พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 582 (เล่ม 37)

เป็นต้นไม่ได้ เกิดขึ้นไม่ก่อนไม่หลังไม่ได้ มิใช่หรือ วิญญาณ ๕ เกิด
ขึ้นในลำดับอันชิดแห่งกันและกันไม่ได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า วิญญาณ ๕ เกิดขึ้นในลำดับอันชิดแห่งกันและกัน ไม่ได้ ก็ต้อง
ไม่กล่าวว่า วิญญาณ ๕ มีความผูกใจ
[๑๓๙๗] ส. จักขุวิญญาณ มีความผูกใจ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขุวิญญาณปรารภความว่างเปล่า เกิดขึ้นได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. จักขุวิญญาณปรารภความว่างเปล่า เกิดขึ้นได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะอาศัยจักษุ และความว่างเปล่า จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะอาศัยจักษุ และความว่างเปล่า จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คำว่า เพราะอาศัยจักษุและความว่างเปล่า จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ?
ป. ไม่มี
ส. คำว่า เพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งหลาย จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า คำว่า เพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งหลาย จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า เพราะอาศัยจักษุและความ
ว่างเปล่า จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น

582
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 583 (เล่ม 37)

[๑๓๙๘] ส. จักขุวิญญาณมีความผูกใจ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขุวิญญาณปรารภอดีตและอนาคต เกิดขึ้นได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. จักขุวิญญาณมีความผูกใจ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขุวิญญาณปรารภผัสสะ ฯลฯ ปรารภโผฏฐัพพะ เกิดขึ้นหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. มโนวิญญาณมีความผูกใจ และมโนวิญญาณปรารภความว่างเปล่าเกิดขึ้น
ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขุวิญญาณมีความผูกใจ และจักขุวิญญาณปรารภความว่างเปล่าเกิดขึ้น
ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. มโนวิญญาณมีความผูกใจ มโนวิญญาณปรารภอดีตและอนาคตเกิดขึ้นได้
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขุวิญญาณมีความผูกใจ และจักขุวิญญาณปรารภอดีตและอนาคตเกิด
ขึ้นได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. มโนวิญญาณ มีความผูกใจ มโนวิญญาณปรารภผัสสะ ฯลฯ ปรารภ
โผฏฐัพพะ เกิดขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขุวิญญาณมีความผูกใจ จักขุวิญญาณปรารภผัสสะ ฯลฯ ปรารภ
โผฏฐัพพะเกิดขึ้นได้ หรือ?

583
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 584 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๙๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณ ๕ มีความผูกใจ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เห็นรูปด้วยจักษุ เป็นผู้ถือนิมิต ฯลฯ เป็นผู้ไม่ถือนิมิต ฯลฯ ถูก
ต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย เป็นผู้ถือนิมิต ฯลฯ เป็นผู้ไม่ถือนิมิต ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น วิญญาณ ๕ ก็มีความผูกใจ นะสิ
ปัญจวิญญาณา สาโภคาติกถา จบ
——————–
ทวีหิ สีเลหิ สมันนาคโตติกถา
[๑๔๐๐] สกวาที บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยศีล ๒
อย่าง หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยผัสสะ ๒ อย่าง
ด้วยเวทนา ๒ อย่าง ด้วยสัญญา ๒ อย่าง ด้วยเจตนา ๒ อย่าง ด้วย
จิต ๒ อย่าง ด้วยศรัทธา ๒ อย่าง ด้วยวิริยะ ๒ อย่าง ด้วยสติ ๒
อย่าง ด้วยสมาธิ ๒ อย่าง ด้วยปัญญา ๒ อย่าง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๐๑] ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยศีลอันเป็นโลกิยะ
หรือ?
ป. ถูกแล้ว

584
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 585 (เล่ม 37)

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยผัสสะอันเป็น
โลกิยะ ด้วยเวทนาอันเป็นโลกิยะ ด้วยสัญญาอันเป็นโลกิยะ ด้วย
เจตนาอันเป็นโลกิยะ ด้วยจิตอันเป็นโลกิยะ ด้วยศรัทธาอันเป็นโลกิยะ
ด้วยวิริยะอันเป็นโลกิยะ ด้วยสติอันเป็นโลกิยะ ด้วยสมาธิอันเป็น
โลกิยะ ด้วยปัญญาอันเป็นโลกิยะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๐๒] ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยศีล ทั้งที่เป็น
โลกิยะและโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยผัสสะทั้งที่เป็น
โลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา ทั้งที่เป็นโลกิยะ
และโลกุตตระ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ประกอบด้วยศีลอันเป็นโลกิยะ
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นปุถุชน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๐๓] ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวาจา
อันเป็นโลกิยะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ
อันเป็นโลกิยะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

585
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 586 (เล่ม 37)

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวาจา
อันเป็นโลกิยะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาสังกัปปะ
อันเป็นโลกิยะ ฯลฯ ด้วยสัมมาวายามะอันเป็นโลกิยะ ฯลฯ ด้วย
สัมมาสติอันเป็นโลกิยะ ฯลฯ ด้วยสัมมาสมาธิอันเป็นโลกิยะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมากัมมันตะ
อันเป็นโลกิยะ ฯลฯ ด้วยสัมมาอาชีวะอันเป็นโลกิยะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ
อันเป็นโลกิยะ ฯลฯ ด้วยสัมมาสมาธิอันเป็นโลกิยะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๐๔] ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวาจาทั้งที่
เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิทั้งที่
เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวาจาทั้งที่
เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาสังกัปปะ
ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ ด้วยสัมมาวายามะทั้งที่เป็นโลกิยะ

586
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 587 (เล่ม 37)

และโลกุตตระ ฯลฯ ด้วยสัมมาสติทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ
ด้วยสัมมาสมาธิทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมากัมมันตะ
ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ฯลฯ
[๑๔๐๕] ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาอาชีวะ
ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิทั้งที่
เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาอาชีวะ
ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาสังกัปปะ
ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ ด้วยสัมมาสมาธิทั้งที่เป็นโลกิยะและ
โลกุตตระ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๐๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วย
ศีล ๒ อย่าง หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เมื่อศีลอันเป็นโลกิยะดับไปแล้ว มรรคจึงเกิดขึ้นหรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บุคคลผู้ทุศีล มีศีลขาด มีศีลทะลุ ยังมรรคให้เกิดได้หรือ?

587
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 588 (เล่ม 37)

ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วย
ศีล ๒ อย่าง นะสิ
ทวีหิ สีเลหิ สมันนาคโตติกถา จบ
——————–
สิลัง อเจตสิกันติกถา
[๑๔๐๗] สกวาที ศีลไม่เป็นเจตสิก หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็นกายายตนะ ฯลฯ
เป็นรูปายตนะ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพายตนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ศีลไม่เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผัสสะไม่เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ศีลไม่เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนา ฯลฯ ศรัทธา ฯลฯ วิริยะ ฯลฯ
สติ ฯลฯ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา ไม่เป็นเจตสิกหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๐๘] ส. ผัสสะเป็นเจตสิก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ศีลเป็นเจตสิก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

588
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 589 (เล่ม 37)

ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนา ฯลฯ ศรัทธา ฯลฯ วิริยะ ฯลฯ
สติ ฯลฯ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ศีลเป็นเจตสิก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๐๙] ส. ศีลไม่เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ศีลมีผลไม่น่าปรารถนา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ศีลมีผลน่าปรารถนา มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าศีลมีผลน่าปรารถนา ก็ต้องไม่กล่าวว่าศีลไม่เป็นเจตสิก
[๑๔๑๐] ส. ศรัทธามีผลน่าปรารถนา และศรัทธาเป็นเจตสิก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ศีลมีผลน่าปรารถนา และศีลเป็นเจตสิก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา มีผลน่าปรารถนา และปัญญา เป็น
เจตสิก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ศีลมีผลน่าปรารถนา และศีลเป็นเจตสิก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๑๑] ส. ศีลมีผลน่าปรารถนา แต่ศีลไม่เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ศรัทธามีผลน่าปรารถนา แต่ศรัทธาเป็นเจตนา หรือ?

589
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 590 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ศีลมีผลน่าปรารถนา แต่ศีลไม่เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิริยะ ฯลฯ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา มีผลน่าปรารถนา แต่ปัญญา ไม่เป็น
เจตสิก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๑๒] ส. ศีลไม่เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ไม่มีผล ไม่มีวิบาก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ศีลมีผล มีวิบาก มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ศีลมีผล มีวิบาก ก็ต้องไม่กล่าวว่า ศีลไม่เป็นเจตสิก ฯลฯ
[๑๔๑๓] ส. จักขายตนะ ไม่เป็นเจตสิก และไม่มีวิบาก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ศีลไม่เป็นเจตสิก และไม่มีวิบาก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โสตายตนะ ฯลฯ กายายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ ไม่
เป็นเจตสิก และไม่มีวิบาก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ศีลไม่เป็นเจตสิก และไม่มีวิบาก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๑๔] ส. ศีลไม่เป็นเจตสิก แต่มีวิบาก หรือ?
ป. ถูกแล้ว

590
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 591 (เล่ม 37)

ส. จักขายตนะ ไม่เป็นเจตสิก แต่มีวิบาก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ศีลไม่เป็นเจตสิก แต่มีวิบาก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสตายตนะ ฯลฯ กายายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ ไม่
เป็นเจตสิก แต่มีวิบาก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๑๕] ส. สัมมาวาจา ไม่เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาทิฏฐิ ไม่เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมาวาจา ไม่เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
ไม่เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ ไม่เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาทิฏฐิ ไม่เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมาอาชีวะ ไม่เป็นเจตสิก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
ไม่เป็นเจตสิก หรือ?

591