พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 452 (เล่ม 37)

ป. หากว่า ท่านเห็นช่องในระหว่างต้นไม้ทั้งสอง ช่องในระหว่างเสาทั้งสอง
ช่องดาล ช่องหน้าต่าง ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่าอากาศเป็น
สนิทัสสนะ
อากาโสสนิทัสสโนติกถา จบ
————
ปฐวีธาตุ สนิทัสสนาตยาทิกถา
[๑๑๑๗] สกวาที ปฐวีธาตุเป็นสนิทัสสนะ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นรูป เป็นรูปายตนะ เป็นรูปธาตุ เป็นสีเขียว เป็นสีเหลือง เป็น
สีแดง เป็นสีขาว เป็นวิสัยแห่งจักขุวิญญาณ กระทบที่จักษุ มาสู่
คลองแห่งจักษุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๑๑๘] ส. ปฐวีธาตุเป็นสนิทัสสนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อาศัยจักษุและปฐวีธาตุ จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๑๑๙] ส. อาศัยจักษุและปฐวีธาตุ จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คำว่า อาศัยจักษุและปฐวีธาตุ จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่
จริง หรือ?
ป. ไม่มี
ส. คำว่า อาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่
จริง มิใช่หรือ?

452
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 453 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. หาก คำว่า อาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็น
สูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า อาศัยจักษุและปฐวีธาตุ จึงเกิดจักขุ
วิญญาณขึ้น
[๑๑๒๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ปฐวีธาตุเป็นสนิทัสสนะ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ท่านเห็นแผ่นดิน แผ่นหิน ภูเขา มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า ท่านเห็นแผ่นดิน แผ่นหิน ภูเขา ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง
กล่าวว่า ปฐวีธาตุเป็นสนิทัสสนะ ฯลฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า อาโปธาตุ เป็นสนิทัสสนะ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ท่านเห็นน้ำ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า ท่านเห็นน้ำ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อาโปธาตุเป็น
สนิทัสสนะ ฯลฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า เตโชธาตุเป็นสนิทัสสนะ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ท่านเห็นไฟที่โพลงอยู่ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า ท่านเห็นไฟที่โพลงอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เตโช
ธาตุเป็นสนิทัสสนะ ฯลฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า เตโชธาตุเป็นสนิทัสสนะ หรือ?
ส. ถูกแล้ว

453
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 454 (เล่ม 37)

ป. ท่านเห็นต้นไม้ที่ถูกลมโยกอยู่ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า ท่านเห็นต้นไม้ที่ถูกลมโยกอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า
วาโยธาตุเป็นสนิทัสสนะ ฯลฯ
ปฐวีธาตุสนิทัสสนาตยาทิกถา จบ
————-
จักขุนทริยสนิทัสสนันติอาทิกถา
[๑๑๒๑] สกวาที จักขุนทรีย์เป็นสนิทัสสนะ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นรูป เป็นรูปายตนะ เป็นรูปธาตุ ฯลฯ มาสู่คลองแห่งจักษุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๑๒๒] ส. จักขุนทรีย์เป็นสนิทัสสนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อาศัยจักษุและจักขุนทรีย์ จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๑๒๓] ส. อาศัยจักษุและจักขุนทรีย์ จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คำว่า อาศัยจักษุและจักขุนทรีย์ จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็น
สูตรมีอยู่จริง หรือ?
ป. ไม่มี
ส. คำว่า อาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่
จริง หรือ?
ป. ถูกแล้ว

454
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 455 (เล่ม 37)

ส. หากว่า คำว่า อาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็น
สูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า อาศัยจักษุและจักขุนทรีย์ จึงเกิดจักขุ
วิญญาณขึ้น
[๑๑๒๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อินทรีย์ ๕ เป็นสนิทัสสนะ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ท่านเห็นจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า ท่านเห็นจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ด้วยเหตุนั้นนะ
ท่านจึงต้องกล่าวว่า อินทรีย์ ๕ เป็นสนิทัสสนะ ฯลฯ
จักขุนทริยสนิทัสสนันติอาทิกถา จบ
————
กายกัมมสนิทัสสนันติกถา
[๑๑๒๕] สกวาที กายกรรมเป็นสนิทัสสนะหรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นรูป เป็นรูปายตนะ เป็นรูปธาตุ เป็นสีเขียว เป็นสีเหลือง เป็นสีแดง
เป็นสีขาว เป็นวินัยแห่งจักขุวิญญาณ กระทบที่จักษุ มาสู่ครองแห่งจักษุ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กายกรรม เป็นสนิทัสสนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อาศัยจักษุและกายกรรม จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อาศัยจักษุและกายกรรม จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ?

455
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 456 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. คำว่า อาศัยจักษุและกายกรรม จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตร
มีอยู่จริง หรือ?
ป. ไม่มี
ส. คำว่า อาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมี
อยู่จริง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า คำว่า อาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็น
สูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า อาศัยจักษุและกายกรรม จึงเกิดจักขุ
วิญญาณขึ้น
[๑๑๒๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า กายกรรมเป็นสนิทัสสนะหรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ท่านเห็นอาการก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับ แลเหลียว คู้แขน เหยียดแขน
มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า ท่านเห็นอาการก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับ แลเหลียว คู้แขน
เหยียดแขน ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กายกรรมเป็นสนิทัสสนะ
กายกัมมสนิทัสสนันติกถา จบ
ปริโยสานกถาตั้งต้นแต่ปฐวีธาตุสนิทัสสนะ ถึงกายกัมมสนิทัสสนะ
วรรคที่ ๖ จบ
————-
วรรคที่ ๗
สังคหิตกถา
[๑๑๒๗] สกวาที ธรรมบางเหล่าที่ท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยธรรมบางเหล่าไม่มีหรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว

456
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 457 (เล่ม 37)

ส. ธรรมบางเหล่า ที่นับเข้าได้ จัดเข้าหัวข้อได้ นับเนื่องแล้วด้วยธรรม
บางเหล่า มีอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ธรรมบางเหล่า ที่นับเข้าได้ จัดเข้าหัวข้อได้ นับเนื่องแล้ว
ด้วยธรรมบางเหล่า มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ธรรมบางเหล่าที่ท่านสงเคราะห์
เข้าไว้ด้วยธรรมบางเหล่าไม่มี
[๑๑๒๘] ส. จักขายตนะนับเข้าได้ในขันธ์ไหน?
ป. นับเข้าได้ในรูปขันธ์
ส. หากว่า จักขายตนะนับเข้าได้ในรูปขันธ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง
กล่าวว่า จักขายตนะท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยรูปขันธ์
ส. โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ฯลฯ ชิวหายตนะ ฯลฯ กายายตนะ
นับเข้าได้ในขันธ์ไหน?
ป. นับเข้าได้ในรูปขันธ์
ส. หากว่า กายายตนะนับเข้าได้ในรูปขันธ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง
กล่าวว่า กายายตนะท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยรูปขันธ์
[๑๑๒๙] ส. รูปายตยะ ฯลฯ สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ ฯลฯ รสายตนะ ฯลฯ
โผฏฐัพพายตนะ นับเข้าได้ในขันธ์ไหน?
ป. นับเข้าได้ในรูปขันธ์
ส. หากว่า โผฏฐัพพายตนะนับเข้าได้ในรูปขันธ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง
กล่าวว่า โผฏฐัพพายตนะ ท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยรูปขันธ์
[๑๑๓๐] ส. สุขเวทนานับเข้าได้ในขันธ์ไหน?
ป. นับเข้าได้ในเวทนาขันธ์

457
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 458 (เล่ม 37)

ส. หากว่า สุขเวทนานับเข้าได้ในเวทนาขันธ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง
กล่าวว่า สุขเวทนาท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยเวทนาขันธ์
ส. ทุกขเวทนา ฯลฯ อทุกขมสุขเวทนา นับเข้าได้ในขันธ์ไหน?
ป. นับเข้าได้ในเวทนาขันธ์
ส. หากว่า อทุกขมสุขเวทนานับเข้าได้ในเวทนาขันธ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่าน
จึงต้องกล่าวว่า อทุกขมสุขเวทนาท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยเวทนาขันธ์
[๑๑๓๑] ส. สัญญาอันเกิดแต่จักขุสัมผัส นับเข้าได้ในขันธ์ไหน?
ป. นับเข้าได้ในสัญญาขันธ์
ส. หากว่า สัญญาอันเกิดแต่จักขุสัมผัส นับเข้าได้ในสัญญาขันธ์ ด้วยเหตุ
นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สัญญาอันเกิดแต่จักขุสัมผัส ท่านสงเคราะห์
เข้าไว้ด้วยสัญญาขันธ์
ส. สัญญาอันเกิดแต่โสตสัมผัส ฯลฯ สัญญาอันเกิดแต่มโนสัมผัส นับเข้า
ได้ในขันธ์ไหน?
ป. นับเข้าได้ในสัญญาขันธ์
ส. หากว่า สัญญาอันเกิดแต่มโนสัมผัส นับเข้าได้ในสัญญาขันธ์ ด้วยเหตุ
นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สัญญาอันเกิดแต่มโนสัมผัส ท่านสงเคราะห์
เข้าไว้ด้วยสัญญาขันธ์
[๑๑๓๒] ส. เจตนาอันเกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ เจตนาอันเกิดแต่มโนสัมผัส นับเข้า
ได้ในขันธ์ไหน?
ป. นับเข้าได้ในสังขารขันธ์
ส. หากว่า เจตนาอันเกิดแต่มโนสัมผัส นับเข้าได้ในสังขารขันธ์ ด้วยเหตุ
นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เจตนาอันเกิดแต่มโนสัมผัส ท่านสงเคราะห์
เข้าไว้ด้วยสังขารขันธ์

458
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 459 (เล่ม 37)

[๑๑๓๓] ส. จักขุวิญญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณ นับเข้าได้ในขันธ์ไหน?
ป. นับเข้าได้ในวิญญาณขันธ์
ส. หากว่า มโนวิญญาณนับเข้าได้ในวิญญาณขันธ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง
ต้องกล่าวว่า มโนวิญญาณท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยวิญญาณขันธ์
ป. ธรรมเหล่านั้น ท่านสงเคราะห์เข้าด้วยธรรมเหล่านั้น ก็เหมือนอย่าง
โคพลิพัทท์คู่หนึ่ง ที่เขาสงเคราะห์ (ล่าม) ไว้ด้วยทามหรือเชือก บิณฑบาต
ที่เขาสงเคราะห์ (แขวน) ไว้ด้วยสาแหรก สุนัขที่เขาสงเคราะห์ (ผูก)
ไว้ด้วยเชือกผูกสุนัข
ส. หากว่า โคพลิพัทท์คู่หนึ่ง เขาสงเคราะห์ (ล่าม) ไว้ด้วยทามหรือเชือก
บิณฑบาตสงเคราะห์ (แขวน) ไว้ได้ด้วยสาแหรก สุนัขเขาสงเคราะห์
(ผูก) ไว้ด้วยเชือกผูกสุนัข ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ธรรม
บางเหล่า ที่ท่านสงเคราะห์ไว้ด้วยธรรมบางเหล่า มีอยู่
สังคหิตกถา จบ
———
สัมปยุตตกถา
[๑๑๓๔] สกวาที ธรรมบางเหล่า ที่สัมปยุตด้วยธรรมบางเหล่า ไม่มีหรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ธรรมบางเหล่าที่สหรคต เกิดร่วม ระคน เกิดกับดับพร้อม มีวัตถุอันเดียว
กัน มีอารมณ์อันเดียวกันกับด้วยธรรมบางเหล่า มีอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ธรรมบางเหล่า ที่สหรคต เกิดร่วม ระคน เกิดกับดับพร้อม มี
วัตถุอันเดียวกัน มีอารมณ์อันเดียวกันกับด้วยธรรมบางเหล่า มีอยู่ก็
ต้องไม่กล่าวว่า ธรรมบางเหล่า ที่สัมปยุตด้วยธรรมบางเหล่า ไม่มี

459
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 460 (เล่ม 37)

[๑๑๓๕] เวทนาขันธ์เกิดร่วมกับสัญญาขันธ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า เวทนาขันธ์เกิดร่วมกับสัญญาขันธ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง
ต้องกล่าวว่า เวทนาขันธ์สัมปยุตด้วยสัญญาขันธ์
ส. เวทนาขันธ์ เกิดร่วมกับสังขารขันธ์ กับวิญญาณขันธ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า เวทนาขันธ์ เกิดร่วมกับวิญญาณขันธ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง
ต้องกล่าวว่า เวทนาขันธ์ สัมปยุตด้วยวิญญาณขันธ์
ส. สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เกิดร่วมกับเวทนาขันธ์ กับสัญญา
ขันธ์ กับสังขารขันธ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า วิญญาณขันธ์ เกิดร่วมกับสังขารขันธ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง
ต้องกล่าวว่า วิญญาณขันธ์ สัมปยุตด้วยสังขารขันธ์
ป. น้ำมัน ซับอยู่ ซึมอยู่ในงา รส ซับอยู่ ซึมอยู่ ในอ้อย ฉันใด ธรรมเหล่า
นั้น ก็แทรกอยู่ ซึมอยู่ กับธรรมเหล่านั้น ฉันนั้น หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สัมปยุตตกถา จบ
———-
เจตสิกกถา
[๑๑๓๖] สกวาที เจตสิกธรรมไม่มี หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ธรรมบางเหล่า ที่สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดกับดับพร้อม มี
วัตถุอันเดียวกัน มีอารมณ์อันเดียวกันด้วยจิตมีอยู่ มิใช่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว

460
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 461 (เล่ม 37)

ส. หากว่า ธรรมบางเหล่า ที่สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดกับดับ
พร้อม มีวัตถุอันเดียวกัน มีอารมณ์อันเดียวกันด้วยจิต มีอยู่ ก็ต้องไม่
กล่าวว่า เจตสิกธรรมไม่มี
[๑๑๓๗] ส. ผัสสะเกิดร่วมกับจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ผัสสะเกิดร่วมกับจิต ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ผัสสะ
เป็นเจตสิก
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา ฯลฯ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ราคะ
โทสะ โมหะ ฯลฯ อโนตตัปปะ เกิดร่วมกับจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อโนตตัปปะเกิดร่วมกับจิต ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า
อโนตตัปปะ เป็นเจตสิก
ป. เพราะทำวิเคราะห์ว่า เกิดร่วมกับจิต จึงชื่อว่าเจตสิก หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เพราะทำวิเคราะห์ว่า เกิดร่วมกับผัสสะ ก็ชื่อว่าผัสสสิกหรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เพราะทำวิเคราะห์ว่า เกิดร่วมกับจิต จึงชื่อว่าเจตสิกหรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เพราะทำวิเคราะห์ว่า เกิดร่วมกับเวทนา ฯลฯ กับสัญญา ฯลฯ กับเจตนา
ฯลฯ กับสัทธา กับวิริยะ กับสติ กับสมาธิ กับปัญญา กับราคะ
กับโทสะ กับโมหะ ฯลฯ กับอโนตตัปปะ ก็ชื่อว่า อโนตตัปปสิก
หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ส. เจตสิกธรรมไม่มี หรือ?

461