พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 272 (เล่ม 37)

ส. คำว่า วิตก วิจารของผู้เข้าทุติยฌานเป็นธรรมชาติดับแล้ว ดังนี้ เป็น
สูตรมีอยู่จริง ถึงกระนั้น วิตก วิจารของผู้นั้น ก็มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๑๘] ส. คำว่า วาจาของผู้เข้าปฐมฌานเป็นธรรมชาติดับไปแล้ว ดังนี้ เป็นสูตร
มีอยู่จริง ถึงกระนั้น การเปล่งวาจาของผู้นั้น ก็มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คำว่า ปีติของผู้เข้าตติยฌานเป็นธรรมชาติดับแล้ว ฯลฯ อัสสาสะ
ปัสสาสะ ของผู้เข้าจตุตถฌานเป็นธรรมชาติดับแล้ว รูปสัญญาของผู้
เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติเป็นธรรมชาติดับแล้ว อากา
สานัญจายตน สัญญาของผู้เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติเป็นธรรมชาติ
ดับแล้ว วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ
เป็นธรรมชาติดับแล้ว อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าเนวสัญญานา
สัญญายตนสมาบัติเป็นธรรมชาติดับแล้ว สัญญาและเวทนาของผู้เข้า
สัญญาเวทยิตนิโรธเป็นธรรมชาติดับแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ถึง
กระนั้นสัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธนั้นก็มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๑๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึกของปฐมฌาน มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึกของปฐมฌาน ด้วยเหตุ
นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานยังมีอยู่
[๖๒๐] ส. เพราะพระผู้มีพระภาคได้ตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึกของปฐมฌาน ฉะนั้น
การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานจึงมีอยู่ หรือ?

272
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 273 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัส วิตก วิจารว่า เป็นข้าศึกของทุติยฌาน ฯลฯ
ตรัสปีติว่า เป็นข้าศึกของตติยฌาน ตรัสอัสสาสะ ปัสสาสะว่า เป็นข้าศึก
ของจตุตถฌาน ตรัสรูปสัญญาว่า เป็นข้าศึกของผู้เข้าอากาสานัญจายตน
สมาบัติ ตรัสอากาสานัญจายตนสัญญาว่า เป็นข้าศึกของผู้เข้าวิญญา
ณัญจายตนสมาบัติ ตรัสวิญญาณัญจายตนสัญญาว่า เป็นข้าศึกของ
ผู้เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ ตรัสอากิญจัญญายตนสัญญาว่าเป็นข้าศึก
ของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ ตรัสสัญญาและเวทนาว่า
เป็นข้าศึกของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญา
เวทยิตนิโรธนั้น จึงมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๒๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรอานนท์ สาวกชื่ออภิภู ของพระผู้มี
พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าสิขี สถิตอยู่ในพรหม
โลก ได้ประกาศกะหมื่นโลกธาตุด้วยเสียงว่า ท่านทั้งหลายจงเริ่มต้น
จงบากบั่น จงประกอบความเพียรในพระพุทธศาสนา จงกำจัด
เสนาของพระยามัจจุราช ดุจกุญชรรื้อเรือนที่มุงบังด้วยไม้อ้อ ฉะนั้น
ด้วยว่า ผู้ที่ไม่ประมาทอยู่ในธรรมวินัยนี้ จักละชาติสงสารแล้วทำ
ที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานก็มีอยู่ น่ะสิ
วจีเภทกถา จบ.
————

273
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 274 (เล่ม 37)

ทุกขาหารกถา
[๖๒๒] สกวาที การกล่าวว่า ทุกข์ เป็นองค์ของมรรค นับเนื่องในมรรค หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ทุกคนที่กล่าวคำว่า ทุกข์ ชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๒๓] ส. ทุกคนที่กล่าวคำว่า ทุกข์ ชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พาลปุถุชนที่กล่าวคำว่า ทุกข์ ก็ชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้ฆ่ามารดา ฯลฯ ผู้ฆ่าบิดา ผู้ฆ่าพระอรหันต์ ผู้ทำโลหิตุบาท ฯลฯ
ผู้ทำสังฆเภท กล่าวคำว่า ทุกข์ ก็ชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ทุกขาหารกถา จบ.
————–
จิตตฐิติกถา
[๖๒๔] สกวาที จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ได้ตลอดวัน หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. กึ่งวันเป็นอุปปาทขณะ กึ่งวันเป็นวยขณะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๒๕] ส. จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ได้ตลอด ๒ วัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วันหนึ่งเป็นอุปปาทขณะ อีกวันหนึ่งเป็นวยขณะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

274
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 275 (เล่ม 37)

[๖๒๖] ส. จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ได้ตลอด ๔ วัน ฯลฯ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๘ วัน ตั้งอยู่ได้
ตลอด ๑๐ วัน ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒๐ วัน ตั้งอยู่ได้ตลอดเดือนหนึ่ง ตั้ง
อยู่ได้ตลอด ๒ เดือน ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔ เดือน ตั้งอยู่ได้ตลอด ๘ เดือน
ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๐ เดือน ตั้งอยู่ได้ตลอดปีหนึ่ง ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒ ปี
ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๘ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๐ ปี ตั้งอยู่
ได้ตลอด ๒๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๓๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔๐ ปี ตั้งอยู่
ได้ตลอด ๕๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒๐๐ ปี ตั้งอยู่
ได้ตลอด ๔๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๕๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑,๐๐๐ ปี
ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒,๐๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔,๐๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด
๘,๐๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๖,๐๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอดกัลป์หนึ่ง ตั้งอยู่ได้
ตลอด ๒ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๘ กัลป์
ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๖ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๓๒ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๖๔
กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๕๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑,๐๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่
ได้ตลอด ๒,๐๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔,๐๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด
๘,๐๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๖,๐๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒๐,๐๐๐
กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๖๐,๐๐๐ กัลป์ ฯลฯ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔๘,๐๐๐
กัลป์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ๒,๐๐๐ กัลป์เป็นอุปปาทขณะ อีก ๔๘,๐๐๐ กัลป์ เป็นวยขณะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๒๗] ส. จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ตลอดวันหนึ่ง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ธรรมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นแล้วดับไป แม้มากครั้งในวันหนึ่งมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว

275
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 276 (เล่ม 37)

ส. ธรรมเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่าจิต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๒๘] ส. ธรรมเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่าจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็น
ธรรมอื่น แม้สักอย่างหนึ่ง ที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วเหมือนจิตเลย แม้
การเปรียบเทียบว่า จิตได้เปลี่ยนแปลงไปเร็วเพียงไรก็ทำได้ไม่ง่าย
เลยทีเดียว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่าจิต
[๖๒๙] ส. ธรรมเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่าจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลิงเที่ยวไปในป่า
ในไพร จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้นแล้วจับกิ่งอื่น ปล่อยกิ่งนั้นแล้วจับ
กิ่งอื่น แม้ฉันใด ธรรมชาติที่เรียกว่า จิต บ้าง ว่า มโน บ้าง
ว่า วิญญาณ บ้าง ก็ฉันนั้นแล ดวงอื่นเทียวเกิดขึ้น ดวงอื่นเทียว
ดับไป ทั้งคืนทั้งวัน ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมนั้นเปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่าจิต
[๖๓๐] ส. จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ได้ตลอดวันหนึ่ง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขุวิญญาณตั้งอยู่ได้ตลอดวันหนึ่ง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

276
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 277 (เล่ม 37)

ส. โสตวิญญาณ ฯลฯ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ จิตเป็น
อกุศล จิตสหรคตด้วยราคะ จิตสหรคตด้วยโทสะ จิตสหรคตด้วยโมหะ
จิตสหรคตด้วยมานะ จิตสหรคตด้วยทิฏฐิ จิตสหรคตด้วยวิจิกิจฉา จิต
สหรคตด้วยถีนะ จิตสหรคตด้วยอุทธัจจะ จิตสหรคตด้วยอหิริกะ จิต
สหรคตด้วยอโนตตัปปะ ตั้งอยู่ได้ตลอดวันหนึ่ง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๓๑] ส. จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ได้ตลอดวันหนึ่ง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลเห็นรูปด้วยตาทางจิตใด ก็ฟังเสียงทางหูด้วยจิตดวงเดียวกันนั้น
แหละ ฯลฯ ดมกลิ่นทางจมูก ลิ้มรสทางลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ฯลฯ
รู้ธรรมารมณ์ทางใจด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ ฯลฯ บุคคลรู้ธรรมา
รมณ์ทางใจด้วยจิตใด ก็เห็นรูปทางตาด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ ฯลฯ
ฟังเสียงทางหู ดมกลิ่นทางจมูก ลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะ
ทางกายด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๓๒] ส. จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ได้ตลอดวันหนึ่ง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลก้าวไปด้วยจิตใด ก็ถอยกลับด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ ถอย
กลับด้วยจิตใด ก็ก้าวไปด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ แลดูด้วยจิตใด
ก็เหลียวซ้ายแลขวาด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ เหลียวซ้ายแลขวาด้วย
จิตใดก็แลดูด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ คู้เข้าด้วยจิตใด ก็เหยียดออก
ด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ เหยียดออกด้วยจิตใด ก็คู้เข้าด้วยจิต
ดวงเดียวกันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๓๓] ส. เทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ มีจิตดวงเดียว ตั้งอยู่
จนตลอดอายุ หรือ?

277
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 278 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. มนุษย์ทั้งหลายก็มีจิตดวงเดียว ตั้งอยู่จนตลอดอายุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๓๔] ส. เทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ มีจิตดวงเดียว ตั้งอยู่จน
ตลอดอายุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เทพชั้นจาตุมหาราช ฯลฯ เทพชั้นดาวดึงส์ … เทพชั้นยามา … เทพชั้น
ดุสิต … เทพชั้นนิมมานรดี … เทพชั้นปรนิมมิตวสวัตตี … เทพชั้นพรหม
ปาริสัช … เทพชั้นพรหมปุโรหิต … เทพชั้นมหาพรหม … เทพชั้นปริต
ตาภา … เทพชั้นอัปปมาณาภา … เทพชั้นอาภัสสรา … เทพชั้นปริตตสุภา …
เทพชั้นอัปปมาณสุภา … เทพชั้นสุภกิณหา … เทพชั้นเวหัปผลา …
เทพชั้นอวิหา … เทพชั้นอาตัปปา … เทพชั้นสุทัสสา … เทพชั้นสุทัสสี ฯลฯ
เทพชั้นอกนิฏฐา มีจิตดวงเดียว ตั้งอยู่จนตลอดอายุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๓๕] ส. เทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ มีประมาณอายุ ๒๐,๐๐๐
กัลป์ เทพเหล่านั้น มีจิตดวงเดียว ตั้งอยู่ตลอด ๒๐,๐๐๐ กัลป์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มนุษย์ทั้งหลายมีประมาณอายุ ๑๐๐ ปี มนุษย์เหล่านั้นก็มีจิตดวงเดียว
ตั้งอยู่ตลอด ๑๐๐ ปี หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๓๖] ส. เทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ มีประมาณอายุ ๒๐,๐๐๐
กัลป์ เทพเหล่านั้น มีจิตดวงเดียวตั้ง อยู่ตลอด ๒๐,๐๐๐ กัลป์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เทพชั้นจาตุมหาราช มีประมาณอายุ ๕๐๐ ปี เทพเหล่านั้น ก็มีจิตดวงเดียว
ตั้งอยู่ตลอด ๕๐๐ ปี ฯลฯ ตั้งอยู่ตลอด ๑,๐๐๐ ปี (ชั้นดาวดึงส์) …

278
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 279 (เล่ม 37)

ตั้งอยู่ตลอด ๒,๐๐๐ ปี (ชั้นยามา) … ตั้งอยู่ตลอด ๔,๐๐๐ ปี (ชั้น
ดุสิต) … ตั้งอยู่ตลอด ๘,๐๐๐ ปี (ชั้นนิมมานรดี) … ตั้งอยู่ ๑๖,๐๐๐
ปี (ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี) ตั้งอยู่ตลอด ๑ ใน ๓ ส่วน ของกัลป์ (ชั้น
พรหมปาริสัช) … ตั้งอยู่ตลอดกึ่งกัลป์ (ชั้นพรหมปุโรหิต) … ตั้งอยู่
ตลอดกัลป์หนึ่ง (ชั้นมหาพรหม) … ตั้งอยู่ตลอด ๒ กัลป์ (ชั้น
ปริตตาภา) ตั้งอยู่ตลอด ๔ กัลป์ (ชั้นอัปปมาณาภา) … ตั้งอยู่
ตลอด ๘ กัลป์ (ชั้นอาภัสสรา) … ตั้งอยู่ตลอด ๑๖ กัลป์ (ชั้นปริตต
สุภา) … ตั้งอยู่ตลอด ๓๒ กัลป์ (ชั้นอัปปมาณสุภา) … ตั้งอยู่ตลอด
๖๔ กัลป์ (ชั้นสุภกิณหา) … ตั้งอยู่ตลอด ๕๐๐ กัลป์ (ชั้นเวหัปผลา) …
ตั้งอยู่ตลอด ๑,๐๐๐ กัลป์ (ชั้นอวิหา) … ตั้งอยู่ตลอด ๒,๐๐๐ กัลป์
(ชั้นอตัปปา) … ตั้งอยู่ตลอด ๔,๐๐๐ กัลป์ (ชั้นสุทัสสา) … ตั้งอยู่
ตลอด ๘,๐๐๐ กัลป์ (ชั้นสุทัสสี) ฯลฯ เทพชั้นอกนิฏฐา มีประมาณ
อายุ ๑๖,๐๐๐ กัลป์ เทพเหล่านั้น มีจิตดวงเดียว ตั้งอยู่ตลอด ๑๖,๐๐๐
กัลป์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๓๗] ป. จิตของเทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ เกิดขึ้นครู่หนึ่งๆ
ดับไปครู่หนึ่งๆ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ จุติครู่หนึ่งๆ อุปบัติครู่
หนึ่งๆ หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๓๘] ส. เทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ มีจิตดวงเดียว ตั้งอยู่ตลอด
อายุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว

279
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 280 (เล่ม 37)

ส. เทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ อุปบัติด้วยจิตดวงใด ก็
จุติด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
จิตตฐิติกถา จบ
———–
กุกกุฬกถา
[๖๓๙] สกวาที สังขารทั้งปวง เป็นดุจเถ้ารึง (ร้อนระอุ) ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. สุขเวทนา สุขทางกาย สุขทางใจ สุขเป็นทิพย์ สุขของมนุษย์ สุข
ในลาภ สุขในสักการะ สุขในการไป สุขในการนอน สุขในความเป็น
ใหญ่ สุขในความเป็นอธิบดี สุขของคฤหัสถ์ สุขของสมณะ สุขมี
อาสวะ สุขไม่มีอาสวะ สุขมีอุปธิ สุขมีอามิส สุขไม่มีอุปธิ สุขไม่มีอามิส
สุขมีปีติ สุขไม่มีปีติ สุขในฌาน สุขคือความหลุดพ้น สุขในกาม
สุขในการออกบวช สุขเกิดแต่ความวิเวก สุขคือความสงบ สุขเกิดแต่
ความตรัสรู้มีอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า สุขเวทนา ฯลฯ สุขเกิดแต่ความตรัสรู้มีอยู่ ก็ไม่ต้องกล่าวว่า
สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้น
[๖๔๐] ส. สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สังขารทั้งปวงเป็นทุกขเวทนา เป็นทุกข์ทางกาย เป็นทุกข์ทางใจ เป็น
ความโศก ความร่ำไร ทุกขโทมนัส อุปายาส (ความคับแค้น) หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

280
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 281 (เล่ม 37)

[๖๔๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของ
ร้อน อะไรเล่าชื่อว่า สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักขุ
เป็นของร้อน รูปทั้งหลายเป็นของร้อน จักขุวิญญาณเป็นของร้อน
จักขุสัมผัสเป็นของร้อน แม้ความรู้สึกเสวยอารมณ์ อันใด เป็นสุขก็
ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัส
เป็นปัจจัย แม้อันนั้น ก็เป็นของร้อน ร้อนด้วยอะไร ร้อนด้วยไฟ
คือราคะ ด้วยไฟคือโทสะ ด้วยไฟคือโมหะ ร้อนด้วยชาติ ด้วย
ชรา มรณะ ด้วยโศก ด้วยปริเทวะ ด้วยทุกข์ ด้วยโทมนัส ด้วย
อุปายาส เรากล่าวว่า สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ฉะนี้ โสตะเป็นของร้อน
เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน ฯลฯ ฆานะเป็นของร้อน กลิ่นทั้งหลาย
เป็นของร้อน ฯลฯ ชิวหาเป็นของร้อน รสทั้งหลายเป็นของร้อน ฯลฯ
กายเป็นของร้อน โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นของร้อน ฯลฯ มโน
เป็นของร้อน ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน มโนวิญญาณเป็นของร้อน
มโนสัมผัสเป็นของร้อน ความรู้สึกเสวย อารมณ์ อันใด เป็นสุข
ก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม เกิดขึ้นเพราะมโน
สัมผัสเป็นปัจจัย แม้อันนั้น ก็เป็นของร้อน ร้อนด้วยอะไร ร้อน
ด้วยไฟคือราคะ ด้วยไฟคือโทสะ ด้วยไฟคือโมหะ ร้อนด้วยชาติ
ด้วยชรา มรณะ ด้วยโศก ด้วยปริเทวะ ด้วยทุกข์ ด้วยโทมนัส
ด้วยอุปายาส เรากล่าวว่า สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ฉะนี้ ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?

281