างทุติยฌานและตติยฌาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ฌานคั่นมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างตติยฌานและจตุตถฌาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๕๖] ส. ฌานคั่นไม่มีในระหว่างทุติยฌานและตติยฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ฌานคั่นไม่มีในระหว่างทุติยฌานและตติยฌาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า
ฌานคั่นมีอยู่
ส. ฌานคั่นไม่มีในระหว่างตติฌานและจตุตถฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ฌานคั่นไม่มีในระหว่างตติยฌาน และจตุตถฌาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า
ฌานคั่นมีอยู่
[๑๗๕๗] ส. ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างทุติยฌานและตติยฌาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว

767
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 768 (เล่ม 37)

ส. ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างตติยฌานและจตุตถฌาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๕๘] ส. ฌานคั่นไม่มีในระหว่างทุติยฌานและตติยฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ฌานคั่นไม่มีในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ฌานคั่นไม่มีในระหว่างตติยฌานและจตุตถฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ฌานคั่นไม่มีในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๕๙] ส. สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นฌานคั่น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สมาธิมีวิตกมีวิจารเป็นฌานคั่น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สมาธิที่ไม่มีวิตก มีแต่วิจารเป็นฌานคั่น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารเป็นฌานคั่น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๖๐] ส. สมาธิที่มีวิตกมีวิจารไม่เป็นฌานคั่น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารไม่เป็นฌานคั่น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารไม่เป็นฌานคั่น หรือ?
ป. ถูกแล้ว

768
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 769 (เล่ม 37)

ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารไม่เป็นฌานคั่น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๖๑] ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจาร มีในระหว่างฌานทั้งสองที่บังเกิดเป็น
แผ่น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อสมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นไปอยู่ ปฐมฌานดับไปแล้ว ทุติยฌาน
ก็ยังไม่บังเกิดขึ้น มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า เมื่อสมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นไปอยู่ ปฐมฌานดับไปแล้ว
ทุติยฌานก็ยังไม่บังเกิดขึ้น ก็ต้องไม่กล่าวว่า สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจาร
เป็นฌานคั่น มีอยู่ในระหว่างฌานทั้งสองที่บังเกิดเป็นแผ่น
[๑๗๖๒] ป. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารไม่เป็นฌานคั่น หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นปฐมฌาน ฯลฯ เป็นทุติยฌาน ฯลฯ
เป็นตติยฌาน ฯลฯ เป็นตตุตถฌาน หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ก็เป็นฌานคั่น น่ะสิ
[๑๗๖๓] ส. สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นฌานคั่น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสมาธิไว้ ๓ อย่าง คือ สมาธิที่มีวิตกมีวิจาร สมาธิ
ที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจาร สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่วิจาร มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว

769
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 770 (เล่ม 37)

ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสมาธิไว้ ๓ อย่าง คือสมาธิที่มีวิตกมีวิจาร
สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจาร สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ก็ต้องไม่กล่าวว่า
สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นฌานคั่น
ฌานันตริกกถา จบ
————-
สมาปันโน สัททัง สุณาตีติกถา
[๑๗๖๔] สกวาที ผู้เข้าสมาบัติ ฟังเสียงได้ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ผู้เข้าสมาบัติ เห็นรูปด้วยจักษุ ฯลฯ ฟังเสียงด้วยโสตะ ฯลฯ สูดกลิ่น
ด้วยฆานะ ฯลฯ ลิ้มรสด้วยชิวหา ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายได้
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ผู้เข้าสมาบัติ ฟังเสียงได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้เข้าสมาบัติ เป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยโสตวิญญาณ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สมาธิมีแก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า สมาธิมีแก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
ผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้
[๑๗๖๕] ส. สมาธิมีแก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วย
โสตวิญญาณ ฟังเสียงได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว

770
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 771 (เล่ม 37)

ส. หากว่า สมาธิมีแก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ ผู้พร้อมเพรียงด้วย
โสตวิญญาณ ฟังเสียงได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้
ส. สมาธิมีแก่ผู้พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วย
โสตวิญญาณ ฟังเสียงได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นความประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๗๖๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติ ฟังเสียงได้ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึกต่อปฐมฌาน มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึกต่อปฐมฌาน ด้วยเหตุ
นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติ ฟังเสียงได้
ส. เพราะพระผู้มีพระภาคตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึกต่อปฐมฌาน ฉะนั้น ผู้ที่
เข้าสมาบัติ จึงฟังเสียงได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคตรัสวิตก วิจารว่า เป็นข้าศึกต่อทุติยฌาน วิตกวิจาร
จึงมีอยู่แก่ทุติยฌานนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะพระผู้มีพระภาคตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึกต่อปฐมฌาน ฉะนั้น ผู้ที่
เข้าสมาบัติจึงฟังเสียงได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคตรัสปีติว่า เป็นข้าศึกต่อตติยฌาน ตรัสลมอัสสาสะ
ปัสสาสะว่า เป็นข้าศึกต่อจตุตถฌาน ตรัสรูปสัญญาว่า เป็นข้าศึกต่อผู้เข้า

771