พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 422 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ปัญญาทั้งปวง เป็นปฏิสัมภิทา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ก็มีปัญญานั้นเป็นปฏิสัมภิทา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ผู้เข้าสมาบัติมีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ
มีวาโยกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีนีลกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีปีตกสิณ
เป็นอารมณ์ ฯลฯ มีโลหิตกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีโอทาตกสิณเป็น
อารมณ์ ฯลฯ ผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ วิญญาณัญจายตน
สมาบัติ ฯลฯ อากิญจัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตน
สมาบัติ ฯลฯ ผู้ให้ทาน ฯลฯ ผู้ให้จีวร ฯลฯ ผู้ให้บิณฑบาต ฯลฯ
ผู้ให้เสนาสนะ ฯลฯ ผู้ให้คิลานปัจจัยเภสัชชบริขารก็มีปัญญา ปัญญานั้น
เป็นปฏิสัมภิทา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๐๖๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ทั้งปวง เป็นปฏิสัมภิทา หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ปัญญาอันเป็นโลกุตตระมีอยู่ ปัญญานั้นไม่เป็นปฏิสัมภิทา หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ความรู้ทั้งปวงก็เป็นปฏิสัมภิทาน่ะสิ
ปฏิสัมภิทากถา จบ
—————-
สัมมติญาณกถา
[๑๐๖๒] ปรวาที ไม่พึงกล่าวว่า ญาณให้สมมติ มีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มี
ธรรมอื่นเป็นอารมณ์ หรือ?

422
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 423 (เล่ม 37)

สกวาที ถูกแล้ว
ป. บุคคลผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีญาณ และปฐวีกสิณเป็น
สมมติสัจจะ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า บุคคลผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีญาณและปฐวีกสิณ
เป็นสมมติสัจจะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ญาณในสมมติมี
สัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์
[๑๐๖๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ญาณในสมมติ มีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่น
เป็นอารมณ์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บุคคลผู้เข้าสมาบัติมีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์
ฯลฯ บุคคลผู้ให้อยู่ซึ่งคิลานปัจจยเภสัชชบริขาร มีญาณและคิลานปัจจย
เภสัชชบริขารเป็นสมมติสัจจะ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า บุคคลผู้ให้อยู่ซึ่งคิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร มีญาณและคิลาน
ปัจจัยเภสัชชบริขารเป็นสมมติสัจจะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า
ญาณในสมมติมีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์
[๑๐๖๔] ส. ญาณในสมมติ มีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กำหนดรู้ทุกข์ได้ ละสมุทัยได้ กระทำนิโรธให้แจ้งได้ ยังมรรคให้เกิดได้
ด้วยญาณนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สัมมติญาณกถา จบ
————–
จิตตารัมมณกถา
[๑๐๖๕] สกวาที ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรม
อื่นเป็นอารมณ์ หรือ?

423
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 424 (เล่ม 37)

ปรวาที ถูกแล้ว
ส. มีบางคน เมื่อจิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า มีบางคนเมื่อจิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็น
อารมณ์
ส. มีบางคน เมื่อจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ ฯลฯ เมื่อจิต
มีโทสะ ฯลฯ เมื่อจิตปราศจากโทสะ เมื่อจิตมีโมหะ เมื่อจิตปราศจาก
โมหะ เมื่อจิตหดหู่ เมื่อจิตกวัดแกว่ง เมื่อจิตใหญ่ เมื่อจิตไม่ใหญ่
เมื่อจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า เมื่อจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิ เมื่อ
จิตไม่เป็นสมาธิ เมื่อจิตหลุด ฯลฯ เมื่อจิตยังไม่หลุด ก็รู้ชัดว่าจิตยัง
ไม่หลุด มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า มีบางคนเมื่อจิตยังไม่หลุด ก็รู้ชัดว่า จิตยังไม่หลุด ก็ต้องไม่
กล่าวว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มี
ธรรมอื่นเป็นอารมณ์
[๑๐๖๖] ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือ ผัสสะ
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือ
ผัสสะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์
เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์
ส. ความรู้ในการกำหนดใจผู้อื่น พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือ เวทนา
ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสัญญา ว่าความรู้ในอารมณ์คือเจตนา ว่า

424
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 425 (เล่ม 37)

ความรู้ในอารมณ์คือจิต ว่าความรู้ในอารมณ์คือศรัทธา ว่าความรู้ในอารมณ์
คือ วิริยะ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสติ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสมาธิ ว่า
ความรู้ในอารมณ์คือปัญญา ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คือราคะ ฯลฯ
ว่าความรู้ในอารมณ์ คือโทสะ ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คืออโนตตัปปะ
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์คือ
อโนตตัปปะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็น
อารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์
[๑๐๖๗] ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือ
ผัสสะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ผัสสะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์คือเวทนา
ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสัญญา ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์ คือ
อโนตตัปปะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นความรู้ในการกำหนดรู้อโนตตัปปะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๐๖๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น
ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว

425
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 426 (เล่ม 37)

ป. เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้อง
กล่าวว่าความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรม
อื่นเป็นอารมณ์
จิตตารัมมณกถา จบ
—————
อนาคตญาณกถา
[๑๐๖๙] สกวาที ความรู้ในอนาคต (สภาวะที่ยังไม่มาถึง) มีอยู่หรือ
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. อนาคตรู้ได้โดยมูล รู้ได้โดยเหตุ รู้ได้โดยนิทาน (เหตุเป็นแดนมอบให้
ซึ่งผล) รู้ได้โดยสมภพ (เหตุเป็นแดนเกิด) รู้ได้โดยประภพ (เหตุ
เป็นแดนเกิดก่อน) รู้ได้โดยสมุฏฐาน รู้ได้โดยอาหาร (เหตุนำมาซึ่งผล)
รู้ได้โดยอารมณ์ (เหตุเป็นที่ยึดหน่วง) รู้ได้โดยปัจจัย (เหตุเป็นที่อาศัย
เป็นไป) รู้ได้โดยสมุทัย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๐๗๐] ส. ความรู้ในอนาคตมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รู้ความเป็นเหตุปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ รู้ความเป็นอารัมมณปัจจัยที่เป็น
อนาคตได้ รู้ความเป็นอธิปติปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ รู้ความเป็นอนันตร
ปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ รู้ความเป็นสมนันตรปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๐๗๑] ส. ความรู้ในอนาคตมีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว

426
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 427 (เล่ม 37)

ส. โคตรภูบุคคล มีความรู้ในโสดาปัตติมรรคหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มีความรู้ในโสดาปัตติผล
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่ง
อนาคามิผล ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล มีความรู้ในอรหัตผล
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๐๗๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในอนาคตมีอยู่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรอานนท์ อันตราย ๓ อย่าง จักเกิด
แก่เมืองปาฏลีบุตร คือ จากไฟ หรือจากน้ำ หรือจากการแตก
ความสามัคคี ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ความรู้ในอนาคตก็มีอยู่น่ะสิ
อนาคตญาณกถา จบ
—————
ปัจจุปปันนญาณกถา
[๑๐๗๓] สกวาที ความรู้ในปัจจุบัน (สภาวะที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า) มีอยู่หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นได้ด้วยความรู้นั้น หรือ?

427
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 428 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นได้ด้วยความรู้นั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นว่าความรู้ ด้วยความรู้นั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นว่าความรู้ ได้ด้วยความรู้นั้นหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความรู้นั้น เป็นอารมณ์แห่งความรู้นั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความรู้นั้น เป็นอารมณ์แห่งความรู้นั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลถูกต้องผัสสะนั้นได้ด้วยผัสสะนั้น เสวยเวทนานั้นได้ด้วยเวทนา
นั้น จำสัญญานั้นได้ด้วยสัญญานั้น ตั้งเจตนานั้นได้ด้วยเจตนานั้น คิด
จิตนั้นได้ด้วยจิตนั้น ตรึกวิตกนั้นได้ด้วยวิตกนั้น ตรองวิจารนั้นได้ด้วย
วิจารนั้น ดื่มปีตินั้นได้ด้วยปีตินั้น ระลึกสตินั้นได้ด้วยสตินั้น ทราบ
ชัดปัญญานั้นได้ด้วยปัญญานั้น ตัดขันธ์นั้นได้ด้วยขันธ์นั้น ถากขวาน
นั้นได้ด้วยขวานนั้น ถากผึ่งนั้นได้ด้วยผึ่งนั้น ถากมีดนั้นได้ด้วยมีดนั้น
เย็บเข็มนั้นได้ด้วยเข็มนั้น ลูบคลำปลายองคุลีนั้นได้ด้วยปลายองคุลีนั้น
ลูบคลำปลายนาสิกนั้นได้ด้วยปลายนาสิกนั้น ลูบคลำกระหม่อมนั้นได้
ด้วยกระหม่อมนั้น ล้างคูถนั้นได้ด้วยคูถนั้น ล้างมูตรนั้นได้ด้วยมูตรนั้น
ล้างเขฬะนั้นได้ด้วยเขฬะนั้น ล้างหนองนั้นได้ด้วยหนองนั้น ล้างเลือด
นั้นได้ด้วยเลือดนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๐๗๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในปัจจุบันมีอยู่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว

428
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 429 (เล่ม 37)

ป. เมื่อพระโยคาวจรเห็นสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยงแล้ว แม้
ความรู้นั้น ก็เป็นอันพระโยคาวจรนั้นได้เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง
ด้วย มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า เมื่อพระโยคาวจรเห็นสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยง
แล้ว แม้ความรู้นั้นก็เป็นอันพระโยคาวจรนั้นได้เห็นโดยความเป็นของ
ไม่เที่ยงด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ความรู้ในปัจจุบันมีอยู่
ปัจจุปปันนญาณกถา จบ
—————–
ผลญาณกถา
[๑๐๗๕] สกวาที พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. พระสาวกประกาศคุณสมบัติแห่งผลได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งผล การรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งอินทรีย์
การรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งบุคคล ของพระสาวกมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การบัญญัติขันธ์ การบัญญัติอายตนะ การบัญญัติธาตุ การบัญญัติสัจจะ
การบัญญัติอินทรีย์ การบัญญัติบุคคล ของพระสาวกมีอยู่ หรือ?

429
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 430 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสาวก เป็นพระชินะ เป็นพระศาสดา เป็นพระสัมมาสัมพุทธะ
เป็นพระสัพพัญญู เป็นผู้เห็นธรรมทั้งปวง เป็นเจ้าแห่งธรรม เป็นที่
อาศัย เป็นไปแห่งธรรม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสาวกเป็นผู้ยังมรรคที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้น เป็นผู้ยังมรรคที่ยังไม่
เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม เป็นผู้กล่าวมรรคที่ใครๆ ยังไม่กล่าว เป็นผู้
รู้มรรค เป็นผู้รู้แจ้งมรรค เป็นผู้ฉลาดในมรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๐๗๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระสาวกเป็นผู้ไม่มีความรู้ หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น พระสาวกก็มีความรู้ในผลน่ะสิ
ผลญาณกถา จบ
วรรคที่ ๕ จบ
มหาปัณณาสก์ จบ
—————

430
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 431 (เล่ม 37)

วรรคที่ ๖
นิยามกถา
[๑๐๗๗] สกวาที่ นิยาม (ทางอันแน่นอน) เป็นอสังขตะ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นนิพพาน เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่ง เป็นที่หมาย เป็น
ฐานะอันไม่เคลื่อน เป็นอมตะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๐๗๘] ส. นิยามเป็นอสังขตะ นิพานก็เป็นอสังขตะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อสังขตะ เป็น ๒ อย่าง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อสังขตะ เป็น ๒ อย่าง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ที่ต้านทาน ก็เป็น ๒ อย่าง ที่เร้นก็เป็น ๒ อย่าง ที่พึ่งก็เป็น ๒ อย่าง ที่
หมายก็เป็น ๒ อย่าง ฐานะอันไม่เคลื่อนก็เป็น ๒ อย่าง อมตะก็เป็น ๒
อย่าง นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มีความสูงและต่ำ มีความเลวและประณีต มีความอุกฤษฏ์ และทราม มี
เขตแดน หรือมีความแตกต่าง หรือร่อง หรือระหว่างขั้นแห่งนิพพาน ๒
อย่างนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

431