พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 592 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๑๖] ส. สัมมาทิฏฐิ เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาวาจา เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมาทิฏฐิ เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาวาจา เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมาสมาธิ เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๑๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ศีลไม่เป็นเจตสิก หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เมื่อศีลเกิดขึ้นแล้วดับไป บุคคลผู้มีศีลดับไปแล้วนั้น เป็นคนทุศีล หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ศีลก็ไม่เป็นเจตสิกน่ะสิ
สีลัง อเจตสิกันติกถา จบ
—————-

592
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 593 (เล่ม 37)

สีลัง นจิตตานุปริวัตตีติกถา
[๑๔๑๘] สกวาที ศีลไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพายตนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ศีลไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผัสสะ ไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ศีลไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนา ฯลฯ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ
ฯลฯ ปัญญา ไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๑๙] ส. ผัสสะ เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ศีลเกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น หรือ?
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา
เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ศีล เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

593
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 594 (เล่ม 37)

[๑๔๒๐] ส. สัมมาวาจา ไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาทิฏฐิ ไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมาวาจา ไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
ไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ ไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาทิฏฐิ ไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมาอาชีวะ ไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
ไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๒๑] ส. สัมมาทิฏฐิ เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาวาจา เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมาทิฏฐิ เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว

594
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 595 (เล่ม 37)

ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๒๒] ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาวาจา เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมาสมาธิ เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๒๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ศีลไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เมื่อศีลเกิดขึ้นแล้วดับไป บุคคลผู้มีศีลดับแล้วนั้นเป็นคนทุศีล หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ศีล ก็ไม่เกิดคล้อยตามจิต น่ะสิ
สีลัง นจิตตานุปริวัตตีติกถา จบ
—————–
สมาทานเหตุกกถา
[๑๔๒๔] สกวาที ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุ เจริญได้ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
ที่การสมาทานเป็นเหตุ เจริญได้ หรือ?

595
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 596 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๒๕] ส. ศีลที่มีสมาทานเป็นเหตุ เจริญได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เจริญได้ดุจเถาวัลย์ เจริญได้ดุจเถาย่างทราย เจริญได้ดุจต้นไม้ เจริญได้
ดุจหญ้า เจริญได้ดุจแพหญ้าปล้อง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๒๖] ส. ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุ เจริญได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อบุคคลสมาทานศีลแล้ว ตรึกกามวิตกอยู่ ตรึกพยาบาทวิตกอยู่ ตรึก
วิหิงสาวิตกอยู่ ศีลก็เจริญได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ อย่าง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ อย่าง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่
ดำและขาว ซึ่งเป็นข้าศึกกัน มาพบกัน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล มีโทษและไม่มีโทษ เลวและประณีต ที่ดำ
และขาว ซึ่งเป็นข้าศึกกัน มาพบกัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๔ ประการนี้ ไกลกัน
ไกลกันนัก ๔ ประการเป็นไฉน ท้องฟ้าและแผ่นดินนี้ประการแรก
ซึ่งไกลกันไกลกันนัก ฯลฯ เพราะเหตุฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษจึง
ไกลจากอสัตบุรุษ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?

596
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 597 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมที่เป็นกุศล และอกุศลที่มีโทษและ
ไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่ดำและขาว ซึ่งเป็นข้าศึกกัน มาพบกัน
ได้
[๑๔๒๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุ เจริญได้ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ชนเหล่าใด ปลูกสร้างสวน ปลูกสร้างป่า
ฯลฯ ชนเหล่านั้น ตั้งอยู่ในธรรม ถึงพร้อมด้วยศีลย่อมจะไปสู่สวรรค์
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุ ก็เจริญได้ น่ะสิ
สมาทานเหตุกกถา จบ
————-
วิญญัตติสีลันติกถา
[๑๔๒๘] สกวาที วิญญัตติเป็นศีล หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากปาณาติบาต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากอทินนาทาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร หรือ
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากมุสาวาท หรือ?

597
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 598 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากสุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. การกราบไหว้เป็นศีล การลุกรับเป็นศีล การทำอัญชลีเป็นศีล สามีจิกรรม
เป็นศีล การให้อาสนะเป็นศีล การให้ที่นอนเป็นศีล การให้น้ำล้างเท้า
เป็นศีล การให้ร้องเท้าเป็นศีล การนวดหลังในเวลาอาบน้ำเป็นศีล
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากปาณาติบาต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากสุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๒๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า วิญญัตติเป็นศีล หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เป็นความทุศีล หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น วิญญัตติก็เป็นศีล น่ะสิ
วิญญัตติสีลันติกถา จบ
—————
อวิญญัตติ ทุสสีลยันติกถา
[๑๔๓๐] สกวาที อวิญญัตติเป็นความทุศีล หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นปาณาติบาต หรือ?

598
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 599 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นอทินนาทาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นกาเมสุมิจฉาจาร หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นมุสาวาท หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นสุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลสมาทานบาปกรรมแล้วให้ทานอยู่ บุญและบาปทั้งสองอย่าง เจริญ
ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุญและบาปทั้งสองอย่างเจริญได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ อย่าง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ อย่าง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต
ที่ดำและขาว ซึ่งเป็นข้าศึกกัน มาพบกันหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต
ที่ดำและขาว ซึ่งเป็นข้าศึกกัน มาพบกัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว

599
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 600 (เล่ม 37)

ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๔ ประการนี้ ไกลกัน
ไกลกันนัก ๔ ประการ เป็นไฉน ท้องฟ้าและแผ่นดินนี้ประการแรก
ซึ่งไกลกันไกลกันนัก ฯลฯ เพราะฉะนั้นธรรมของสัตบุรุษจึงไกลจาก
อสัตบุรุษ ดังนี้ เป็นสูตรมีจริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลที่มีโทษและไม่มี
โทษ ที่เลวและประณีต ที่ดำและขาว ซึ่งเป็นข้าศึกกัน มาพบกันได้
ส. เมื่อบุคคลสมาทานบาปกรรมแล้ว ถวายจีวรอยู่ ถวายบิณฑบาตอยู่ ถวาย
เสนาสนะอยู่ ถวายคิลานปัจจยเภสัชชบริขารอยู่ กราบไหว้แก่ผู้ที่ควร
กราบไหว้อยู่ ต้อนรับผู้ที่ควรต้อนรับอยู่ กระทำอัญชลีกรรมแก่ผู้ที่ควร
อัญชลีกรรมอยู่ กระทำสามีจิกรรมแก่ผู้ที่ควรสามีจิกรรมอยู่ ให้อาสนะ
แก่ผู้ที่ควรให้อาสนะอยู่ ให้ทางแก่ผู้ที่ควรให้ทางอยู่ บุญและบาปทั้ง ๒
อย่าง เจริญได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุญและบาปทั้ง ๒ อย่าง เจริญได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ อย่าง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ อย่าง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่
ดำและขาว ซึ่งเป็นข้าศึกกัน มาพบกันได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่
ดำและขาว อันเป็นข้าศึกกัน มาพบกันได้ หรือ?

600
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 601 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ๔ ประการนี้ไกลกัน ไกล
กันนัก ๔ ประการเป็นไฉน ท้องฟ้าและแผ่นดินนี้ประการแรก ซึ่ง
ไกลกัน ไกลกันนัก ฯลฯ เพราะฉะนั้นธรรมของสัตบุรุษจึงไกลจาก
อสัตบุรุษ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและ
ไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่ดำและขาว อันเป็นข้าศึกกัน มาพบกันได้
[๑๔๓๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อวิญญัตติ เป็นความทุศีล หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บุคคลเป็นผู้สมาทานบาปกรรมไว้แล้ว มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า บุคคลเป็นผู้สมาทานบาปกรรมไว้แล้ว ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึง
ต้องกล่าวว่า อวิญญัตติ เป็นความทุศีล ดังนี้
อวิญญัตติ ทุสสีลยันติกถา จบ
วรรคที่ ๑๐ จบ
ทุติยปัณณาสก์ จบ
————–
วรรคที่ ๑๑
ติสโสปิ อนุสยกถา
[๑๔๓๒] สกวาที อนุสัย เป็นอัพยากฤต หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว

601