พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 562 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสมาธิ ๓ อย่าง คือ สมาธิมีวิตกมีวิจาร
สมาธิไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร สมาธิไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ก็ต้องไม่กล่าวว่า
จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก
วิตักกานุปติตกถา จบ
————-
วิตักกวิปผารสัททกถา
[๑๓๕๖] สกวาที ทุกครั้งที่ตรึกอยู่ ตรองอยู่ ความแผ่ไปแห่งวิตก เกิดเป็นเสียง
หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ทุกครั้งที่ถูกต้องอยู่ ความแผ่ไปแห่งผัสสะก็เกิดเป็นเสียงทุกครั้งที่เสวย
อารมณ์อยู่ ทุกครั้งที่จำอารมณ์อยู่ ทุกครั้งที่จงใจอยู่ ทุกครั้งที่คิดอยู่
ทุกครั้งที่ระลึกอยู่ ทุกครั้งที่รู้ชัดอยู่ ความแผ่ไปแห่งเวทนา สัญญา เจตนา
จิต สติ ปัญญา ก็เกิดเป็นเสียง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๕๗] ส. ทุกครั้งที่ตรึก อยู่ตรองอยู่ ความแผ่ไปแห่งวิตกเกิดเป็นเสียง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความแผ่ไปแห่งวิตก เป็นเสียงที่พึงรู้ได้ด้วยโสติวิญญาณ กระทบที่โสตะ
มาสู่คลองแห่งโสตะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความแผ่ไปแห่งวิตก ไม่เป็นเสียงที่พึงรู้ได้ด้วยโสตวิญญาณ ไม่กระทบที่
โสตะ ไม่มาสู่คลองแห่งโสตะ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว

562
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 563 (เล่ม 37)

ส. หากว่า ความแผ่ไปแห่งวิตก ไม่เป็นเสียงที่พึงรู้ได้ด้วยโสตวิญญาณ ไม่
กระทบที่โสตะ ไม่มาสู่คลองแห่งโสตะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ทุกครั้งที่ตรึก
อยู่ ตรองอยู่ ความแผ่ไปแห่งวิตกเกิดเป็นเสียง
วิตักกวิปผารสัททกถา จบ
—————–
นยถาจิตตัสสวาจาติกถา
[๑๓๕๘] สกวาที บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีเจตนา ไม่มีจิต ก็มีวาจา
ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลมีผัสสะ มีเวทนา มีสัญญา มีเจตนา มีจิต จึงมีวาจาได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลมีผัสสะ ฯลฯ มีจิต จึงมีวาจาได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคล
ผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้
[๑๓๕๙] ส. บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ไม่นึกอยู่ ไม่ผูกใจอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่ ก็มีวาจาได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลนึกอยู่ ผูกใจอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่ จึงมีวาจาได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลนึกอยู่ ผูกใจอยู่ จึงมีวาจาได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่
มีความคิดอย่างไร มีวาจาได้
[๑๓๖๐] ส. บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ?

563
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 564 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. วาจามีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดร่วมกับจิต เกิดขณะเดียวกับจิต มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า วาจามีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดร่วมกับจิต เกิดขณะเดียวกับจิต ก็
ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้
[๑๓๖๑] ส. บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลไม่ปรารถนาจะกล่าวก็กล่าวได้ ไม่ปรารถนาจะแสดงก็แสดงได้ ไม่
ปรารถนาจะร้องเรียกก็ร้องเรียกได้ ไม่ปรารถนาจะพูดก็พูดได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ส. บุคคลปรารถนาจะกล่าวจึงกล่าวได้ ปรารถนาจะแสดงจึงแสดงได้
ปรารถนาจะร้องเรียกจึงร้องเรียกได้ ปรารถนาจะพูดจึงพูดได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลปรารถนาจะกล่าวจึงกล่าวได้ ปรารถนาจะแสดงจึงแสดงได้
ปรารถนาจะร้องเรียกจึงร้องเรียกได้ ปรารถนาจะพูดจึงพูดได้ ก็ต้องไม่
กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้
[๑๓๖๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บางคนที่คิดว่าจะกล่าวอย่างหนึ่ง ก็กล่าวเสียอีกอย่างหนึ่ง คิดว่าจะแสดง
อย่างหนึ่ง ก็แสดงเสียอีกอย่างหนึ่ง คิดว่าจะร้องเรียกอย่างหนึ่ง ก็ร้อง
เรียกเสียอีกอย่างหนึ่ง คิดว่าจะพูดอย่างหนึ่ง ก็พูดเสียอีกอย่างหนึ่ง มี
อยู่ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว

564
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 565 (เล่ม 37)

ป. หากว่า บางคนที่คิดว่าจะกล่าวอย่างหนึ่ง ก็กล่าวเสียอีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ
คิดว่าจะพูดอย่างหนึ่ง ก็พูดเสียอีกอย่างหนึ่ง มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่าน
จึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้
นยถาจิตตัสสวาจาติกถา จบ
—————–
นยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถา
[๑๓๖๓] สกวาที บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ไม่มีผัสสะ ฯลฯ ผู้ไม่มีจิต ก็มีกายกรรมได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลมีผัสสะ ฯลฯ มีจิต จึงมีกายกรรมได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลมีผัสสะ ฯลฯ มีจิต จึงมีกายกรรมได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้
[๑๓๖๔] ส. บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ไม่นึกอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่ ก็มีกายกรรมได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้นึกอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่ จึงมีกายกรรมได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลผู้นึกอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่ จึงมีกายกรรมได้ ก็ต้องไม่กล่าว
ว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้
[๑๓๖๕] ส. บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว

565
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 566 (เล่ม 37)

ส. กายกรรมมีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดร่วมกับจิต เกิดในขณะเดียวกับจิต มิ
ใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า กายกรรมมีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดร่วมกับจิต เกิดในขณะเดียว
กับจิต ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้
[๑๓๖๖] ส. บุคคลไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลไม่ปรารถนาจะก้าวไปข้างหน้า ก็ก้าวไปข้างหน้าได้ ไม่ปรารถนาจะ
ถอยไปข้างหลัง ก็ถอยไปข้างหลังได้ ไม่ปรารถนาจะแลดูก็แลดูได้ ไม่
ปรารถนาจะเหลียวดูก็เหลียวดูได้ ไม่ปรารถนาจะคู้แขนก็คู้แขนได้ ไม่
ปรารถนาจะเหยียดแขนก็เหยียดแขนได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลปรารถนาจะก้าวไปข้างหน้า จึงก้าวไปข้างหน้าได้ ปรารถนาจะถอย
หลัง จึงถอยไปข้างหลังได้ ปรารถนาจะแลดู จึงแลดูได้ ปรารถนาจะ
เหลียวดู จึงเหลียวดูได้ ปรารถนาจะคู้แขน จึงคู้แขนได้ ปรารถนาจะ
เหยียดแขน จึงเหยียดแขนได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลปรารถนาจะก้าวไปข้างหน้า จึงก้าวไปข้างหน้าได้ ฯลฯ
ปรารถนาจะเหยียดแขน จึงเหยียดแขนได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้
ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้
[๑๓๖๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บางคนที่คิดว่าจะไปในที่แห่งหนึ่ง ก็ไปเสียในที่อีกแห่งหนึ่ง ฯลฯ คิด
ว่าจะเหยียดแขนข้างหนึ่ง ก็เหยียดอีกเสียข้างหนึ่ง มีอยู่ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว

566
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 567 (เล่ม 37)

ป. หากว่า บางคนที่คิดว่าจะไปในที่แห่งหนึ่ง ก็ไปเสียในที่อีกแห่งหนึ่ง
ฯลฯ คิดว่าจะเหยียดแขนข้างหนึ่ง ก็เหยียดเสียอีกข้างหนึ่ง มีอยู่
ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกาย
กรรมได้
นยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถา จบ
———————-
อตีตานาคตปัจจุปปันนกถา
[๑๓๖๘] สกวาที บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอดีต หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. อดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญ
ไปแล้ว มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว
สาบสูญไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอดีต
[๑๓๖๙] ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอนาคต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่
บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อนาคต ยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด
ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลเป็นผู้ประกอบ
ด้วยอนาคต
[๑๓๗๐] ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยรูปขันธ์ที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วยรูปขันธ์
ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยรูปขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน หรือ?

567
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 568 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยรูปขันธ์ ๓ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วยขันธ์ ๕
ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ที่เป็นปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยขันธ์ ๑๕ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๗๑] ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยจักขายตนะที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วยจัก
ขายตนะที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขายตนะที่เป็นปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยจักขายตนะ ๓ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอายตนะ ๑๒ ที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วย
อายตนะ ๑๒ ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยอายตนะ ๑๒ ที่เป็น
ปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยอายตนะ ๓๖ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๗๒] ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยจักขุธาตุที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุธาตุ
ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุธาตุที่เป็นปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุธาตุ ๓ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยธาตุ ๑๘ ที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วยธาตุ
๑๘ ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยธาตุ ๑๘ ที่เป็นปัจจุบัน หรือ?

568
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 569 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยธาตุ ๕๔ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๗๓] ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยจักขุนทรีย์ที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุน
ทรีย์ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุนทรีย์ที่เป็นปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุนทรีย์ ๓ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วย
อินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยอินทรีย์ ๒๒ ที่เป็น
ปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยอินทรีย์ ๖๖ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๗๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลประกอบด้วยอดีตและอนาคต หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บุคคลผู้มีปกติเพ่งวิโมกข์ ๘ (สมาบัติ ๘) ผู้ได้ตามปรารถนาซึ่งฌาน ๔
ผู้มีปกติได้อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ มีอยู่ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า บุคคลผู้มีปกติเพ่งวิโมกข์ ๘ ผู้ได้ตามปรารถนาซึ่งฌาน ๔ ผู้มี
ปกติได้อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะ จึงต้องกล่าวว่า
บุคคลผู้ประกอบด้วยอดีตและอนาคต
อตีตานาคตปัจจุปปันนกถา จบ
วรรคที่ ๙ จบ
——————

569
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 570 (เล่ม 37)

วรรคที่ ๑๐
นิโรธกถา
[๑๓๗๕] สกวาที เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุปบัติยังไม่ทันดับ ขันธ์ ๕ ที่เป็นกิริยา
ก็เกิดขึ้นได้ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๑๐ ขันธ์ ๑๐ มาพบกันได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๑๐ ขันธ์ ๑๐ มาพบกันได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๗๖] ส. เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุปบัติยังไม่ทันดับ ขันธ์ ๔ ที่เป็นกิริยาก็เกิดขึ้น
ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๙ ขันธ์ ๙ มาพบกันได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๙ ขันธ์ ๙ มาพบกันได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นความประชุมเป็นแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๗๗] ส. เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุปบัติยังไม่ทันดับ ญาณอันเป็นกิริยาก็เกิดขึ้นได้
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๖ ขันธ์ ๖ มาพบกันได้ หรือ?

570
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 571 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๖ ขันธ์ ๖ มาพบกันได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๗๘] ส. เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุปบัติ ดับไปแล้ว มรรคก็เกิดขึ้นได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ตายแล้ว ยังมรรคให้เกิดได้ บุคคลผู้ทำกาละแล้ว ยังมรรคให้
เกิดได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นิโรธกถา จบ
—————
รูปังมัคโคติกถา
[๑๓๗๙] ส. สกวาที รูปของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นมรรค หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. รูปนั้น เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ความสนใจ ความ
ทำไว้ในใจ ความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจ ของรูปนั้นมีอยู่
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของรูปนั้น
ไม่มี มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า รูปนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของ
รูปนั้นไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค
เป็นมรรค

571